ในยุคนวัตกรรมนี้ จินตนาการของเด็กๆ จากหนังการ์ตูน เป็นจริงไปแล้วหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง บรรดายอดมนุษย์ ที่ยานแม่บัญชาการรบผ่านนาฬิกาข้อมือ จัดเต็มทั้งภาพและเสียง ใครจะนึกว่า ทุกวันนี้ เรามีนาฬิกาแบบนี้ใช้กันแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง


หรือจะเป็นหุ่นยนต์คู่ใจ ที่สนทนาเจื้อยแจ้ว คอยให้คำปรึกษา ช่วยพระเอกแก้ปัญหาต่างๆ ปัจจุบัน เราก็มี Siri ดังที่เขียนเอาไว้ในบทความ คนไทยผู้คิดค้น Siri แอปพลิเคชัน A.I. Assistants ใน iPhone

หรือจะเป็น “รถยนต์ไร้คนขับ” จากภาพยนตร์ชุด James Bond ทุกวันนี้ เราก็มี Google Car

“รถยนต์ไร้คนขับ” หรือ Autonomous Car แปลว่ารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

Google Car ทุกวันนี้ คือความจริง ไม่ใช่ความฝัน หรือ Plot เรื่องจากนิยาย James Bond

เพราะ Google Car ออกวิ่งบนถนนจริงร่วมกับยวดยานพาหนะอื่นๆ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 แล้ว

Google Car ใช้เทคโนโลยี Street View และ Laser Range Finders หรือ LRF ร่วมกับ Ladybugs ที่เป็นเสาติดเจ้าตัวหัวหมุนๆ บนหลังคารถในการขับเคลื่อน

Google Car มาพร้อมหน้าจอ Touch Screen ที่เชื่อมสัญญาณแผนผังเมืองกับแผนที่เส้นทางผ่านระบบ GPS เชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลสัญญาณไฟจราจรทุกสี่แยกในเมือง และกองบังคับการตำรวจจราจร

Google Car ขับเคลื่อนไปโดยไม่ชนสิ่งกีดขวาง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ด้วยกัน รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน คน สัตว์ และสิ่งของสองข้างถนน ด้วยระบบเรดาร์ (Redar) และระบบโซนาร์ (Sonar) ทำงานร่วมกับกล้องวงจรปิด Ladybugs ตัวหลัก โดยมีกล้องวงจรปิดถ่ายคนขับอีกตัวหนึ่ง และกล้องหน้าซ้ายขวาอีก 2 ตัว กล้องหลังอีก 2 ตัว

โดยระบบเรดาร์ (Redar) และระบบโซนาร์ (Sonar) จะทำงานร่วมกันสะท้อนสัญญาณสิ่งกีดขวาง รวมเรียกว่า Lidar หรือ Light Detection And Ranging ซึ่งบางทีก็เรียกว่า Ladar ที่ติดตั้งไว้รอบคัน ด้านหน้า 3 จุด ซ้าย กลาง และขวา ด้านข้างอีก 3 จุด หน้า กลาง หลัง ด้านขวาอีก 3 จุด หน้า กลาง หลัง และด้านหลังอีก 3 จุด ซ้าย กลาง และขวา

ซึ่งแต่เดิมนั้น เทคโนโลยี Ladar มีไว้สำหรับการตรวจสภาพพื้นผิว ทางโค้ง เนิน หลุมบ่อต่างๆ

ดังที่กล่าวไป โดยหลักๆ แล้ว Google Car จะอาศัยการทำงานของ Ladar และเมื่อมาผนวกกับเทคโนโลยี Structure From Motion หรือ SFM ผ่านระบบภาพสามมิติ หรือ 3D (Three Dimensions) และ Long-Wave Infrared หรือ LWIR รวมถึง Adaptive Cruise Control หรือ ACC และเซนเซอร์วัดความเฉื่อย หรือ inertia Sensors ก็ทำให้ Google Car มีความสมบูรณ์แบบ

Steve Mahan : www.afr.com

สำหรับใบขับขี่ประวัติศาสตร์ใบแรกของโลกที่ใช้สำหรับ “รถยนต์ไร้คนขับ” ตกเป็นของ Steve Mahan “ผู้พิการทางสายตา” โดยได้หมายเลข “ใบขับขี่ประวัติศาสตร์” #00000001 ใช้สำหรับเป็น “ใบอนุญาตโดยสาร” Google Car

ทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า Google Car คือผู้จุดประกายความคิด “รถยนต์ไร้คนขับ” ให้กับโลกใบนี้อย่างแท้จริง

เพราะในปัจจุบัน แม้ผู้เล่นนำร่อง “อุตสาหกรรมรถยนต์” Autonomous Car จะมีเพียง Google Car

ทว่า บรรดาบริษัท “อุตสาหกรรมรถยนต์” หลักๆ ต่างเล็งเห็นแล้วว่า อนาคตข้างหน้า Trend “รถยนต์ไร้คนขับ” จะต้องมาแน่

waymo.com

บางบริษัทถึงขนาดสร้าง “รถยนต์ต้นแบบ” Autonomous Car ภายใต้ Brand ของตัวเองกันแล้ว

ประเดิมด้วย Mercedes Benz และ Daimler Chrysler สองยักษ์เยอรมัน กับโครงการ Autobahn Pilot

ตามด้วย Tesla Motors บริษัทรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของ Elon Musk กับโครงการ Asleep

และ Nissan ยักษ์เล็กญี่ปุ่น ตามมาติดๆ กับโครงการ Multi-lane Highways

Google แห่งประเทศจีน คือ Baidu เองก็ไม่รอช้า เปิดโครงการ Baidu Car

Volvo ยักษ์ใหญ่สวีเดน ก็ไม่รอช้าเช่นกัน จัดแจงส่งโครงการ Crash Free เข้าประกวด

Jaguar ยักษ์ใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร ก็มีโครงการ Auto Tiger

นอกจากนี้ ยังมี Audi BMW สองยักษ์สัญชาติเยอรมัน ผนึกด้วยสองยักษ์อเมริกัน Ford และ GM เจ้าของ Brand รถยนต์ชั้นแนวหน้ามากมาย อาทิ Chevrolet, Cadillac, Opel, Holden, GMC, HSV, Alpheon, Buick, Vauxhall, Wuling, Baojun, Jie Fang, Daewoo ฯลฯ

ยังไม่นับ Kia ยักษ์เกาหลีใต้ และ Renault ยักษ์ฝรั่งเศส

ที่สำคัญที่สุดก็คือ “จักรพรรดิแห่งโลกยานยนต์” TOYOTA ที่เริ่มขยับตัวแล้ว แม้จะยังระแวดระวังอยู่บ้างตามสไตล์