บทความนี้ คุณจะได้เห็นหุ่นยนต์รูปร่างสี่เหลี่ยมคล้ายเครื่องดูดฝุ่น กำลังปฏิบัติหน้าที่กันอย่างขะมักเขม้นในคลังสินค้าอัจฉริยะของ Amazon, Alibaba และไม่ใช่แค่นั้น เราจะพาไปดูการทำงานของหุ่นยนต์ในคลังสินค้าที่ อิสราเอล’ ประเทศแห่งสตาร์ทอัพด้วย


ชวนคุณไปดูคลังแบรนด์ค้าปลีกขนาดยักษ์

หนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Amazon, Alibaba ที่มียอดการสั่งซื้อสินค้ามหาศาล คือ ‘การบริหารจัดการคลังสินค้า’ ที่นำ ‘หุ่นยนต์’ (Robotics) ‘ระบบอัตโนมัติ’ (Automation) และ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI) มาทำระบบจัดเก็บและค้นหาสินค้าอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ 

เนื่องจากธุรกิจด้านโลจิสติกส์เป็นที่ต้องการของตลาดและได้รับความนิยมอย่างสูง การแข่งขันของกลุ่มธุรกิจนี้จึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเมื่อใช้หุ่นยนต์ทำงาน การบริหารจัดการในคลัง ต้องวางระบบที่มี ความแม่นยำสูง ตามมาด้วย ความสะดวกรวดเร็ว ทันสมัย ดังตัวอย่างคลังสินค้าของ Amazon และ Alibaba ด้านล่างนี้

  • Inside Amazon’s Fulfillment Center in Kent, Washington หนึ่งในคลังสินค้าของอเมซอน ณ เมืองเคนต์ วอชิงตัน มีพื้นที่มากกว่า 855,000 ตารางฟุต ใช้พนักงานมากกว่า 3,000 คน มีหุ่นยนต์ทำหน้าที่หยิบสินค้า แพ็คสินค้าตามที่ได้รับออร์เดอร์ โดยใช้ระบบการจัดการคลังสินค้าและหุ่นยนต์ Kiva Systems ซึ่งในปี 2012 Amazon มองแล้วว่าทั้งระบบและหุ่นยนต์สำคัญต่อธุรกิจค้าปลีก จึงเข้าซื้อกิจการ Kiva Systems ด้วยเงิน 775 ล้านดอลลาร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น Amazon Robotics

  • Inside Alibaba’s smart warehouse staffed by robots มาดูคลังสินค้าของอาลีบาบากันบ้าง ในคลิปด้านบนเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะ ขนาดพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร ในเมืองหุ้ยหยาง (Huiyang) ประเทศจีน ภายในคลังนี้มียานพาหนะนำทางอัตโนมัติ 100 เครื่อง (AGVs : Automated Guided Vehicles) ใช้หุ่นยนต์ของ Cainiao (ธุรกิจโลจิสติกส์ที่อยู่ภายใต้อาลีบาบา) ทำงาน 60 ตัว ซึ่งแต่ละตัวสามารถยกของได้สูงสุดถึง 500 กิโลกรัม และยังคงใช้แรงงานมนุษย์ (Human-Robot Interaction) ร่วมด้วย 

หุ่นยนต์ AI ตัวน้อย แต่ลุยงานไม่ด้อยกว่าใคร

CommonSense Robotics ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 ณ เมืองหลวงเทล อาวีฟ อิสราเอล โดยเป็นบริษัทเทคที่นำหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ มาช่วยให้ผู้ค้าปลีกทั้งร้านขายของชำ อาหารสด และอีคอมเมิร์ซจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและมีต้นทุนที่ถูกลง โดยการสร้าง เครือข่ายศูนย์เก็บสินค้าขนาดเล็กใจกลางเมือง (Micro-fulfilment Centers) และให้หุ่นยนต์ AI เป็นกองทัพมารับหน้าที่หยิบจับ ช่วยขนสินค้าอย่างขยันขันแข็ง โดยมีระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ทั้งหมด

จากวิดีโอ CommonSense Robotics ด้านบน จะเห็นว่าในศูนย์เก็บสินค้ามีหุ่นยนต์หลายขนาด ช่วยจัดหา ส่งต่อสินค้าที่มีขนาดแตกต่างกันไปจนถึงการขนกล่องสินค้าขึ้นรถ โดยถาดทุกถาด สินค้าทุกชิ้น รวมถึงหุ่นยนต์ มีเทคโนโลยี AI ควบคุมการทำงานอยู่เบื้องหลัง และที่สำคัญ หุ่นยนต์สามารถหยิบจับสินค้าตามออร์เดอร์แบบ On demand เสร็จภายใน 5 นาที!

จากนั้นระบบจะคำนวณเส้นทางขนส่งสินค้าจากจุดต่างๆ และจัดส่งถึงมือลูกค้าภายใน 1 ชั่วโมง ดังนั้น ลูกค้าหรือผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ เช่น วัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ที่สดและสามารถนำไปปรุงอาหารได้ทันที


AI และปัจจัยสำคัญของธุรกิจโลจิสติกส์

โมเดลธุรกิจของ CommonSense Robotics เป็นโซลูชันส์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการจัดเก็บ-จัดหา-จัดส่งสินค้าแบบองค์รวม คือ รับผิดชอบดูแลตั้งแต่วางระบบการใช้งาน ควบคุมหุ่นยนต์ AI ไปจนถึงการบำรุงรักษา ซึ่งมีลูกค้าที่ใช้บริการแล้ว อาทิ SuperPharm ร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล Rami Levy ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขามากเป็นอันดับ 3 ของอิสราเอล

การวางระบบการจัดการและนำหุ่นยนต์ AI เข้ามาเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ร้านค้า ช่วยให้ร้านธรรมดาสามารถพัฒนาเป็นคลังสินค้าขนาดเล็กและทำงานร่วมกันในลักษณะไฮบริดได้ ในอนาคตจึงไม่จำเป็นที่ผู้ประกอบการหรือผู้ค้าปลีกจะต้องใช้คลังสินค้าที่มีขนาดใหญ่เป็นแสนตารางเมตรแบบที่แบรนด์ใหญ่ๆ ใช้ เนื่องจากระบบ CommonSense Robotics ได้รับการออกแบบให้ใช้งานในพื้นที่ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร

สรุปแล้ว การออกแบบระบบให้ใช้ในศูนย์เก็บสินค้ามีขนาดเล็กของ CommonSense Robotics ก็เพื่อ สนับสนุนธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก, ช่วยประหยัดพื้นที่ลดต้นทุนในการจัดเก็บ บริหารจัดการ และช่วยลดค่าจ้างแรงงานได้ ดังนั้น แม้จะเป็นพ่อค้าออนไลน์หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก แต่มีพื้นที่ไม่มากก็สามารถนำระบบนี้ไปใช้ได้เช่นกัน และตอนนี้ CommonSense Robotics ก็กำลังเดินหน้าทำตลาดต่างประเทศ

“ลองนึกภาพการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์แล้วถูกกว่าการไปซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต และยังได้สินค้าเร็วกว่าการไปซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วกลับเข้าบ้านสิ”  Elram Goren ซีอีโอของ CommonSense Robotics กล่าว 


อิสราเอล…อยู่รอดด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ประเทศไทย มีพื้นที่ 513,120 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 70 ล้านคน ขณะที่ อิสราเอล มีพื้นที่เพียง 20,770 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 8 ล้านคน สัดส่วนประชากรและพื้นที่ที่ต่างกันลิบลับ แต่อิสราเอลกลับสามารถพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีรุดหน้า นำไทยไปหลายเท่า

หลายคนสงสัยว่า อิสราเอลโดดเด่นด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี และทั่วโลกก็รับรู้ว่าเป็น ประเทศแห่งสตาร์ทอัพ (Startup Nation) อิสราเอลยังเป็นประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดและมีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นรอบด้าน ประชาชนชาวอิสราเอลจึงต้องลุกขึ้นสู้ ลุกขึ้นสร้าง ลุกขึ้นหาทางออก โดยภาครัฐทุ่มงบไปที่การพัฒนาคนและการวิจัยและพัฒนา (R&D) มีมายด์เซ็ตมุ่งคิดค้นนวัตกรรมโดยไม่กลัวความล้มเหลว จึงมีโซลูชันส์เกิดขึ้นมากมายสำหรับการใช้งานในประเทศและต่างประเทศ และด้วยความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งบริษัทเทคชั้นนำเล็งเห็นศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น Apple, Google, IBM จึงเทงบลงทุนในอิสราเอลด้วย


อยากรู้จักอิสราเอลมากกว่านี้

แกะรอยความสำเร็จระดับโลก อิสราเอล กับการสร้าง Startup Nation ให้ผงาด


อ้างอิงข้อมูลจาก