ดูเหมือนความก้าวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นเข้าไปมีบทบาททุกวงการการตลาด ไม่เว้นแม้แต่ ‘ตลาดปลาทะเล’ ในปัจจุบันที่พัฒนาไปอย่างก้าวหน้า และชั่วโมงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนคือต้นแบบผู้นำตลาดดิจิทัลปลาทะเล หากจับตลาดในอนาคตได้ก็สามารถทำให้ภาคการผลิตนั้นทะยานตัวไปอีก 20 ปี ด้วยแนวคิด ‘จากคันเบ็ดถึงโต๊ะเสิร์ฟอาหาร’


จากการประชุมฟอรั่มประมงสากล ครั้งที่ 2 ที่รัสเซียเมื่อเดือนกันยายน ล่าสุดได้ข้อสรุปที่น่าสนใจคือ ปี 2050 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น 1.5 พันล้านคน ซึ่งหมายถึงว่าความต้องการอาหารรวมถึงผลิตภัณฑ์ปลาจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่สัดส่วนของปลาตามธรรมชาติที่เป็นส่วนสำรองจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลง เนื่องจากปัญหา overfishing และสภาพภูมิอากาศที่ไม่พึงประสงค์ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ 

อย่างการพัฒนาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลในเขตการทำประมงพิเศษ จริงๆ แล้วมีความเสี่ยงด้านคุณภาพของปลา เพราะมีความแตกต่างจากปลาตามธรรมชาติ และยังขึ้นอยู่กับกระบวนการเลี้ยงปลาเพื่อจำหน่าย

แต่ไม่ต้องไปกลัวเรื่องนี้ เพราะในปัจจุบัน แพลตฟอร์มของเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ามาช่วยให้การเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลมีวิธีจัดการและควบคุมกระบวนการผลิตในโรงงานแปรรูปที่ทันสมัย…ไม่ได้ใช้คนจัดการแบบเดิม จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค เพราะในภาคการผลิตที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าความปลอดภัยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มผลผลิต ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างเงื่อนไขสำหรับการใช้ทรัพยากรการผลิตทั้งหมดได้อย่างเหมาะสม

จากข้อเท็จจริงที่ว่า หุ่นยนต์สามารถดำเนินการซ้ำๆ ได้อย่างแม่นยำ หากสามารถป้อนระบบข้อมูลตั้งแต่การเพาะเลี้ยงจนถึงการแปรรูปจำหน่าย และถึงขั้นที่สามารถออกใบรับรองคุณภาพสินค้าที่ถูกสุขลักษณะด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

หมายความว่าผู้ผลิตปลา ซัพพลายเออร์ และผู้ค้าปลีก ติดตามความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อได้ว่า ซื้อในรูปแบบใด จ่ายเงินที่ราคาใด จากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะผ่านการวิเคราะห์และข้อเสนอใหม่ๆ ก็จะเข้าสู่ตลาด

ตลาดขายปลาสดแบบบ้านเรา แบบไปซื้อปลาและนำมาปรุงเองที่บ้าน หรือที่เรียกว่าไปจ่ายตลาดมาทำกับข้าว คาดว่าในอนาคตจะค่อยๆ ถูกแทนที่โดย ‘ระบบเครือข่ายค้าปลีก’ ที่สามารถซื้อเนื้อสเต็ก เนื้อสับ หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถปรุงสุกได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

ขั้นตอนต่อไปคือ การค้าปลาและผลิตภัณฑ์ปลาออนไลน์บนเว็บไซต์ของร้านค้า และจะดียิ่งขึ้นหากมีแอปพลิเคชันพิเศษซึ่งมีข้อมูลจากซัพพลายเออร์ที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างในจีน ลูกค้าสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปลา โดยสั่งให้นำมาส่งถึงที่ และยังมาปรุงอาหารให้ที่โต๊ะเสิร์ฟอาหาร ผู้บริโภคจึงมีหน้าที่แค่เตรียมโต๊ะและรอให้ผู้จัดส่งเอกสารเคลียร์บัญชี สิ่งนี้เป็นที่นิยมมากในจีน

ถือว่าจีนเป็นเทพด้านการค้าปลาออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ณ ตอนนี้


ที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคสมัยใหม่ต้องการอะไร?

ไม่เพียงผู้บริโภคจะต้องการซื้อปลาที่มีรสชาติอร่อย ดีต่อสุขภาพ และราคาไม่แพง แต่ยังอยากรู้ด้วยว่าใครจับปลา หรือประมวลผลข้อมูลย้อนหลังได้ ซึ่งผู้ผลิตสามารถสื่อให้ผู้ซื้อทราบข้อมูลทั้งหมดได้ เช่น เรือใดที่ใช้จับปลาและจับได้วันไหน

อย่างไรก็ตาม การเตรียมข้อมูลดังกล่าวต้องมีข้อมูลที่สมบูรณ์เพื่อใช้เฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น และคาดว่าในอนาคต ประเทศอื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน และจะเป็นคู่แข่งกับจีนอย่างแน่นอน ดังนั้น ปัญหาเรื่องใบเหลืองใบแดงก็จะหายไปจากอียู

อุตสาหกรรมประมงบ้านเราอยู่ในภาวะถดถอยอย่างเรื้อรัง ควรติดตามตลาดผู้บริโภคเป็นพิเศษ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคการค้าจึงต้องดูแนวโน้มเหล่านี้  และร่วมลดปัญหาที่เกิดจากการเป็นศูนย์กลางของธุรกิจประมง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์บ้านเราตอนนี้คือ ภาวะปลาล้นตลาด เพราะปลาจากเมียนมาเข้ามาในไทยเพื่อขายเป็นเงินบาท และกวาดอุตสาหกรรมประมงพื้นบ้านไปหลายจังหวัดภาคใต้ ที่โดนหนักคือ กันตัง พังงา ระนอง เรียกได้ว่าตอนนี้เราพ่ายแพ้ต่อสงครามการค้าปลา

ผู้ค้าปลาจึงต้องมุ่งเน้นไปที่ความชอบของผู้บริโภคและปรับตัวให้เข้ากับผู้บริโภคในอนาคต เพราะในขณะที่บริษัทจำนวนหนึ่งสร้างเครื่องหมายการค้าและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตน โดยส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงปริมาณการจับ และไม่ได้คิดเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือวิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อ

นี่เป็นสิ่งที่ผิดพลาดและไม่สามารถทำได้อีกต่อไป รัฐควรมีมาตรการนอกเหนือจากการพัฒนาด้านการส่งออกสัตว์ทะเลเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่การเพาะเลี้ยง แปรรูปเข้าสู่ตลาดออนไลน์ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมประมงทางทะเลยังมีอนาคตอีกไกล และตลาดยังเปิดกว้างโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอีกต่อไปแล้ว


 

 

เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย