ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวหนึ่งที่สร้างความวุ่นวายใจให้นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่มากก็น้อย นั่นคือ ข่าวการระบาดของโรคหัดเยอรมันที่ญี่ปุ่น จนเกิดคำถามว่า ถ้าจัดทริปไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องฉีด วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน หรือไม่? และถ้าไม่ฉีดหรือไม่แน่ใจว่าเคยฉีดหรือยัง แล้วต้องเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคหัดเยอรมันได้มากน้อยเพียงใด?

ทุกคำถามที่ขาเที่ยวทุกคนกังวล มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถาม เพื่อคลายความกังวล เดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจแล้ว


ปลดล็อคความกังวล โรคหัดเยอรมันระบาดที่ญี่ปุ่น ป้องกันได้ แค่รู้ทันและฉีด วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน

ในเบื้องต้น มีรายงานจากกรมควบคุมโรคที่ออกมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดว่า คนไทยยังเดินทางไปญี่ปุ่นได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เคยฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันแล้วตั้งแต่ตอนเด็ก เพราะในประเทศไทยมีการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายเพิ่มเติมว่า       

กรณีที่ประเทศญี่ปุ่นออกประกาศเตือนการระบาดของโรคหัดเยอรมันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ไม่อยากให้ประชาชนที่ต้องเดินทางไปที่ญี่ปุ่นช่วงนี้ตื่นตระหนกกัน เพราะตามปกติแล้วการเฝ้าระวังการเดินทางไปต่างประเทศ จะมี 3 ระดับ คือ

1. ระดับจับตาดู สามารถเดินทางได้ตามปกติ (Travel Watch)  

2. แจ้งเตือน ไม่ได้ห้ามการเดินทาง แต่มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติตนเมื่อเดินทางไป (Travel Alert) เช่น เหมือนการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้เหลือง ก็ไม่ได้ห้ามในการเดินทางไป แต่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ เช่น มีการฉีดวัคซีนป้องกัน

3. ออกประกาศเตือน (Travel Warning) คนที่มีความเสี่ยงมากควรเลี่ยงการเดินทางไป อย่าง หญิงมีครรภ์ และออกประกาศข้อปฏิบัติสำหรับคนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไป

“ขณะนี้ไทยประกาศให้การเดินทางไปญี่ปุ่นอยู่ในระดับ 2 เท่านั้น คือ ไม่ห้ามการเดินทาง แต่หากจะไปต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ คนไหนที่ไม่เคยฉีดวัคซีนก็ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน แต่หากเคยมีประวัติฉีดแล้วก็ไม่จำเป็น”

อธิบดีกรมควบคุมโรค ยังสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนเพิ่มเติมอีกครั้งว่า โรคหัดเยอรมันไม่ได้เป็นโรคติดต่อร้ายแรง แค่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในบางกลุ่มอย่าง หญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงนี้ แต่สำหรับคนทั่วไปสามารถเดินทางไปได้ แค่ต้องตรวจสอบประวัติก่อนว่าเคยฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับ วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน ก่อนเดินทางสัก 2 สัปดาห์

ส่วนคนที่กลับจากญี่ปุ่น แล้วมี อาการบ่งชี้ของโรคหัดเยอรมัน ให้สังเกตอาการ 21 วัน หากมีไข้ออกผื่น ควรรีบพบแพทย์ และห้ามเข้าใกล้กลุ่มเสี่ยง อย่าง หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก

นอกจากนั้น นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา คร. อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะโรคหัดเยอรมันส่งผลให้เด็กในครรภ์พิการได้ เกิดภาวะหัวใจรั่ว อวัยวะภายในไม่สมบูรณ์ แต่ความเสี่ยงนั้นพูดยาก ขึ้นกับอายุครรภ์ด้วย โดยอายุครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์จะเสี่ยงมากที่สุด

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อโรคหัดเยอรมัน ทั้งจากการเดินทางไปญี่ปุ่นในพื้นที่ระบาด และติดจากคนใกล้ชิดและคนในครอบครัวที่เดินทางไปที่ญี่ปุ่นมา คือ กลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน และมีไข้ออกผื่น ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยอาการจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ แต่ไม่ถึงกับพิการ การติดต่อจะติดจากทางเดินหายใจ ด้วยการไอ จาม และจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง และจะติดต่อง่ายกว่าไข้หวัดทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่โรคร้ายแรงจนต้องหวาดวิตก


อัปเดต สถานการณ์การระบาดของโรคหัดเยอรมันที่ญี่ปุ่น ไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป คร. ได้มาอัปเดตถึงข้อเท็จจริงของการระบาดของโรคหัดเยอรมันครั้งนี้ว่ามีความรุนแรงหรือไม่ และสถานการณ์การระบาดล่าสุดเป็นอย่างไร

“โดยปกติที่ประเทศญี่ปุ่นมีรายงานการป่วยโรคหัดเยอรมันอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้มีการป่วยเพิ่มขึ้นมาก โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย. พบผู้ป่วย 184 ราย แต่วันที่ 19 ก.ย. เพิ่มขึ้นมาเป็น 362 ราย และช่วง ต.ค.ยังเพิ่มขึ้นอีก โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 14 ต.ค. 2561 มีรายงานผู้ป่วยโรคหัดเยอรมันในญี่ปุ่นถึง 1,468 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

“ที่ผ่านมา ทางกรมฯ ได้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ประกอบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) ได้เปลี่ยนระดับการเดินทางของคนอเมริกันที่จะไปญี่ปุ่นจากระดับ 1 มาเป็นระดับ 2 ทำให้ทางประเทศไทยเองก็ต้องออกประกาศเตือนคนไทยเช่นกัน ส่วนพื้นที่ระบาดจะอยู่บริเวณเมืองโตเกียวและบริเวณจังหวัดโดยรอบ เพราะมีประชากรหนาแน่น ทำให้การระบาดขยายวงกว้างได้เร็วขึ้น”


รู้ไว้ใช่ว่า สถานการณ์การป่วยเป็นโรคหัดเยอรมันในไทยในปัจจุบัน

เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจถึงสถานการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคหัดเยอรมันของคนไทยในช่วงปีที่ผ่านมา นพ.ชนินันท์ สนธิไชย หัวหน้ากลุ่มพัฒนางานวัคซีนพื้นฐาน กองโรคป้องกันด้วยวัคซีน ได้ให้ข้อมูลน่ารู้ว่า

“สถานการณ์โรคหัดเยอรมันของประเทศไทยลดลงต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้ป่วยเฉลี่ยประมาณ 200 กว่ารายต่อปี ปี 2560 อยู่ที่ 261 ราย และตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึง 25 ต.ค. 2561 มีผู้ป่วยประมาณ 269 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 24-54 ปี อัตราชายและหญิงใกล้เคียงกัน”

ทั้งนี้ ตามที่เกริ่นมาในช่วงต้นว่า โรคหัดเยอรมันสามารถป้องกันได้ด้วย วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน โดยประเทศไทยเริ่มให้วัคซีนในนักเรียนหญิงชั้น ป.6 ก่อน เมื่อปี 2529 หมายความว่า ผู้หญิงอายุ 44 ปีลงมาจะมีภูมิต้านทาน ขณะที่ปี 2536 ได้ขยายการให้วัคซีนในนักเรียนทั้งหญิงและชายชั้น ป.1 เท่ากับว่า คนไทยอายุ ต่ำกว่า 32 ปีลงมา จะมีภูมิต้านทานโรคนี้แล้ว

ดังนั้น ภาพรวมการได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันในไทยครอบคลุมประชากรสูงกว่าร้อยละ 95 และหากใครฉีดวัคซีนไปแล้ว 1 ครั้งจะมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นร้อยละ 97 อยู่ได้ตลอดชีวิต โดยปัจจุบันประเทศไทยได้ให้วัคซีนกับทารกทุกคน 2 เข็ม โดยเข็มแรกให้เมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่สองให้อายุ 2 ขวบครึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2561 สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำว่า คนไทยที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น ขอให้ทำประกันสุขภาพการเดินทางด้วย ก็จะยิ่งทำให้มีความอุ่นใจเพราะจะมีกรมธรรม์ที่คุ้มครองการรักษาโรค ที่ไม่ใช่เฉพาะโรคหัดเยอรมันแต่ในโรคอื่นๆ ด้วย


อ้างอิง : เรียบเรียงจาก ข่าวสุขภาพเรื่อง แพทย์แนะฉีดวัคซีน ‘หัดเยอรมัน’ ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น ที่มา : MGR Online (http://www.thaihealth.or.th/Content/45528-แพทย์แนะฉีดวัคซีน%20’หัดเยอรมัน’%20ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น.html)


อ่านเรื่องราวน่ารู้เรื่องการดูแลสุขภาพ กันต่อ

ฟังความจริงจากแพทย์โรคไต สมุนไพรรักษาโรคไต ได้หายขาดจริงหรือ ?

ถกความจริงรอบด้าน กับ ไขมันทรานส์

โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบมาพร้อมกับ สังคมผู้สูงอายุ ที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม