เมื่อนำทฤษฎีมาใช้ ส่วนใหญ่มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวิชาการเกินไปและไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้ ทำให้เป็นข้อบกพร่องอย่างมากในการพัฒนาแนวคิดที่เป็นของตนเอง กลายเป็นเรื่องของการตลาดที่คิดขึ้นเพื่อทำให้เกาะกระแสได้


สุดท้ายวกไปวนมาจนกลายเป็นการยึดในคำสอนตายตัวหรือนักวิพากษ์วิจารณ์มะเขือเผาในที่สุด ไม่ต้องเรียนหรือศึกษาก็ได้ในการดำเนินกิจกรรมการบริหารการจัดการรับผิดชอบผลประโยชน์ของสังคม จนในที่สุดไม่สามารถทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสไตล์ความคิดแบบรัฐอุกกาบาต แต่สำหรับรัฐแบบศูนย์กลางนั้น ชีวิตต้องอยู่บนโลกความจริง

ดูอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ การหาเสียงแต่ละครั้งของเขามักจะพูดว่า ในรอบ 2 ปี ผลงานของเขามากกว่าประธานาธิบดีคนอื่นๆ ที่ผ่านมา และน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะนับตั้งแต่การเลือกตั้งและได้ทรัมป์เข้ามา…

  • สหรัฐอเมริกามีรายได้ 10 ล้านล้านดอลลาร์
  • สร้างตำแหน่งงานในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 4 ล้านตำแหน่ง อัตราการว่างงานแตะระดับต่ำสุด

เงินจำนวนมหาศาลที่จัดสรรให้กับกองทัพสหรัฐเป็นผลมาจากการแบ่งประเภทของคู่ค้าและคู่แข่งอย่างชัดเจน ซึ่งหากติดตามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ อาจเรียกแนวนโยบายของทรัมป์ว่า ความสมจริงในทางปฏิบัติ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเรียกว่า ‘การโดดเดี่ยวนิยมแบบใหม่ (Neo-isolationism)’


ขยายความ ‘การโดดเดี่ยวนิยมแบบใหม่’

สาระสำคัญคือ สหรัฐไม่ควรใช้ทรัพยากรไปกับการมีส่วนร่วมในความขัดแย้งที่ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ที่สำคัญของชาวสหรัฐ สหรัฐจะไม่ขัดแย้งกับรัฐที่ไม่ได้ท้าทายสหรัฐ แม้ว่าจะเป็นรัฐที่มีระบบที่แตกต่างกันก็ตาม แม้ว่าสหรัฐจะชอบอิสรภาพ ชอบความร่วมมือกับรัฐบาลทั่วโลก และเคารพสิทธิของทุกประเทศที่อาศัยอยู่โดยอาศัยกฎหมายและความเชื่อของตนเอง สหรัฐจะไม่บอกว่าจะต้องอยู่และใช้ชีวิต ทำงาน หรืออธิษฐานอย่างไร แต่ขอให้ประเทศต่างๆ เคารพในอธิปไตยของเขา นอกจากนี้หากประเทศใด ‘ยึดผลประโยชน์ของสหรัฐไว้ในใจ’ จะได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ และเงินที่ประหยัดจากนโยบายต่างประเทศก็ควรนำไปสู่การพัฒนาสหรัฐ

จริงๆ แล้วผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินมานานแล้วว่า การคว่ำบาตร คือนโยบายการต่างประเทศที่สำคัญของสหรัฐ เพราะสหรัฐต้องละทิ้งระบบโลกาภิวัตน์ของจักรวรรดินิยมแบบใหม่โดยทุนขุนคลัง เพื่อสนับสนุนการแยกตัวใหม่และเพื่อไม่ให้สหรัฐมีอำนาจมากเกินไป รวมถึงคงไว้ซึ่งความสามารถบางอย่างในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ที่เห็นเป็นเชิงประจักษ์อย่างมากคือ หลังจากจีนเป็นสมาชิก WTO ในปัจจุบัน ระบบการค้าโลกและการเงินระหว่างสหรัฐและจีน ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้สูญเสียงานอุตสาหกรรมมากกว่า 3 ล้านตำแหน่งและโรงงาน 60,000 แห่ง โดยสหรัฐไม่สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ จึงส่งผลให้สหรัฐต้องนำภาษีศุลกากรมาต่อสู้ในสงครามการค้านี้

การเปลี่ยนจากกลยุทธ์อนาคอนด้าที่สหรัฐเคยใช้มาหลายศตวรรษนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักการสร้างความมั่นคงร่วมกันของกลุ่มรัฐดาวเทียม ที่รวมตัวกันและผนึกกำลังทั้งทางการทหาร การค้า และการเลือกหุ้นส่วนของตนเอง 

อย่างกรณีที่ทรัมป์ใช้ ‘อิหร่าน’ เป็นศัตรูหลักของสหรัฐ โดยไม่ใช่แค่รัสเซียและจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธมิตรของสหรัฐ ซึ่งให้ความร่วมมือโดยได้ตกลงกันแล้วในเรื่องกลไกการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่าน

ในขณะที่ ‘อินเดีย’ มีความต้องการที่จะได้รับน้ำมัน 1.25 ล้านตันจากอิหร่าน (9 ล้านบาร์เรล) ทุกเดือน บริษัทอินเดียจะจ่ายค่าวัตถุดิบเป็นเงินรูปีและยูโร น่าสังเกตว่า วอชิงตันไม่สามารถมีมาตรการบังคับการนำเข้าน้ำมันอิหร่านไปอินเดียได้จนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า…ทำไม?

นั่นแสดงว่าสหรัฐไม่สามารถมีอิทธิพลใดๆ ต่ออินเดียได้ และแนวโน้มของมหาอำนาจในภูมิภาคเป็นเทรนด์ที่สามารถสร้างระเบียบการของตนเองอย่างอิสระได้ในปัจจุบัน

ทฤษฎีและการปฏิบัติที่เป็นจริงของ ‘การโดดเดี่ยวนิยมแบบใหม่’ เริ่มเห็นผลในด้านการค้า การทหาร และการทูต ที่ไร้ระเบียบมากขึ้นจากการเจรจาตกลงกันระหว่างผู้นำภูมิภาค โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีรัฐแบบศูนย์กลางเข้าร่วม ซึ่งทรัมป์ค้นพบความสามารถในการปรับตัวของสหรัฐแบบใหม่ เป็นสิ่งที่น่าสนใจทั้งทฤษฎีและการปฎิบัติที่เป็นจริง

วันพรุ่งนี้จะมีการเลือกคองเกรส เป็นบทพิสูจน์อย่างดีว่า ชาวสหรัฐนั้นจะอยู่แบบโลกใหม่หรือโลกเก่า


 

 

เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย