ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาในสังคมไทยมีทัศนคติต่อผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ในด้านลบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจหรือไม่ชัดเจนต่อข้อมูลของโรค ที่ทำให้ผู้คนต่างหวาดกลัวว่า “เอดส์เป็นแล้วตาย” ไม่มีทางรักษาได้หายขาด แม้ผู้ติดเชื้อโรคเอดส์จะไม่มีอาการป่วยแสดงออกมา แต่ก็ตกเป็นเหยื่อของการรังเกียจกีดกันด้วยมาตรการต่างๆ ของคนในสังคมจนหมดความหวังในการใช้ชีวิต

กระทั่งวันนี้ โฉมหน้าของโรคร้ายที่กลายมาเป็นปัญหาสาธารณสุขเรื้อรัง ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมานานอย่าง โรคเอดส์ กำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยความสำเร็จในการคิดค้น ยาต้านไวรัสเอดส์ องค์การเภสัชกรรม ของประเทศไทย ที่ในที่สุดได้รับการยอมรับ และบรรจุลงในบัญชียาของ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แล้ว


ร่วมภูมิใจ “เอฟฟาไวเรนซ์” ยาต้านไวรัสเอดส์ ในบัญชียา WHO คิดค้นโดย องค์การเภสัชกรรม ประเทศไทย

จากบทความเรื่อง “เอดส์และสังคมไทย” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์การจัดการประชุม SAC Conference 2017 ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นของประวัติโรคเอดส์ในสังคมไทยไว้ว่า

“นับตั้งแต่ พ.ศ. 2527 ที่มีการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV-Human Immunodeficiency Virus) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โรคเอดส์ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) ซึ่งเป็นอาการของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ จะทำลายเม็ดเลือดขาวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อโรคฉวยโอกาสอื่นๆได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ เป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ถึง พ.ศ. 2559 มีผู้ป่วยติดเชื้อ HIV สะสมจำนวน 426,999 คน และในระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว 16,122 ราย การระบาดของการติดเชื้อ HIV”

หน้าประวัติศาสตร์ที่บอกเล่ามานี้ กำลังจะเปลี่ยนไปด้วยข่าวล่าสุด ที่ นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม ได้ออกมาแถลงข่าว แนะนำ ยาเอฟฟาไวเรนซ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ยาต้านไวรัสเอดส์ ขององค์การเภสัชกรรม ล่าสุด ว่า

(ขวา) นพ.โสภณ เมฆธน, ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ (ซ้าย) : www.gpo.or.th

“ล่าสุด ยาเอฟฟาไวเรนซ์ ชนิดเม็ด ขนาด 600 มิลลิกรัม (Efavirenz Tablets 600 mg) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ผลิตที่โรงงานผลิตยารังสิต 1 คลอง 10 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้รับรองมาตรฐานสากล WHO Prequalification Program (WHO PQ) จากองค์การอนามัยโลก (WHO) กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา แล้ว”

โดย WHO ได้ขึ้นบัญชีรายการยานี้ไว้ในบัญชีตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO Prequalified List) แสดงอยู่บนเวบไซต์ของ WHO เพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรสาธารณสุขนานาชาติ จัดซื้อยาจากผู้ผลิตที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจรับรองนี้เท่านั้น อาทิ กองทุนโลก (Global Fund) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ที่ทำหน้าที่ในการจัดซื้อจัดหายาให้กับประเทศสมาชิกที่ต้องการยา หรือประเทศที่ด้อยโอกาสต่อการเข้าถึงยา

นี่จึงเป็นยารายการแรกของประเทศไทย และเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศสมาชิกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ได้รับการรับรองนี้ ซึ่งปรากฎการณ์นี้นับว่าเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยต่อผลิตภัณฑ์ยาของ อภ. ให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งตลาดยาภายในประเทศและต่างประเทศ


เส้นทางการเผยแพร่ ยาดี ให้เป็นประโยชน์กับคนทั่วโลก

นพ.โสภณ อธิบายเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติของ ยาต้านไวรัสเอดส์ เอฟฟาไวเรนซ์ และการนำยาดีนี้ไปเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์กับวงการสาธารณสุขโลก ว่า

ยาต้านไวรัสเอดส์เอฟฟาไวเรนซ์ ชนิดเม็ด ขนาด 600 มิลลิกรัม เป็นยาที่ผู้ป่วยเอดส์มีความจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากเป็นยาต้านไวรัสที่แนะนำให้เป็นสูตรแรก (first line regimen) ตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อที่ใช้ยานี้ประมาณ 80,000 ราย ยาต้านไวรัสเอดส์เอฟฟาไวเรนซ์ โดยคุณสมบัติหลักๆ ของยาตัวนี้ คือ

  • ช่วยลดปริมาณเชื้อเอชไอวีในร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเอชไอวี เช่น การติดเชื้อของโรคฉวยโอกาสซึ่งเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรค การติดเชื้อที่นำไปสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก
  • เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ดีขึ้น

ที่ผ่านมา ยาต้านไวรัสเอดส์เอฟฟาไวเรนซ์ นอกจากจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยให้เข้าถึงยาคุณภาพได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการช่วยเหลือผู้ป่วยในภูมิภาคอาเซียนและประเทศอื่นๆ อีกกว่า 20 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงการความร่วมมือของ WHO กับหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาแต่ละประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ยาต้านไวรัสเอดส์เอฟฟาไวเรนซ์จึงได้รับการยอมรับในระดับสากล ในเวลาต่อมา องค์การเภสัชกรรม จึงสามารถขึ้นทะเบียนตำรับยาเอฟฟาไวเรนซ์ ไปยังประเทศเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และล่าสุดตอนนี้ตำรับยาตัวนี้กำลังอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนไปยังประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะมีมูลค่าการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นราว 50 ล้านบาท ทีเดียว

ด้าน ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า

“องค์การเภสัชกรรม ได้พยายามมานานกว่า 16 ปี จนสามารถพัฒนาและนำยาตัวนี้จนผ่านมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก มีมาตรฐานเทียบเท่ายาต้นแบบ ซึ่งความยินดีที่สุด คือ การมีส่วนทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาดี มีคุณภาพจากเมื่อก่อนที่ยังไม่สามารถผลิตได้เองทำให้ราคาสูงขวดละกว่า 1 พันบาท แต่เมื่อผลิตได้เองทำให้ราคาลดลงเหลือเพียงขวดละ 180 บาทเท่านั้น”

โดยในตอนนี้กำลังการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์เอฟฟาไวเรนซ์ที่โรงงานผลิตยารังสิตเฟส 1 เพียงพอต่อการผลิตยาใช้ในประเทศและส่งออก แต่การผลิตปี 2561 สามารถผลิตยาเอฟฟาไวเรนซ์ 42 ล้านเม็ด คิดเป็นเพียง 2.5% ของกำลังการผลิตยาในโรงงานทั้งหมด ที่สามารถผลิตได้มากถึง 4 พันล้านเม็ด

และขณะนี้ได้ส่งยาต้านไวรัสเอดส์จีพีโอเวียร์ (VIR T) ซึ่งเป็นยาสูตรรวมอีกตัวหนึ่ง ที่กำลังขอการรับรองจาก WHO เช่นเดียวกัน คาดว่าอีก 2 ปีจะทราบผล แต่มั่นใจว่าน่าจะสามารถผ่านได้ นอกจากนี้อนาคตยังเตรียมส่งยาต้านวัณโรค และยารักษาโรคมาลาเรียเข้าสู่การรับรองต่อไปด้วย


อ้างอิง : เรียบเรียงจาก ข่าวเรื่อง “ยาต้านไวรัสเอดส์ของอภ.บรรจุในบัญชีรายชื่อของ WHO” ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (http://www.thaihealth.or.th/Content/45549-ยาต้านไวรัสเอดส์ของอภ.บรรจุในบัญชีรายชื่อของ%20WHO.html)


ไม่ตกเทรนด์ ความก้าวหน้าทางการแพทย์ อ่านต่อ

อยากให้การแพทย์ไทยก้าวไกล เข้าถึง เท่าเทียม เทคโนโลยี AI ช่วยอะไรได้บ้าง

คน กลัวเข็ม ได้เฮ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬา ผลิตนวัตกรรม เพื่อคน กลัวเข็ม ใช้แทนเข็มฉีดยาสำเร็จ

จริงหรือที่ น้ำมันมะพร้าว ช่วยให้ผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมมีชีวิตที่ดีขึ้น?