ที่จริงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของโลก โดยเฉพาะกลุ่มศูนย์กลางการเมืองประชาธิปไตยอย่างอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา ประสบความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ประเทศดังกล่าวจึงหันมาใส่ใจความเป็นจริงของสภาพความเปลี่ยนแปลง ที่เชื่อมร้อยภูมิรัฐศาสตร์เข้ากับภูมิเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ


การใช้อำนาจในแบบโลกาภิวัตน์ของอเมริกา ถูกลดทอนอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่ผ่านมา จนสูญเสียอำนาจเดี่ยวที่เคยเป็นผู้คุกคามโลกตามอำเภอใจ ต้องหันกลับไปผลิตซ้ำนโยบาย “อเมริกาเฟิร์สต์” โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ในรูปแบบชาตินิยม!
ว่าไปแล้วก็ได้ผล คือ ทำให้โลกโดยรวมมีความสงบสุขมากขึ้น! เพราะเปลี่ยนสงครามความรุนแรง เป็นสงครามการค้าที่มุ่งจัดการกับผลประโยชน์ตามแบบที่อเมริกาต้องการ!

ถ้าย้อนศึกษาภูมิรัฐศาสตร์ยุคอเมริกาครองโลกในทัศนะของ นอม ชอมสกี้ จะพบความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนว่า สหรัฐอเมริกานี่แหละ คือแหล่งเพาะพันธุ์องค์กรก่อการร้ายระหว่างประเทศตัวจริง-เสียงจริง โดยเป็นทั้งผู้ปฏิบัติการและผู้แพร่เชื้อร้ายนี้ไปทั่วโลก! จนกระทั่งเมื่อตัวเองต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างสาหัสสากรรจ์ ความกร่างจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด!


ทรัมป์…ทำอะไรหลังรับตำแหน่ง?

วันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ปรับตัวจากจารีตทางการเมืองเดิมๆ หันมาสร้างเศรษฐกิจการค้ายุคใหม่ให้อเมริกา มุ่งจัดการรับผิดชอบผลประโยชน์ของสังคมใหม่ จะว่าไปแล้ว แม้จะไม่ถูกใจแม่ยกทางการเมืองที่เคยชินอยู่กับระเบียบปฏิบัติทางการเมืองเดิมๆ ของมะกัน แต่ก็ช่วยขับเคลื่อนประเทศออกจากหุบเหวทางเศรษฐกิจได้น่าสนใจทีเดียว!

ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีครึ่งเทอม ทรัมป์ตระเวนพบผู้นำหลายประเทศ สามารถขับเคลื่อนรายได้เข้าประเทศกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ สร้างงานได้กว่า 4 ล้านตำแหน่ง ทำให้ช่วงเวลาการบริหารประเทศในยุคทรัมป์มีอัตราว่างงานต่ำที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารประเทศในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา

นี่คือผลของการฉีกกฎและข้ามกำแพงจารีตทางการเมืองแบบอนุรักษ์ของอเมริกา!

แต่การคว่ำบาตรก็ยังเป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของอเมริกา ซึ่งก็ดีกว่าการรุกรานด้วยสงครามที่เคยทำอย่างมักง่ายในอดีต!!!

โลกวันนี้ มีสภาพความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันรุนแรง ทุกประเทศต้องปรับสร้างความก้าวหน้าสุดตัว ด้วยเทคโนโลยี ความรู้ยุคใหม่ และความสัมพันธ์ในกระแสเศรษฐกิจสังคม เพื่อสร้างความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจะกำหนดอนาคตทางภูมิรัฐศาสตร์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับตัวเอง ในทุกภูมิภาคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


ไทย…ในยุคแห่งการพัฒนาและฟื้นตัว

ประเทศไทยก็เช่นกันที่เร่งปรับตัวเองเต็มที่ ด้านหนึ่งเพื่อนำพาประเทศออกจากความขัดแย้งและความรุนแรง อีกด้านหนึ่งก็เพื่อสร้างทิศทางการพัฒนาสู่อนาคต จะได้ไม่แพ้โลกแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนไป

รวมโปรเจกต์เพื่อการพัฒนายุคใหม่ ไทยปรับนโยบายประเทศสู่ยุค 4.0 พร้อมเปิดพื้นที่ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ ยกระดับการลงทุนสู่ระดับโลกในพื้นที่ EEC ออกกฎหมายรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมทั้งมุ่งปรับสร้างสาธารณูปโภครองรับการพัฒนาและการลงทุนในพื้นที่ EEC ทั้งระบบ ตั้งแต่ขยายถนนผิวจราจรทางบกเชื่อมทุกพื้นที่ใน EEC และเชื่อมสู่ทุกพื้นที่ จัดประมูลสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ การคมนาคมโลจิสติกส์ ควบคู่ไปกับการสร้างสนามบินแห่งใหม่ ‘อู่ตะเภา’ รวมทั้งขยาย-ปรับสร้าง 3 ท่าเรือ ซึ่งจะรองรับการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจจากวันนี้สู่อนาคต!

การเร่งฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ มีการจัดปรับทิศทางการพัฒนาใหม่ เน้นที่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและประสิทธิภาพการผลิต ปลดตัวจากระบบประชานิยมแบบเดิมๆ ที่ครอบงำมากว่า 5 ทศวรรษ สู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่จะเชื่อมต่อกับเส้นทางเศรษฐกิจยุคใหม่ของโลก แบบเศรษฐกิจพันธมิตรที่จีนเป็นหัวขบวน ขณะเดียวกันก็พัฒนาการลงทุนกับพันธมิตรหลักอย่างญี่ปุ่น ยกระดับเศรษฐกิจการค้าสู่มาตรฐานใหม่ ในยุคที่อีคอมเมิร์ซ – เศรษฐกิจดิจิทัลโลดแล่น และมีบทบาทสูงต่อการปรับสร้างความมั่งคั่ง – ยั่งยืน แทนการสั่งสมพฤติกรรมร้องขอ – รอรัฐ ในยุคเศรษฐกิจราชการ – เศรษฐกิจประชานิยมแบบเดิม!

การปรับสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจช่วงการบริหารประเทศยุคนี้ ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศโตขึ้นร้อยละ 4.8 ของจีดีพี หลังจากที่ตกต่ำมากว่า 6 ปี นับเป็นสัญญาณที่ดีในความพยายามที่จะก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งรัฐบาลพยายามกระตุ้นสร้างเศรษฐกิจทุกวิถีทาง ควบคู่กับริเริ่มนวัตกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนากลุ่มเอสเอ็มอีและอีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้การลงทุนขยับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันกว่าเท่าตัว มีการสร้างงานเพิ่มขึ้น มีคนทำงาน 38.29 ล้านคน อัตราการว่างงานลดลงอย่างมาก (ผลสำรวจในเดือนสิงหาคม อัตราว่างงานลดลงอีกกว่า 2.2 หมื่นคน) บ่งบอกว่าเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น และการพัฒนาพื้นที่ EEC ส่งสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจประเทศชัดเจนขึ้น!

ขณะที่ในทางสังคม ความก้าวหน้าโดยรวมเกิดจากการจัดปรับระบบการศึกษาที่อดีตติดอยู่ในกับดักค่านิยมปริญญา! ที่มีการปรับมาเน้นด้าน ความต้องการ โดยใช้ อาชีวศึกษา เป็นแกนการพัฒนาประเทศ จัดปรับความคิด – ระบบการศึกษา ให้สนองตอบความต้องการด้านผลิตภัณฑ์และบริการยุคดิจิทัลมากขึ้น คู่กับการปรับกฎหมายให้ทันสมัย – ทันความเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาโดยรวม

นี่คือสภาพที่ผ่านมาและที่จะต้องฟันฝ่าต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่การเมืองข้างหน้าและผู้คนจะต้องตระหนัก!


เรื่อง : Apichatology