มาดูที่ประเด็นฮอต ‘ทำไมสตาร์ทอัพไทยยังไปไม่ถึงยูนิคอร์น? จากงาน FinTech Challenge 2018 : The Discovery ซึ่ง ระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล บุคคลที่ทุ่มเทเวลาเพื่อสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยให้แข็งแกร่ง มาวิเคราะห์ปัญหาที่ทำให้ฟินเทคสตาร์ทอัพจำนวนมากล้มเหลวแบบเจาะลึก พร้อมแนะแนวทางการเติบโตสู่ยูนิคอร์น ในหัวข้อ The Next FinTech Unicorn’


ฟินเทค…สำคัญ ทั้งในรูปของผลิตภัณฑ์และบริการ

จะเห็นว่าปีนี้มีการพลิกโฉมธนาคารโดยนำเทคโนโลยีมาพัฒนาธุรกิจ (Digital Transformation) กันจ้าละหวั่น เนื่องจาก ฟินเทค (FinTech) หรือ ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในภาคการเงินการลงทุน เข้ามา disrupt สถาบันทางการเงินในหลากหลายด้านภายในเวลาไม่กี่ปี สถาบันต่างๆ จึงต้องหาแนวทางพัฒนานวัตกรรมทางการเงินของตนเอง ร่วมกับการดึง ‘ฟินเทคที่มีศักยภาพ’ เข้ามาร่วมสยายปีกธุรกิจ โดยภาพรวมของฟินเทคก็มีตั้งแต่ระดับใช้งานขั้นพื้นฐานไปจนถึงนวัตกรรมล้ำหน้า อาทิ

  • ระบบชำระเงิน (Payment)
  • ระบบการให้กู้ยืม (Lending)
  • ระบบบริหารจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management)
  • ระบบรีไฟแนนซ์ (Re-financing)
  • ระบบวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ (Retirement)

เนื่องจาก ฟินเทค เชื่อมโยงโลกการเงินการลงทุนโดยตรงและสามารถอินทิเกรตได้กับทุกภาคส่วน (Sector) ไม่ว่าจะเป็น E-commerce (ธุรกิจจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์), TravelTech (สตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยว), PropTech (สตาร์ทอัพด้านอสังหาริมทรัพย์) ระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล ผู้จัดการกองทุน 500 TukTuks และพาร์ทเนอร์ของ 500 Startups (กองทุนแม่ของ 500 TukTuks) เปิดเผยว่า ปกติจะลงทุนในสตาร์ทอัพระดับ Seed ถึง Series A ซึ่งลงไปแล้ว 55 ตัว และส่วนใหญ่นั้นเป็นฟินเทค

กระทิง สตาร์ทอัพ ฟินเทค fintech challenge
กระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ก่อตั้ง Disrupt University โรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการใหม่ในยุคดิจิทัล

“4 ปีที่แล้ว อีคอมเมิร์ซเกิด แต่ตอนนี้เริ่มหายเพราะมีผู้ชนะแล้ว เนื่องจากเป็นเกมของคนที่มีเงินเยอะ มีฐานลูกค้าเยอะ ส่วนช่วงนี้เป็นช่วงของ ‘ฟินเทค’ ทั่วโลกมองว่า South East Asia (SEA) เป็นเขตร้อนแรงที่สุดของโลกในแง่ของเทค ซึ่ง SEA มีศักยภาพที่จะสร้างสตาร์ทอัพแสนล้านดอลลาร์ ดูจากที่อาลีบาบา เทนเซนต์ มาไทย เขาบอกว่า SEA เหมือนจีนเมื่อปี 2008 ดังนั้น หากจะสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าแสนล้านดอลลาร์ในอนาคตก็ทำได้”

มูลค่าฟินเทคไทยคิดเป็น 13% ของตลาดฟินเทครวมใน SEA ซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นเซกเตอร์ที่ได้รับการลงทุนมากที่สุด และหนึ่งในปัจจัยหลักที่ใครๆ ก็เห็นโอกาสคือ ใน SEA มีผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารมากถึง 438 ล้านคน ฟินเทคจึงมีโอกาสเติบโตอีกมาก 

ยกตัวอย่าง Alipay ฟินเทคจีนที่ให้บริการในฐานะตัวกลางด้านการชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (third-party online payment solution) ทำให้มีข้อมูลด้านการเงินและการจับจ่ายใช้สอยของคนจีนเกือบทั้งประเทศ บริษัทจึงเข้าใจความต้องการของคนจีนและวางแผนการตลาดได้ตอบโจทย์คนจีนยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาก็สร้างธุรกิจประกันไว้ให้บริการบนแพลตฟอร์มด้วย

ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ฟินเทคสตาร์ทอัพต้องใส่ใจให้มากคือ การเก็บข้อมูล (Data) เพราะสามารถนำ Data ที่ได้ในระดับมหาศาลไปวิเคราะห์ ออกแบบโมเดลต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจและตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด ซึ่งจะช่วยให้ขยายตลาดได้เร็วขึ้น 

และหลังจากนี้อีก 2 ปี กระทิงคาดว่า จะเป็นช่วงบูมของ ‘อินชัวร์เทค’ (InsurTech) บริษัทประกันที่ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของฟินเทคนั่นเอง


fintech startup กระทิง ฟินเทค

“ยูนิคอร์นมันเล็กไป คุณสามารถสร้างธุรกิจแสนล้านดอลลาร์
หรือที่เรียกว่า ‘เฮกโตคอร์น’ ได้”

-: กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล :-


ถามตรง ตอบตรง : หนทางสร้างยูนิคอร์นที่มีประสิทธิภาพ 

1) ตอนนี้อินโดนีเซียมียูนิคอร์นแล้ว สิงคโปร์ก็มี อินโดนีเซียก็มี แต่ประเทศไทยยังไม่มี ควรทำอย่างไรหรือเริ่มจากอะไร?

  • เปลี่ยนวิธีคิด Don’t just start another startup, start a crusade. ย่าร้างธุรกิจ แต่ให้สร้างครูเสด’ Crusade หมายถึง ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้ก่อตั้ง/สตาร์ทอัพควรสร้างผลิตภัณฑ์ที่ สร้างตลาดตัวเองขึ้นมาใหม่ด้วย Passion โดยเริ่มจากระดับเล็กๆ หรือ Niche ก่อน แล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าคู่แข่ง 10 เท่า เมื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีก็จะสร้างความศักดิ์สิทธิ์จนสามารถ ‘เปลี่ยนลูกค้าให้เป็นสาวก’ แล้วค่อยๆ ขยายขึ้นไปยึดหัวหาดให้ได้ เช่นที่มีสาวกแอนดรอยด์ สาวกไอโฟน กระจายอยู่ทั่วโลก 

crusade startup กระทิง fintech


2) ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง/ไม่ล้มเหลวกลางทาง?
  • ทำตามขั้นของ ‘The Value Stack’ จากรูปด้านล่าง เริ่มจาก ขั้นแรก Proprietary Power : สตาร์ทอัพต้องเป็นเจ้าของไอเดีย ถือลิขสิทธิ์ สร้างผลิตภัณฑ์นั้นจริงๆ ตามมาด้วย ขั้นที่สอง  Product Power : สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตลาดอื่นไม่มีและทำให้ผลิตภัณฑ์มี Standard คือมีมาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยีช่วยให้ทำซ้ำได้เร็วที่สุด แล้วสร้าง Network Effect วางกลยุทธ์ในแง่ที่ว่า ยิ่งดึงผู้ซื้อได้มาก ยิ่งมีผู้ขายมาก ยิ่งมีผู้ขายมากก็จะดึงผู้ซื้อมาอีกมาก รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์กับคุณค่าให้ลูกค้าจดจำunicorn krating fintech 500 Tuktuks
  • ขั้นที่สาม Company Power : สร้างอำนาจที่บริษัทอื่นไม่มี เนื่องจากการที่สตาร์ทอัพประสบปัญหา ‘ขยายขนาดธุรกิจไม่ได้’ หลังทำไปได้ช่วงเวลาหนึ่ง เป็นเพราะ โมเดลธุรกิจและระบบการจัดการ (Business Model and Management System) มีปัญหา เนื่องจากตอนแรกทำทุกอย่างเอง ไม่แยกทีม พอถึงขั้น Scale ทักษะและกระบวนการที่ต้องใช้มันจะเปลี่ยนไป ทางออกคือ พอถึงขั้น Scale ต้องแยกทีมออกมา โดยวางแผนสร้าง ทีมภายใน (Inbound Marketing/Salesและเพื่อดำเนินธุรกิจที่ไม่ตรงกับความถนัดของสตาร์ทอัพให้สร้าง ทีมภายนอก’ (Outbound Marketing/Sales) คือจ้างมืออาชีพในด้านนั้นๆ เข้ามาช่วย เช่น จ้างคนเก่งด้านงานขายมาบริหารเซลล์ สร้างทีมเซลล์ขึ้นมาแล้วกระจายตัวไปทำหน้าที่ตัวเองเหมือนอะมีบา และถ้าถึงเวลา Growth ก็ต้องมี Growth Team โดยเฉพาะถึงจะ Scale ได้ 
  • ขั้นสุดท้าย/บนสุด Category Power : นำเทคโนโลยีมาสร้างผลิตภัณฑ์ใน Category ใหม่ขึ้นมาเลย ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เรามี คู่แข่งไม่มีและลอกยากมาก เช่น Salesforce สร้าง Cloud Computing Category ขึ้นมา ด้วยแคมเปญ ‘No Software’ คือ ทุกอย่างอยู่ใน Cloud หมด ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์มาติดตั้งแล้วต้องอัปเกรดอีกต่อไป แล้วพอเราสร้าง Category นั้น เราจะมี Own Category สามารถสร้างกฎ สร้างมาตรฐานใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น Amazon สร้าง One Click Purchase จัดส่งฟรีภายในวันเดียวสำหรับสมาชิก Amazon Prime ซึ่งเกิดเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้คู่แข่งต้องวิ่งไล่ตามเกมที่ Amazon กำหนด ดังนั้น การที่เราสร้าง Category นั้นขึ้นมา คนที่เป็น Category King จะได้ส่วนแบ่งกำไร (Profit Share) 70-80% ของทั้งหมด

3) ฟินเทคขาดทุนได้ไหม? ถ้าได้…เกิดจากความผิดพลาด ณ จุดใด?
  • พลาดที่ Cash-to-cash Cycle หรือ วงจรเงินสด (นับตั้งแต่ได้สินค้ามาจนขายสินค้าออกไปแล้วได้เงินสด) คำถามคือ คุณจะมีเงินทุนต่อธุรกิจไปได้นานแค่ไหน ถ้าไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่ลูกค้าจะยอมจ่ายเงินให้ ดังนั้น การปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการลด Waste ที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แต่ช่วยให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น (Lean) และวางแผนบริหารจัดการเงินเพื่อไปให้ถึงจุดคุ้มทุนให้ได้ (Break-even)

4) งานวิจัยของ Kauffman Fellows บอกว่า สตาร์ทอัพกระจุกกันตรงคอขวด โตช้าหรือโตยากเพราะมีปัญหาที่ CEO Skills จริงหรือ ถ้าจริงมีวิธีแก้ไขอย่างไร?
  • ดูกระจกครับ เพราะ 90% ของซีอีโอต้องทำงานเองหมดในขั้นแรก ออกแบบในขั้นสอง ทางแก้คือ ให้จ้างคนที่เก่งกว่ามาทำงาน อะไรที่อัลกอริทึมทำได้ให้ทำแทน

5) สตาร์ทอัพมีปัญหาด้านวัฒนธรรมองค์กรบ้างหรือไม่?
  • ด้าน Culture ซีอีโอรู้ไหมพนักงานทำอะไรตอนที่คุณไม่อยู่ โหมงานหนักเกินไปหรือเปล่า ไม่ทำงานเพราะขี้เกียจหรือไม่สนุกกับงานหรือเปล่า ยกตัวอย่างสตาร์ทอัพในจีน ทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม สัปดาห์ละ 6 วัน ลุยทำโดยที่ไม่ต้องบอกหรือออกคำสั่ง และสามารถสร้างทีมให้โตตามแต่ละสเตจได้เป็นอย่างดี สะท้อนพลังของลูกทีมและบริษัท ที่เล่านี้ไม่ได้บอกว่าต้องทำงานหนักอย่างคนจีน แต่ต้องดูว่าทีมเก่งอะไร ใครเหมาะรับผิดชอบอะไร ถ้าไม่เหมาะส่งทีมภายนอกทำ และให้นำเทคโนโลยีที่ซัพพอร์ตธุรกิจ (Core Business Process Technology) อยู่หรือเปล่า ถ้ามีจะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น ถ้าไม่มี ทำ Value Stack ก็ไปก็ไม่รอด Scale ก็ไม่รอดเช่นกัน

6) โดยส่วนตัวแล้ว กำหนดทิศทางให้สตาร์ทอัพโตอย่างไร?
  • ผมกำหนดให้สตาร์ทอัพขยายขนาดทุกวัน วันละ 1% สัปดาห์หนึ่งต้องโต 5% โดยผมออกแบบการทำงานที่วัดผลได้ และในที่สุดควรสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนต่อได้

7) อีกนานไหม ประเทศไทยจึงจะมียูนิคอร์นตัวแรก?
  • คาดการณ์ว่าปี 2025 อีก 12 ปี ไทยจะมียูนิคอร์นตัวแรก ซึ่งน่าจะเป็นฟินเทค และเพียงบริษัทเดียวก็จะมีมูลค่าแสนล้านดอลลาร์ เทียบเท่า 25% ของจีดีพีประเทศไทย

8) จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้ก็ต้อง ‘มองการณ์ไกล’ และ ‘มองเกมขาด’ อยากทราบคุณกระทิงมีวิธีคัดเลือกสตาร์ทอัพที่จะให้เงินลงทุนอย่างไร และเพื่อวันข้างหน้า อยากทราบว่ากำลังขับเคลื่อนในเซกเตอร์ใด อย่างไร?

  • ผมดู Passion เป็นหลัก และความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์นั้น ว่าเขาอยากช่วยผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพนั้นๆ ไหม ถ้าอยากช่วยก็มีโอกาสมากที่จะโต และมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อได้ ซึ่งถ้ามองความน่าจะเป็น ฟินเทคมีโอกาสมากที่สุดที่จะขายกิจการได้ (Exit) ในมูลค่าที่เกิน 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งผมก็ลงทุนในสตาร์ทอัพไปแล้ว 200 ล้านดอลลาร์ และเร็วๆ นี้จะลงอีก 200-300 ล้านดอลลาร์นอกเหนือจากนี้ ผมยังลงทุนใน เอ็ดเทค (EdTech) ตั้งแต่ต้นปี 2018 เพราะอยากปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาในเมืองไทยให้เหมาะกับโลกอนาคต โดยจับมือกับองค์กรชั้นนำและกระทรวงศึกษาธิการ รวม 11 องค์กร มาทำงานร่วมกัน และล่าสุดก็มาปั้น FoodTech AgriTech BioTech หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า FAB (Food-Agri-Bio) เพราะ 3 เซกเตอร์นี้มีขนาดตลาดที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะด้านอาหาร เพราะไทยเป็นครัวของโลก (Kitchen of the world) และตอนนี้ก็มีเศรษฐีพันล้านมาร่วมลุยกับผมแล้ว

หากตามติดความเคลื่อนไหวของสตาร์ทอัพตั้งแต่ระดับ Seed ไปจนถึง ยูนิคอร์น จะพบว่าจำนวนเงินที่ลงทุนในสตาร์ทอัพตั้งแต่ Seed ถึง Series ต่างๆ นั้นเพิ่มขึ้นในทุกสเตจ เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบบนิเวศสตาร์ทอัพทุกระดับและทุกเซกเตอร์

ดูคลิปฉบับเต็ม


ติดตามบทความก่อนหน้าจากงาน FinTech Challenge 2018 : The Discovery

FinTech Challenge 2018 : The Discovery เผยนวัตกรรมทางการเงินที่น่าจับตา และน้องใหม่ในวงการฟินเทค