Clear Coffee “กาแฟใส”

แม้จะเคยชิม “กาแฟสีอ่อน” คือกาแฟ Espresso แต่สีไม่ดำมาหลายหน อย่างครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองตอนนั้นมีโอกาสไปดูงานประเทศ Canada ผมแปลกใจกับสีอ่อนเกือบใสของกาแฟดำ เพราะผมสั่งกาแฟดำ ผมจึงถามย้ำน้องพนักงานขายว่า นี่คือกาแฟดำที่สั่ง หรือชา

น้องฝรั่งสาวสวยตอบว่านี่คือกาแฟ 100% แต่เป็นกาแฟบริสุทธิ์ไม่ปรุงแต่ง ซึ่งสีแม้จะไม่ใสเหมือน “กาแฟใส” ยี่ห้อ Clear Coffee หรือ CLR CFF เพราะกาแฟ Canada สีเข้มกว่าของ CLR CFF นิดหนึ่ง

แต่นั่นก็ถือว่าเป็นกาแฟที่สีอ่อนใกล้ใสมากที่สุดเท่าที่เกิดมาในชีวิตได้เคยเห็นครับ

CLR CFF เป็น “กาแฟใส” ของสองพี่น้องชาวสโลวาเกีย คือ David และ Adam Nagy เป็น Beverage Innovation หรือ นวัตกรรมเครื่องดื่ม ยุค 5.0

สำหรับคุณสมบัติของ CLR CFF นั้น David และ Adam Nagy โม้ว่า ดื่มแล้วฟันไม่ดำ เนื่องจากจะไม่ทิ้งคราบเอาไว้เหมือนกาแฟสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ David และ Adam Nagy ยังบอกด้วยว่า CLR CFF ผลิตจากกาแฟพันธุ์อาราบิก้า + น้ำสะอาด เพียงเท่านั้น โดยปราศจากน้ำตาล หรือสารให้ความหวาน หรือวัตถุปรุงแต่งรสชาติอาหาร และวัตถุกันเสีย หรือสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น

โดย 1 ขวด บรรจุ CLR CFF หรือกาแฟใส ขนาด 200 มิลลิลิตร ให้ปริมาณคาเฟอีนเพียงพอต่อวัน  คือ 100 มิลลิกรัม สนนราคาขวดละ 2.5 ยูโร

“กาแฟใส” CLR CFF มีคาเฟอีนและรสชาติครบถ้วนเหมือนกาแฟดำที่เราคุ้นเคย แต่ CLR CFF ดื่มแล้วฟันไม่ดำครับ


Blue Wine “ไวน์สีฟ้า”

มนุษยชาติรู้จักไวน์และการทำไวน์มาตั้งแต่เมื่อ 8,000 ปี ก่อนคริสตกาล

แม้ในปัจจุบัน ไวน์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากคนทั้งโลกจะเป็นไวน์จากทวีปยุโรปโดยเฉพาะแถบยุโรปใต้อันมีฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส และสเปน เป็นชนชาติหลักๆ ขณะเดียวกันไวน์จากทวีปอเมริกาโดยเฉพาะอเมริกาใต้ก็มีชื่อเสียงไม่น้อย

ไวน์ที่มนุษยชาติรู้จักกันมานานมี 2 สี หนึ่งก็คือไวน์แดงหรือ Red Wine ในทางวัฒนธรรมอาหาร ทราบกันดีว่าไวน์แดงนิยมทานร่วมกับเมนูเนื้อ ส่วนสีที่สองนั้นคือไวน์ขาวหรือ White Wine ที่ขึ้นชื่อลือชาในแง่การทานร่วมกับเมนูปลา

แม้ผู้คนในวงกว้างจะรู้จักไวน์ทั้ง 2 สี คือไวน์ขาวและไวน์แดง ทว่า โลกใบนี้ยังมีไวน์อีก 2 ชนิด เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักดื่ม หรือพูดอีกแบบก็คือเป็นนวัตกรรมไวน์

นั่นคือไวน์สีชมพูหรือ Rosé ที่บางครั้งก็เรียกกันว่าไวน์สีกุหลาบหรือ Rosé Wine ซึ่งเป็นไวน์ที่ได้จากการผสมระหว่างไวน์แดงและไวน์ขาว

นอกจากนี้ยังมี Sparkling Wine หรือไวน์ซ่า ซึ่งเป็นการเติมก๊าซลงไปในไวน์โดยส่วนใหญ่จะเป็นไวน์ขาว โดยที่มีการเข้าใจผิดว่า Sparkling Wine คือ Champagne อันที่จริงแล้ว การจะเรียก Champagne ได้ ต้องเป็น Sparkling Wine ที่ผลิตในแคว้น Champagne ของฝรั่งเศสเท่านั้น

นอกจากไวน์ 4 แบบดังกล่าวแล้ว ทุกวันนี้ โลกของเราได้มีโอกาสทำความรู้จักกับไวน์สีใหม่ นั่นคือ “ไวน์สีฟ้า” หรือ Blue Wine

Blue Wine เป็นการนำองุ่นแดงที่ใช้ทำไวน์แดง และองุ่นขาวหรือองุ่นเขียวที่ใช้ทำไวน์ขาว มาบ่มเข้าด้วยกัน ส่วนสีฟ้านั้นได้มาจากสารสกัด Anthocyanin ที่อยู่ในเปลือกองุ่น และเติมสีครามลงไปอีกเล็กน้อย จนได้ออกมาเป็น Blue Wine

Blue Wine ยี่ห้อ Gïk และ Gïk Live บริษัท Start Up น้องใหม่ไฟแรงของสเปน ถือเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง University of the Basque Country และ Azti Tecnalia ซึ่งเป็นแผนกวิจัยด้านอาหารของแคว้น Basque ประเทศสเปน โดยมีฐานการผลิตในแคว้น Bierzo

โดย Blue Wine ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ไวน์สีฟ้า” ตัวแรกของโลก หรือ The World’s First Blue Wine วางตลาดครั้งแรกในสเปนบ้านเกิดเมื่อปีกลาย

กระแสตอบรับ Gïk และ Gïk Live ในสเปนหลังจากเปิดตัวค่อนข้างดีทีเดียว เพราะวางจำหน่ายไม่นานก็ขายไปได้แล้วเหยียบ 100,000 ขวด

นอกจากสเปน Gïk และ Gïk Live ยังมีวางขายในอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี สนนราคาขวดละ 8 ยูโร

ผลการสำรวจพบว่า คนที่ชื่นชอบ Blue Wine ยี่ห้อ Gïk และ Gïk Live อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-35 ปี ซึ่งเป็นคนวัยทำงานที่ชอบลิ้มลองของใหม่ๆ นั่นเองครับ