แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะสูญเสียสภาล่างให้แก่ ‘พรรคเดโมแครต’ จากผลการเลือกตั้งสภาคองเกรสหรือสภาล่างในช่วงมิดเทอม แต่คาดว่าผลของความสำเร็จจากการเลือกตั้งคองเกรส อาจกระตุ้นให้เดโมแครตโจมตีทรัมป์หนักมากยิ่งขึ้น และอาจมีการสืบสวนคดีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับทรัมป์


อย่างล่าสุด ดิมิทรี ไรโบลอฟเลฟ (Dmitry Rybolovlev) มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย เจ้าของสโมสรโมนาโค ผู้เคยช่วยเหลือทรัมป์ให้รอดจากการล้มละลาย ด้วยการให้อัยการขาประจำ โรเบิร์ต มุลเลอร์ (Robert Mueller) เข้ามาสอบสวนการฟอกเงินด้วย
เห็นได้ชัดว่า สองชื่อดังกล่าวถูกลากเข้าไปอยู่ในวงคณะกรรมาธิการของการสืบสวนธุรกิจครอบครัวและทำลายความน่าเชื่อถือของทรัมป์ เพื่อกันไม่ให้สามารถสร้างความนิยมภายในสำหรับการเสนอตัวเองในวาระที่ 2

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ก็ยังกุมเสียงข้างมากของสภาบนไว้ได้

ทรัมป์มีพลังสำรองและสามารถกำหนดนโยบายอนาคตอีกวาระหนึ่ง และยังกล่าวว่า เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่เดโมแครตไม่สามารถจะถอดถอนเขาได้ ทั้งที่เดโมแครตทำหน้าที่บนพื้นฐานการรวมกันของชนชั้นนำโซนขุนคลังในทุกประเทศแถบตะวันตก ซึ่งสูญเสียประโยชน์โดยพวกเสรีนิยมกับรัสเซีย และเป็นไปได้อยู่แล้วว่าจะสามารถชนะการเลือกได้


มีความพยายามในการขยายการสืบสวน
‘โรเบิร์ต มุลเลอร์’ ให้มากที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้ยังดำเนินต่อไป
เพื่อยืนยันว่า
ทรัมป์มีความสัมพันธ์กับรัสเซีย

การวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามใดๆ ของทรัมป์ว่าเป็นสายลับเครมลิน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเดโมแครตในสภาล่าง เกิดขึ้นเพราะทรัมป์เป็นคนเริ่ม ส่งผลให้การเมืองในประเทศถูกท้าทาย ชะลอตัว หรือระงับ นั่นหมายความว่า ทรัมป์ไม่น่าจะสามารถใช้แผนลดภาษีบุคคลจากชนชั้นกลางได้อีก นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตจะเสนอการเพิ่มหนี้สาธารณะของสหรัฐและร่างงบประมาณก็จะผ่านสภาคองเกรสเป็นเวลานานและยากมากยิ่งขึ้น

ตามผลของปีงบประมาณนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของการเติบโตของหนี้แห่งชาติจากปีที่แล้ว และทรัมป์จะไม่สามารถยกเลิกการปฏิรูปการดูแลสุขภาพซึ่งโอบามาได้ดำเนินการและออกกฎหมายการย้ายถิ่นฐานไว้ ดังนั้น แผนของทรัมป์ที่จะสร้างกำแพงพรมแดนกับเม็กซิโกก็อาจจะไปต่อไม่ได้ 

เดโมแครตจะเป็นตัวบ่อนทำลายตำแหน่งของทรัมป์เพื่อป้องกันไม่ให้เขากลับมารับการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2020 อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะก่อวินาศกรรมทางความคิดที่ริเริ่มจากทำเนียบขาวทั้งหมด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอาจนำประเด็นทางการเมืองมาสู่ทรัมป์ และภายใน 2 ปีข้างหน้า วอชิงตันอาจไม่มีการริเริ่มด้านกฎหมายอย่างจริงจังและอาจเลิกเจรจาใดๆ กับสหรัฐในเวทีต่างประเทศ

นอกจากนั้น การล่าแม่มดและการสันนิษฐานอย่างไร้เดียงสาของสื่อจะกลับมาเพื่อลงโทษทรัมป์ให้ได้ อำนาจรัฐหลังเลือกตั้งก็ไม่รู้ว่าอยู่กับใคร ถ้าดู ณ ตอนนี้ วุฒิสภา เดโมแครต ทรัมป์ เลขาธิการของรัฐ 
อำนาจวอชิงตันที่เป็นอัมพาตจะทำลายชื่อเสียงของสหรัฐในเวทีต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมในนโยบายต่างประเทศ หมายความว่า อาจเป็นการเสริมสร้างสถานะของประเทศปัจจุบันที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงจากมหาอำนาจขั้วเดียวไปสู่มหาอำนาจหลายขั้วโดยไม่มีประสิทธิภาพ

ชัยชนะของเดโมแครตจะเพิ่มความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันและมอสโคว ซึ่งเป็นตัวประกันในการปะทะทางการเมืองภายในของสหรัฐ สหรัฐจึงอาจสนใจปัญหาการเมืองภายในประเทศมากกว่ากิจการต่างประเทศ และคาดว่าประเทศที่รอการช่วยเหลือจากสหรัฐคงจะกินแห้ว อย่างยูเครน โปแลนด์ เป็นต้น

อำนาจที่เป็นอัมพาตของทรัมป์ในด้านนโยบายภายในประเทศ มีผลให้เขาไม่สามารถได้รับคะแนนก่อนการเลือกตั้งในปี 2020 ซึ่งจะส่งผลทำให้ทรัมป์ต้องแสวงหาชัยชนะที่สูงขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ 

ไม่เพียงส่งผลต่อสงครามการค้ากับจีนที่จะรุนแรงขึ้น หรือการลงโทษคว่ำบาตรอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินงานที่แข็งขันขึ้นในซีเรีย ตลอดจนความร่วมมือกับรัสเซียอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ทรัมป์จะ ‘ชนะ’ หากไม่ผ่านข้อตกลงกับ วลาดิมีร์ ปูติน และแน่นอนว่า สภาคองเกรสไม่ได้ให้สัตยาบันข้อตกลงดังกล่าวไว้

ทรัมป์มีทางรอดเดียวคือ จะต้องชนะด้วยการเมืองต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ของรัสเซีย – สหรัฐเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อเสถียรภาพในระดับโลก เสถียรภาพของตัวทรัมป์เอง ในการที่จะได้กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทรัมป์กำลังทำภารกิจเข็นครกขึ้นภูเขาอยู่


 

 

เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย