ถึงตอนนี้ คงต้องยอมรับกันแล้วว่าโลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งระบบอัตโนมัติ (Automation Age) เต็มตัวแล้ว ซึ่งปรากฎการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้รูปแบบของการใช้งานนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี ดิจิทัล เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้การเรียนรู้ การทำงาน พึ่งพาระบบอัตโนมัติมากขึ้นด้วย

ดังนั้น เพื่อจัดการกับความเปลี่ยนแปลง และรักษาสมดุลไม่ให้เทคโนโลยีอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และหุ่นยนต์ ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตของมนุษย์จนเกินไป จึงมีผู้คิดค้นแนวทางรับมือกับสถานการณ์นี้ ด้วยการพัฒนาศักยภาพให้แรงงานคนสามารถทำงานร่วมกันกับหุ่นยนต์ ซึ่งจะเติมเต็มช่องว่างด้วยเทคโนโลยี ตอบโจทย์การทำงานทุกแขนง โดยจำกัดความเทคโนโลยีนี้ว่า Cobot เทรนด์เทคโนโลยี ที่ถูกจับตามองว่าจะมาปฏิวัติระบบการทำงานและภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ


ความสามารถของ Cobot เทรนด์เทคโนโลยี ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

นอกจากแนวคิดที่กล่าวมาแล้ว Cobot (Collaborative Robot) เกิดขึ้นมาจากการนำคุณสมบัติอันโดดเด่นของหุ่นยนต์ ที่เป็นที่ยอมรับในทุกภาคอุตสาหกรรมมาพัฒนาคู่ไปกับทักษะและความสามารถของคน ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการยืนยันจากการสำรวจและรวบรวมสถิติของ McKinsey & Company ว่า Cobot ทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานที่ดีขึ้น โดยอัตราการปรับเปลี่ยนมาใช้ Cobot ในอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกา สูงขึ้นมาจากปี 2016 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าภายในปี 2025 จะขยับเป็น 25 เปอร์เซ็นต์

และจากการสำรวจเดียวกันนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า คนทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร มีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แล้ว ที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกันหุ่นยนต์และคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงานแบบนี้แล้ว โดยคนกลุ่มนี้ตระหนักแล้วว่าการทำงานร่วมกับ Cobot มีความเป็นกลาง ปลอดภัย และแม่นยำในระดับหนึ่ง

และเมื่อแนวทางการปรับเปลี่ยนให้มนุษย์ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้รับการยอมรับ จึงมีการคาดการณ์ว่าจากนี้ไปคนทำงานต้องเรียนรู้ศาสตร์และทักษะเพื่อให้ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้อย่างสอดประสานกัน ทำให้ภาคการศึกษาต้องพัฒนาหลักสูตร เพื่อเพิ่มศักยภาพ ทักษะ ที่จำเป็นสำหรับการทำงานในโลกแห่งอนาคต เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างคนกับหุ่นยนต์ในสภาพแวดล้อมการทำงานด้วย

เริ่มจาก สถาบันออกแบบ เดนมาร์ก Kolding ที่ร่วมมือกับ บริษัท LEGO ออกแบบโปรแกรมการเรียนสาขา Design for Play หลักสูตรปริญญาตรี 2 ปี โดยหลักสูตรนี้เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรนี้ สามารถสร้างสรรค์ผลงานและนำไปใช้กับการทำงานในองค์กร โดยสามารถรับมือกับบริบทที่เกิดขึ้นระหว่างแรงงานหุ่นยนต์ได้

ส่วนห้องเรียนของบริษัท Apple ก็ไม่น้อยหน้า เชื่อมโยงการเรียนรู้ด้านโปรแกรม กับสถานศึกษาของมหาวิทยาลัย Naples Federico II ออกแบบหลักสูตร 1 ปี เพื่อสอนการเขียนโปรแกรมและพัฒนาแอปพลิเคชัน รวมถึงเรียนรู้วิธีการทำงานของระบบอัตโนมัติ ซึ่งจำเป็นในการนำไปต่อยอดความรู้ พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ตอกย้ำเทรนด์ Cobot หุ่นยนต์ เป็นผู้ช่วยงาน ไม่ได้มาแย่งงานมนุษย์

Cobot เทรนด์เทคโนโลยี ที่คาดว่าจะกลายเป็นเทรนด์ฮอตมาแรงในปี 2019 ที่จะถึงนี้ จะมาตอกย้ำให้เห็นว่าหุ่นยนต์จะมาเป็นผู้ช่วยงาน ไม่ได้มาแย่งงานมนุษย์ พิสูจน์ได้จากนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรมระดับโลก อย่างการออกแบบ KUKA แขนกลที่ทำหน้าที่เสมือนมือที่ 3 ของมนุษย์ ได้มาเป็นผู้ช่วยมนุษย์ในการทำงานที่ต้องใช้พละกำลังมากเกินสมรรถนะร่างกายของมนุษย์ หรือ Baxter หุ่นเครื่องกลของ บริษัท Stenner Pump ในฟลอริดา ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีหน้าตาเป็นมิตร ทำงานร่วมกันกับมนุษย์เหมือนเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง

และหากจะให้พูดถึงหุ่นยนต์ต้นแบบ Cobot ต้องยกให้นวัตกรรมของ Universal Robots บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์จากเดนมาร์ก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Cobot สัญชาติเดนิชที่บุกตลาดการผลิตในประเทศอินเดียมาแล้ว 2 ปี และมีแนวโน้มขยายไปยังฐานการผลิตทั่วโลกด้วย 

ซึ่งล่าสุด Universal Robots ได้ออกมาอัปเดตหุ่นยนต์ Cobot รุ่นใหม่ e-Series โดยตั้งเป้าให้เข้าถึงการใช้งานได้ง่ายกว่าที่เคย ด้วยการออกแบบหุ่นยนต์ตัวนี้เป็น 3 รุ่น ตอบสนองการทำงานได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลายขึ้น

หุ่น Cobot e-Series มีคุณสมบัติที่โดดเด่นมากมาย หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำงานได้มากกว่า 150 รูปแบบ ทำงานได้ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ โลหะ พลาสติก ยา รวมถึงใช้ในงานวิจัยต่าง ๆ ได้ด้วย โดยใช้เม็ดเงินที่ลงทุนน้อยกว่า รวมถึงมีบริการอบรมออนไลน์ 24 ชั่วโมง โดยมีจุดเด่น 5 ข้อสำคัญดังนี้

  • มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง สามารถติดตั้งได้ในพื้นที่จำกัดและสามารถทำงานได้หลากหลาย
  • ตั้งค่าโปรแกรมได้ง่าย ด้วยระบบ Interface 3 มิติ ทำให้คนทำงานทุกคนในโรงงานสามารถใช้งานหุ่นยนต์ได้โดยไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือเรียนผ่าน UR Academy เพียง 87 นาทีเพื่อเป็นโปรแกรมเมอร์ได้อย่างรวดเร็ว
  • ติดตั้งง่าย ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงในการนำหุ่นยนต์ออกมาเพื่อติดตั้งและมอบหมายการทำงานแรกผ่านการตั้งค่าโปรแกรมได้อย่างรวดเร็ว
  • คืนทุนไว ด้วยการทำงาน 365 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายจากการเขียนโปรแกรมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมามีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมอีกมากมาย ที่ช่วยให้สถานประกอบการนั้นสามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
  • ปลอดภัยและใช้งานร่วมกับแรงงานมนุษย์ได้แน่นอน เพราะ e-Series มาพร้อมกับฟังก์ชันความปลอดภัย 17 รูปแบบที่สามารถตั้งค่าย่อยได้อีก 2 ตัวเลือก ทำให้มั่นใจได้เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน

และล่าสุด Cobot ก็ใช่ว่าจะมาได้แต่ในรูปแบบของหุ่นยนต์เท่านั้น เพราะ Cobot ยังมีการพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของกลไกแสดงผลผ่านเครื่องมือ AR และ VR ด้วย อย่างบริษัท Microsoft ที่ได้พัฒนาระบบ AR เพื่อใช้ในการประชุมทางไกลร่วมกับมนุษย์ด้วย

จากตัวอย่างมากมายที่กล่าวมานี้ จึงการันตีได้ว่า เทรนด์การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ หรือ Cobot จะมาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในปี 2019 นี้แน่นอน และเพื่อความไม่ประมาท คนทำงานอย่างเราๆ คงต้องรับมือกับเทรนด์นี้ด้วยการปรับตัว และสร้างเสริมทักษะ ศักยภาพที่จำเป็น เพื่อสามารถทำงานร่วมกับหุ่นยนต์แบบเป็นทีม ตั้งแต่ตอนนี้กันแล้ว


อ้างอิง : เอกสารออนไลน์ เรื่อง “Trend 2019 NOW AGE : Manifesto and Action ดาวน์โหลดได้ทาง www.tcdc.or.th ดาวน์โหลดทาง แอปพลิเคชัน TCDC Digital Resource

https://www.mmthailand.com/5-ข้อดีของหุ่น-e-series-จาก-universal-robots/