สาลิกาคาบข่าว Vol.318/61

103

ไทยญี่ปุ่นจับมือ

พัฒนาอาหารเจาะตลาดโลก

www.thaigov.go.th

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดศูนย์นวัตกรรมจังหวัดมิเอะ ประเทศไทย (Mie – Thailand Innovation Center) ว่า ทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันในทุกระดับมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ในปี 2560 ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนอันดับ 1 และมีมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุดคิดเป็นร้อยละ 47 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และความร่วมมือจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมจังหวัดมิเอะประเทศไทยในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับและพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมอาหาร และจะเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมอาหารของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดความร่วมมือขยายไปในอนาคต  ปัจจุบันมีบริษัทจากจังหวัดมิเอะถึง 30 บริษัทเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยี เคมีเคิล อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการท่องเที่ยว เป็นต้น คิดเป็นมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับสินค้าอาหารที่มีชื่อเสียงของจังหวัดมิเอะ อาทิ สินค้าของบริษัทYamamori ผู้ผลิตแกงบรรจุถุงรีทอร์ทเพาช์และแกงก้อน เช่น แกงกะหรี่ และซอสโชยุที่คนไทยรู้จักกันดี มีโรงงานสาขาตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ผลิตแกงไทยบรรจุถุงรีทอร์ทเพาช์ส่งออกไปญี่ปุ่น เช่น แกงเขียวหวาน ปูผัดผงกะหรี่ และ แกงเผ็ด เป็นต้น

ชาวระยองขอความมั่นใจอีอีซี

สร้างท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ไม่ทำลายชายหาด

นางสาวทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์

การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ.ระยอง ครั้งที่ 6/2561 (ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ..2562) ได้มีการหยิบยกประเด็นปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งจากการสร้างท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 1 และ 2 ในอดีตที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาจัดระเบียบการจราจรจากการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ โดยได้เชิญนางสาวทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือผู้อำนวยการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และ ผู้อำนวยการสำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด มาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยหอการค้าจังหวัดระยองและประชาชนระยอง มีความกังวลเรื่องการกัดเซาะชายหาด เช่น แหลมเจริญ หาดแสงจันทร์ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะที่ 1 และ 2 ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนั้น ควรจะต้องแก้ไข ยกระดับให้ดีกว่าเดิม และต้องไม่ทำให้เกิดซ้ำอีก ซึ่งรองเลขาธิการอีอีซี ได้ชี้แจงว่าทางสำนักงานอีอีซีได้ติดตามปัญหาที่เคยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขอเรียนว่าการพัฒนาโครงการอีอีซีจะไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติม และจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ในอดีต ให้พลิกกลับมาเป็นจุดเด่น เช่นการยกระดับหาดแสงจันทร์ เป็น landmark การท่องเที่ยวของระยอง และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับพื้นที่อื่นๆ เป็นต้น ส่วนการจัดระเบียบรถบรรทุกได้ยกระดับ Smart Park เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษและพร้อมที่จะปรับปรุงเพื่อประโยชน์ในภาพรวม

นักวิเคราะห์ชี้อีอีซีเครื่องยนต์ตัวใหม่

แรงขับเคลื่อนฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปีหน้า

www.thaisa.org

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยในงาน Thailand 2019 จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ว่า ปี2562 เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะโตช้าลงจากปีนี้ คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยน่าจะโตต่ำกว่า4% โดยอาศัยปัจจัยด้านการท่องเที่ยวช่วยผลักดัน รวมถึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ คือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซี ที่ภาครัฐพร้อมผลักดันและสนับสนุน คือโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3  ท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ศูนย์ซ่อมอากาศยาน และเมืองการบินตะวันออก ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยทะยานฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกไปได้

อาเซียนบรรลุข้อตกลง

อีคอมเมิร์ซฉบับแรก

www.sec.or.th

..ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 33 สิงคโปร์ ที่มีรัฐมนตรีเศรษฐกิจจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันลงนามความตกลงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน (ASEAN Agreement on Electronic Commerce) นับเป็นความตกลงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับแรกของอาเซียนโดยมีเป้าหมายให้เกิดการอำนวยความสะดวกการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่านกลไกต่างๆเช่นการคุ้มครองผู้บริโภคการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตลอดจนมุ่งให้เกิดการใช้อีคอมเมิร์ซเพื่อลดความแตกต่างของระดับการพัฒนาประเทศโดยผ่านความร่วมมือต่างๆอาทิการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารการส่งเสริมการศึกษาและเทคโนโลยีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างด้านดิจิทัลส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน

ททท.ชู 5 จังหวัดสีสันแห่งสายน้ำ

ไฮไลท์ลอยกระทง

นางสุจริตรา จงชาณสิทโธ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทงปีนี้ ททท.ได้สนับสนุนท่องเที่ยวในแหล่งพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาในไทย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่ประกอบด้วย ลาว เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา พร้อมกลุ่มประเทศในอาเซียน เพื่อทดแทนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลง โดยตั้งเป้าหมายเงินสะพัดในช่วงลอยกระทงประมาณ 5,700 ล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 1.7 ล้านคน นอกจากนี้ ททท.ยังได้จัดงานเทศกาลสีสันแห่งสายน้ำมหกรรมลอยกระทงใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ สุโขทัย ตาก ร้อยเอ็ด และ สมุทรสงคราม ถือว่าเป็นไฮไลท์ของปีนี้ ชูจุดเด่นอัตลักษณ์ ประเพณีวัฒธรรมในแต่ละพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวกระจายในภูมิภาคและเรียนรู้ประเพณีและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดใน 5 จังหวัดประมาณ 1,200 ล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังจังหวัดดังกล่าวประมาณ 456,000 คน

เครื่องประดับส้มหล่น!

ขายผ่านเว็บไซต์อาลีบาบา

www.git.or.th

นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที เปิดเผยว่า สถาบันฯ ได้หารือกับผู้แทนบริษัทอาลีบาบา เพื่อผลักดันให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยสามารถเข้าไปจำหน่ายในเว็บไซต์ของเครืออาลีบาบา คือ เว็บไซต์ AliExpress.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าในจีน รวมถึงจากต่างประเทศ นำสินค้าเข้าไปขายให้กับผู้บริโภคชาวจีนและทั่วโลก โดยสถาบันฯ ช่วยพิจารณาและแนะนำบริษัทที่เป็นคนกลางที่จะเข้ามาทำงานกับ AliExpress ในการคัดเลือกสินค้าจากผู้ประกอบการไทยเข้าไปขาย สำหรับจำนวนผู้ประกอบการที่อาลีบาบาจะเปิดให้นำสินค้าเข้าไปจำหน่ายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 50 ราย

ประมูลเพชรสีชมพู

แพงสุดในโลก 1.65 พันล้าน

www.cnbc.com

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการจัดงานประมูลเพชรที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สินค้าที่นำเสนอคือเพชรสีชมพูพิงก์ เลกาซีซึ่งเป็นเพชรน้ำงามหายาก หนัก 19 กะรัต ของตระกูลออปเพ่นไฮเมอร์จากแอฟริกาใต้ ปรากฏว่าผู้ชนะคือบริษัทแฮร์รี วินสตัน ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเพชรและนาฬิการายใหญ่ของสหรัฐ ด้วยราคาสูงถึง 50.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,659.9 ล้านบาท นับเป็นเพชรสีชมพูที่แพงที่สุดตั้งแต่เคยมีการประมูลมา