ความเปลี่ยนแปลงในประเทศ เช่น การส่งเสริมให้ภาครัฐเป็น ‘รัฐบาลดิจิทัล’ ภาคธุรกิจนำ ‘Cloud Computing’ ไปใช้ในองค์กรมากขึ้น เห็นได้ชัดว่า ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็อยู่ในช่วง Digital Transformation หรือ การพลิกโฉมองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ในฐานะบุคคลทั่วไปก็อดคิดไม่ได้ว่า มันเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเราตรงไหน? หรือสำคัญต่อการทำธุรกิจอย่างไร? 


อธิบายก่อนว่า Digital Transformation คืออะไร

คำว่า Digital Transformation คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ/ช่วยแก้ปัญหา ตั้งแต่ขั้นดำเนินงาน การออกแบบหรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ การตลาด การวางเป้าหมายธุรกิจในอนาคต รวมถึงวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวในยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น 

แต่เรื่อง Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับองค์กรที่มีแนวคิดและการบริหารแบบดั้งเดิมที่จะปรับตัวแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ในทันทีทันใด และก็ไม่ใช่เรื่องยากจนถึงขั้นปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ยิ่งในยุคที่ดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนทุกเพศทุกวัยอย่างรวดเร็ว หากภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน อาจเข้าขั้นวิกฤตหรือต้องปิดกิจการ ‘เทคโนโลยีดิจิทัล’ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้นำหรือผู้บริหารองค์กรต้องทำความเข้าใจและเลือกมาปรับใช้ในองค์กรอย่างถูกต้องเหมาะสม 


https://chiefmartec.com


“Technology
changes exponentially,
organiza
tions change logarithmically.”

– Scott Brinker –

Scott Brinker เคยกล่าวไว้บนเว็บไซต์ Chiefmartec ว่า
เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วแบบทวีคูณ แต่องค์กรต่างๆ เปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วแบบเลขอัลการิทึม (คือบวกต่อไปเรื่อยๆ)


ชี้เป้าให้เข้าใจง่ายขึ้น

อันที่จริง คำว่า Digital Transformation ใช้กันมานานแล้ว นอกจากความเปลี่ยนแปลงยังสื่อไปถึง การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ เรียกได้อีกอย่างว่า Digital Darwinism (ปรากฏการณ์ที่เทคโนโลยีและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าธรรมชาติของธุรกิจใดๆ จะปรับตัวทัน) และหากองค์กรใดปรับตัวไม่ทันย่อมได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์หรือได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นมักจะเป็น ‘ผู้บริโภค’

ตัวอย่างแบรนด์ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจแบบดั้งเดิม (Digital Disruption) ขณะเดียวกันก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น คุ้นชินยิ่งขึ้น

  • Amazon เข้ามาพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก โดยทำให้เกิดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แซงหน้าออฟไลน์ไปหลายเท่า และมีการสั่งซื้อสินค้าจากทั่วโลก แต่ก็มีธุรกิจอีคอมเมิร์ซเกิดใหม่ตามมาอีกมากมาย เช่น Alibaba ซึ่งอาจจะขึ้นนำด้านรายได้ในอนาคต
  • Facebook โซเชียล มีเดีย ที่เชื่อมคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดพลเมืองเน็ต (Netizen) เป็นพันล้าน เกิดช่องทางค้าขาย (Social Commerce) เป็นช่องทางทำตลาดของแบรนด์น้อยใหญ่ทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถเป็นนักข่าวพลเมือง (Citizen Journalist) จากการอัปโหลดเรื่องราว ภาพ หรือวิดีโอ ให้ผู้อื่นรับรู้ได้อีกด้วย
  • Grab จากที่ต้องรอแท็กซี่นานๆ โบกเรียกแล้วไม่จอด ฯลฯ เมื่อ Grab ธุรกิจบริการรับ-ส่งลูกค้าไปยังที่หมายเปิดให้บริการในเอเชีย ก็เข้ามาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคหลายประเทศให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น และเติบโตจนสามารถขยายบริการไปอีกหลากหลายด้าน
  • Netflix ยุคก่อนอาจต้องไปเช่าวิดีโอตามร้าน เช่น BlockBuster ไปดูที่บ้าน แต่เมื่อมีอินเทอร์เน็ต มี Netflix แพลตฟอร์มสำหรับชมภาพยนตร์และซีรีส์ออนไลน์ ซึ่งดูได้ทุกที่ ทุกเวลา จึงส่งผลต่อผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนตร์แบบดั้งเดิม เช่น ร้านให้เช่าวิดีโอต้องล้มหายตายจาก ขณะที่ Netflix เติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • Spotify ย้อนไปเพียงไม่กี่ปี หลายคนที่อ่านบทความนี้อาจฟังเพลงผ่านเครื่องเล่นซีดีหรือดาวน์โหลดไฟล์เพลงลงในเครื่องเล่น MP3 แต่แล้วไลฟ์สไตล์ก็เปลี่ยนไป เมื่อแพลตฟอร์ม Spotify (รวมถึงแพลตฟอร์มฟังเพลงอื่นๆ) ทำให้เราฟังเพลงออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา และค้นหาเพลงที่ต้องการได้ทั่วโลก 

มาฟังผู้นำระดับสูงพูดเรื่อง Digital Transformation

เนื่องจากมีหลายคนยังไม่เข้าใจเรื่อง Digital Transformation กอปรกับผู้เขียนได้ไปฟังผู้บริหารทั้งจากภาครัฐและเอกชนล้อมวงสนทนาในงาน AIS Business : THE DIGITAL FUTURE 2019 หัวข้อ ‘Thailand Digital Transformation Readiness’ จึงคัดสรรสาระบางส่วนจากผู้บริหารมาเล่าสู่กันฟัง

AIS Business Thailand Digital Transformation Readiness
Session : Thailand Digital Transformation Readiness | (จากซ้าย) หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้ดำเนินการเสวนา ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์, ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด, เอกภาวิน สุขอนันต์ และ ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย
  • ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์
    ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)

กล่าวในช่วงของการสัมมนาว่า การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ หรือ Transformation ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันที ซึ่งตอนนี้ก็มีกลุ่มผู้ประกอบการในหลายระดับ ทั้งกลุ่มที่มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและเริ่มได้ทันที กลุ่มที่มีความเข้มแข็งแต่ก็ยังขาดในเรื่องขององค์ความรู้ ก็ต้องปรับตัวหาพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาช่วยเหลือ

“ประชาชนรับรู้เรื่องดิจิทัลมากขึ้น แต่ใช้ไม่ค่อยเป็น ขณะที่ภาคธุรกิจรู้ว่าต้องใช้ แต่ยังกลัว”

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องประเมินตัวเองให้ได้ก่อนคือ 

  • มีความพร้อมแค่ไหน
  • ธุรกิจมีความเข้มแข็งแค่ไหน
  • พอมีโอกาสหรือไม่ หากมองเห็นโอกาสแล้วก็ควรรีบดำเนินการทันที

“หลักการง่ายๆ คือ รีบเสียบ รีบรุก รีบขยาย ของพวกนี้รอช้าไม่ได้อยู่แล้ว”


  • ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด
    ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (DGA)

กล่าวถึงการไม่ใช้กระดาษ (Paperless) ว่า ประเทศไทยมีความพยายามและคิดล่วงหน้ามา 11 ปีแล้ว มีซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่พร้อม แต่ที่ไม่พร้อมคือ บุคลากรที่ขาดความเข้าใจและไม่พร้อมปรับตัว ดังนั้น คนไทย องค์กรไทย ต้องถามตัวเองก่อนว่า ราพร้อมจริงๆ หรือเปล่าที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัล?

ดร.ศักดิ์ยกตัวอย่างนักข่าว AI ของจีนที่ออกมารายงานข่าวและเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโลก สะท้อนว่าเทคโนโลยีของจีนไปไกลแล้ว ในฐานะที่เป็นคนไทยซึ่งเดินทางไปจีนแต่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีแบบที่คนจีนใช้ ก็จะถูกปัดเป็นพลเมืองชั้นสอง

แต่ในด้านบัตรประชาชน ไทยไม่น้อยหน้าใครเพราะเป็นประเทศที่ 2 ที่มีชิปอยู่บนบัตร ต่อจากประเทศแรก เอสโตเนีย โดยการใช้บัตรดังกล่าวทำให้ชาวเอสโตเนียสามารถเลือกตั้งผ่านระบบออนไลน์ได้ ดังนั้น สอดคล้องกับเรื่อง Big Data เมื่อมี Big Data และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ คนตัดสินใจนั้นสำคัญกว่าว่าจะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ด้านใด จึงต้องรอดูต่อไปว่า ภาครัฐของไทยจะผลักดันให้เกิดการใช้งานบัตรหรือข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร? 

“ประชาชนไปแบบไหน ภาครัฐต้องไปแบบเขา เช่น ประชาชนใช้ LINE ภาครัฐก็ต้องใช้ LINE เพื่อสื่อสารกับประชาชน ซึ่งบางหน่วยงานก็มี LINE แล้ว โดย รัฐบาลที่ดีที่สุด คือรัฐบาลที่ทำน้อยที่สุด ดังนั้น บทบาทของภาครัฐที่ควรจะทำคือ ออกไอเดีย อำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้ประกอบการทำต่อได้ ไม่ควรทำหรือสร้างระบบขึ้นเอง”

นอกจากนี้ DGA ยังเก็บข้อมูลจากองค์กรธุรกิจในเมืองไทยด้านการลงทุนเทคโนโลยี Cloud เพิ่มขึ้น แต่หลายองค์กรก็ยังไม่เปิดรับ ทั้งนี้การเปิดหรือไม่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ต้องพิจารณาวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ ร่วมด้วย


  • เอกภาวิน สุขอนันต์
    ผู้จัดการประจำประเทศไทย VMware

กล่าวถึงสมัยก่อนว่า การลอนช์ผลิตภัณฑ์ด้านการใช้งานระบบออกสู่ตลาดจะให้บริการเฉพาะลูกค้ารายนั้นๆ แต่เมื่อเป็น Cloud สามารถกระจายใช้ได้ทั่วโลก ซึ่งภาคธุรกิจทั่วโลกรู้ว่าต้องใช้เทคโนโลยี หลายธุรกิจใช้แล้วแต่บางธุรกิจก็ยังกลัว กังวลที่จะใช้ แต่ในอนาคต องค์กร (Enterprises) จะใช้บริการ Cloud ทั้งหมด 

สำหรับธุรกิจที่ตั้งขึ้นใหม่นั้น แนะนำให้เริ่มทำงานบนระบบ Cloud เพราะใช้งานสะดวก เชื่อมโยงได้ทั่วโลก และยังสามารถ Scale up หรือขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้นตามต้องการได้ นอกจากนี้ยังมีการรักษาความปลอดภัยที่ดี และหากต้องการความปลอดภัยขั้นสูงก็มี Private Cloud ให้เลือกใช้ 

VMware ก็มีการสำรวจบริษัทในเมืองไทยในหลากหลายด้าน อาทิ ประเด็นความท้าทายของการใช้ Cloud คำตอบที่ได้รับ 3 ลำดับแรก ได้แก่

  1. ความปลอดภัย (Security) โดยเฉพาะในด้านข้อมูลส่วนบุคคล การทำธุรกรรม
  2. การบริหารจัดการ (Management)
  3. ค่าใช้จ่าย (Cost)

  • ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย
    ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และบริหารลูกค้า บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด 
องค์กรในไทยที่อยู่มานาน 30-40 ปี เป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแพลตฟอร์มหรือระบบบริหารจัดการองค์กรได้อัตโนมัติหรือทำทั้งหมดได้ในคราวเดียว แต่สามารถวางกลยุทธ์ ทยอยปรับเปลี่ยนได้ ขณะที่หลายองค์กรก็ดำเนินการโดยไม่เกิดคำถามแล้วว่า Digital Transformation คืออะไร ทำเพื่ออะไร
และไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ กลาง หรือเล็ก เทคโนโลยี Cloud, Automation, AI ฯลฯ ก็สามารถนำมาใช้และแทรกซึมได้ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ โดยธนพงษ์เปิดเผยว่า องค์กรส่วนใหญ่ในประเทศไทยลงทุนใน เทคโนโลยีหลัก (Core Technologies) มากกว่า เทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technologies) โดยเทคโนโลยีหลักที่เอเชียและไทยมุ่งลงทุน ได้แก่
  1. Cloud
  2. Big Data & analytics
  3. Mobility
  4. Social Media
  5. Security
  6. e-Commerce
AIS Business Thailand Digital Transformation Readiness technology
Core Technologies & Emerging Technologies

จากภาพด้านบนจะเห็นว่า Cloud เป็นเทคโนโลยีที่องค์กรในประเทศไทยให้ความสำคัญและลงทุนมากที่สุดในปัจจุบัน ส่วน Internet of Things (IoT) เป็นเทคโนโลยีที่องค์กรไทยลงทุนมากที่สุดในกลุ่มเทคโนโลยีเกิดใหม่ ดังนี้

  1. IoT
  2. AI/Cognitive/Robotics
  3. Mixed/VR/AR
  4. Next Gen Interface
  5. Blockchain

ในอนาคต เทคโนโลยีที่เป็นแกนหลักจะใช้ Data กับ AI มากขึ้น และถ้าจะมองในแง่ของเทคโนโลยีเกิดใหม่ องค์กรไทยควรเปลี่ยนมายด์เซ็ต ไม่ควรมอง AI เป็นเรื่องยากหรือเรื่องใหม่ เพราะมีการจุดประเด็นมาตั้งแต่ปี 1960 แล้ว แต่ตอนนั้นต้องใช้เงินเป็นล้านเพื่อการพัฒนา เดี๋ยวนี้ใช้แค่ 35 ดอลลาร์ก็ทำได้แล้ว

ในด้านแรงงาน แต่ก่อนใช้แรงงานคนคาดการณ์สต๊อกสินค้า ซึ่งทำได้คล่องแคล่วด้วยประสบการณ์และการจดจำ จึงไม่มี Knowledge Organization ที่บันทึกไว้เป็น Data ชัดเจน แต่ในปัจจุบันใช้ Data เก็บข้อมูลได้ ระบบสามารถวิเคราะห์ได้เลยว่า มีสต๊อกเท่าไร ต้องเตรียมของเข้าสต๊อกวันไหน

การนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เหมาะกับลักษณะธุรกิจและขนาดของธุรกิจ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านการบริหารจัดการได้ถึง 70-80% และช่วยลดความเสี่ยงได้มาก 

AIS Business The DIGITAL FUTURE 2019
http://business.ais.co.th 

ธนพงษ์ยกตัวอย่างแบรนด์ที่ทั่วโลกรู้จักและนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อก้าวไปกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล อาทิ

  • Toyota ใช้ IoT เข้าไปจับเซนเซอร์ของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หากมอเตอร์สั่นหรือเสื่อม ระบบตรวจจับก็จะส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการลูกค้าอัตโนมัติ 
  • Walmart ค้าปลีกยักษ์ที่ร่วมมือกับไมโครซอฟท์ ค้นหาและวิเคราะห์ Data ด้านการค้าการตลาดเชิงลึก ตลอดจนหาวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม (Disruptive Action) 

“ดิจิทัลจะเข้ามาขับเคลื่อน GDP ประเทศครึ่งหนึ่ง แปลว่า ถ้าองค์กรที่บริหารอยู่หรือทำงานอยู่ ไม่ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปใช้ อีกหน่อยก็จะเป็นไดโนเสาร์ที่หายไป เพราะโลกหมุนไปเร็วมาก ดังนั้น องค์กรต้องสร้าง Learning Organization, Learning Culture สนับสนุนให้บุคลากรเรียนรู้ตลอดเวลา” ธนพงษ์กล่าวปิดท้าย



:: Salika’s Say ::

หากองค์กรนำ ‘Digital Transformation’ ไปใช้ถูกทาง ถูกเวลา จะสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัล (เช่น AI, Robotics, Cloud, Big Data) มาผนึกกำลังกับแรงงานมนุษย์เพื่อให้ได้ชิ้นงานหรือการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ ลดต้นทุนลงได้ และจะส่งผลบวกต่อประเทศอีกทางหนึ่ง นั่นคือช่วยเพิ่ม GDP หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ดังที่ปรากฏในรายงานวิจัย Unlocking the Economic Impact of Digital Transformation in Asia Pacific study ซึ่งจัดทำโดย ไมโครซอฟท์ และ ไอดีซี เอเชียแปซิฟิก ว่า Digital Transformation จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ GDP ไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.82 แสนล้านบาท ภายในปี 2564 และจะขับเคลื่อนให้อัตราการเติบโตของ GDP ไทย เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยราวปีละ 0.4%

นับวันเราก็จะผูกติดกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น…มากยิ่งขึ้น… จนยากจะหลีกเลี่ยง ที่ใกล้ตัวก็เช่น การจองที่พักและตั๋วเครื่องบินผ่านเว็บไซต์, ชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน e-Wallet หรือ QR Code, โอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์, สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายจ่ายคล่อง จนบางครั้งก็ไม่ทันสังเกตเงินคงเหลือในบัญชี 

จากไลฟ์สไตล์ข้างต้น หากองค์กรไม่ปรับตัวและไม่มีพันธมิตรในสมรภูมิดิจิทัล เพราะการทำสิ่งเดิม ณ วันนี้ก็ยังขับเคลื่อนทุกสิ่งไปได้ บอกได้เลยว่า องค์กรนั้นตั้งอยู่บนความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมคนส่วนใหญ่จะไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบยุคอนาล็อกและเม็ดเงินที่ใช้จ่ายก็ไม่ได้ไหลในทิศทางเดิมอีกแล้ว

สรุปแล้ว ยิ่งชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไปจากเดิมมากเท่าไร ‘Digital Transformation’ ก็ยิ่งจำเป็นสำหรับภาครัฐและภาคเอกชนมากขึ้นเท่านั้น

สนใจเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ อ่านเพิ่มได้จากบทความเหล่านี้

Say Hi! Digital Thailand Big Bang 2018 ไปทักทายเทคโนโลยีดิจิทัลที่(จะ)เข้ามาพลิกโฉมประเทศกัน

อนาคต ‘ตลาดปลาทะเล’ เปลี่ยนอีกแน่ เพราะความก้าวหน้าและผันแปรของเศรษฐกิจดิจิทัล

ก้าวสู่ยุค ‘ประชาชนดิจิทัล’ คล่องตัวอย่างไรดูได้จากประเทศที่เป็น Digital Country