‘ระบบนิเวศทางการศึกษา’ ในยุคที่โลกแวดล้อมเปลี่ยนไป ส่งสัญญาณชัดว่า การศึกษาต้องปรับตัวไปกับโลกดิจิทัล สอดรับกับการพัฒนาและพลังขับเคลื่อนใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ในยุคสมัยที่สังคมได้เชื่อมเข้ากับเทคโนโลยีที่มากด้วยพลังและประสิทธิภาพ บนฐานของความซับซ้อน ความเร็ว และศักยภาพที่ล้นเหลือ!


เพื่อตอบสนองคุณภาพชีวิต การศึกษา และเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ต่างไปจากโลกใบเก่า! ‘การศึกษาในยุคดิจิทัล’ จึงมีระบบ-กติกาของมันเองที่เราต้องเรียนรู้ เพื่อมุ่งจัดปรับบทบาทหน้าที่และกฎกติกาในการบริหารจัดการการศึกษา ให้สอดรับราบรื่นกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น! ตั้งแต่บทบาทการนำของครูที่ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็น ‘โค้ช’ เป็น ‘ที่ปรึกษา’ ผู้กระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียนได้

อีกฟากของเทคโนโลยีระดับโลก อัลกอริทึมมหัศจรรย์ของ ‘กูเกิล’ ที่สามารถประมวลคำตอบให้ทุกคำถามที่มีคนถามได้อย่างน่าทึ่ง จนถึงการจัดระบบระเบียบบริหารจัดการในระบบการศึกษาที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนายุคดิจิทัล ส่งผลให้…

การเรียนการสอนแบบเดิมที่พึ่งพาครู
และตำรายุคก่อนสืบทอดกันมา
กำลังถูกเบียดขับด้วย
พลังการเรียนรู้ผ่านโลกออนไลน์
ที่มี ‘กูเกิล’ เป็นเสมือนเทพยุคใหม่


ระบบใน ‘ยุคเก่า’ กับ ‘ยุคดิจิทัล’ สร้างความก้าวหน้าแตกต่างกันอย่างไร?

สอดคล้องกับบทความที่เคยเขียน ผู้รู้…มีอยู่มากมาย ทำไมทั้งโลกเปลี่ยนไป แต่การศึกษาไทยไม่เปลี่ยนแปลง? หากพิจารณาการบริหารจัดการตลอดแนวราบของระบบอำนาจปัจจุบัน จะพบว่าเป็นแบบ ‘ท่ออำนาจบังคับบัญชาและสั่งการ’ โดยการศึกษายุคเก่าเป็นระบบพึ่งพากฎกระทรวงและราชการ ดำเนินการผ่านคำสั่งและระเบียบปฏิบัติที่เทอะทะล้าหลัง ทำให้ต้องจัดการการศึกษาตามความต้องการของ ‘อำนาจและต้นทุนที่มีในสถาบัน’ กับต้องสร้างความอยู่รอดให้แก่สถาบันไปในคราวเดียวกัน! 

สถาบันการศึกษาไทยจึงต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

ขณะที่ยุคดิจิทัลพัฒนาความก้าวหน้าไปด้วย ‘กลไกการเคลื่อนไหวแบบแพลตฟอร์ม’ ซึ่งประสานรวมทั้งเทคโนโลยีไอที การสื่อสาร และการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ ในการขับเคลื่อนและพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งยังปลอดจากการแบ่งชนชั้นและความเหลื่อมล้ำทั้งหลาย จึงเป็นปฐมบทของความเปลี่ยนแปลงที่ใครๆ ก็สัมผัสจับต้องได้!

สำหรับระบบการศึกษาในโลกแวดล้อมที่กำลังพัฒนาไปในทิศทางตรงข้ามกับระบบการศึกษาไทยซึ่งมีอำนาจกำกับอยู่! หากจะเปลี่ยนทิศทางให้ระบบการศึกษาไทยพัฒนาไปในทางเดียวกันกับโลกและไม่อยู่ภายใต้อำนาจกำกับ ทำได้ก็ต่อเมื่อ โลกแห่งการศึกษา การเรียนรู้ยุคใหม่ พาคนไทยก้าวข้ามกรอบคิดของการศึกษาแบบเดิมๆ ที่เป็นมรดกความคิดของศตวรรษที่ผ่านมา! ด้วยการผสานพลังสร้างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ตอบสนองการเรียนรู้ซึ่งเชื่อมสร้างเศรษฐกิจไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผ่านการประสานโลกทางกายภาพ ชีวภาพ เข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัล! 

ในภาคปฏิบัติก็คือ นำการสื่อสาร การเชื่อมต่อ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ การสร้างข้อมูลบิ๊กดาต้า และระบบสามมิติ มาใช้ร่วมกับการใช้งานหุ่นยนต์ แขนกล อินเทอร์เน็ตออฟธิงก์ ฯลฯ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดทางกายภาพไปสู่การเรียนรู้ในโลกเสมือนจริง รวมถึงช่วยให้ผู้คนเรียนรู้ได้แบบไร้พรมแดน เรียนรู้ได้ตามที่ต้องการรู้ ทุกเวลา และทุกสถานที่!

ขณะที่โจทย์ด้านการศึกษาและการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันการศึกษาไทยยังย่ำวนอยู่กับที่ เสมือนหลงอยู่ในปลายศตวรรษที่ 19 ยังไงยังงั้น! คือยังวนเวียนว่าด้วยระเบียบพัสดุ การจัดซื้อจัดจ้าง สาละวนกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมากมาย โดยใช้ระบบท่ออำนาจปิดกั้นความก้าวหน้าใหม่ไม่ให้มีอิสระ บ้างก็ทำมาหากินกับวาทกรรมใหม่ๆ อย่างขาดความรับผิดชอบ ฯลฯ ปล่อยให้การผลิตบัณฑิตตกงานค้างอยู่เกือบครึ่งล้าน!

นี่คือโรคร้ายและรอยโรคเรื้อรังของระบบการศึกษาไทยที่ลงไปไม่ถึง ‘มูลฐานปัญหา’ ต้องวิ่งวนรำมวยสร้างวาทกรรมอำพราง เอาตัวรอดไปวันๆ อย่างน่าวิตกไม่น้อยทีเดียว!

โลกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด การศึกษาจึงต้องเปลี่ยน! ด้วยการผนึกผสานเข้ากับเศรษฐกิจ สังคม ความก้าวหน้าของการพัฒนาโดยรวม รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตในโลกแวดล้อมใหม่! โดยต้องมีการออกแบบจัดวางวิธีการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบสนองคลื่นความเปลี่ยนแปลงทั้งระบบให้ชัด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!


ทำไมและทำอย่างไรให้การผลิตบุคลากรสอดรับกับ 10 S-Curve?

การผลิตบุคลากรจากด้านของความต้องการ (demand) ต้องได้รับการพิจารณาควบคู่ไปกับการจัดการประกันคุณภาพการเรียนการสอนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยในทุกภูมิภาคก็ต้องผลิตผู้นำและมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงสนับสนุนให้ผู้เรียนสร้างการเรียนรู้ด้วยตัวเองให้เท่าทันความคิดในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมวิชาการ-บริการวิชาการที่มุ่งลดต้นทุนธุรกรรมทางการศึกษา ไม่สร้างภาระให้ผู้เรียนและประเทศชาติมากไปกว่าเดิม!

การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของรัฐบาล จึงเป็นทิศทางสำคัญในการปรับสร้างความก้าวหน้าใหม่ โดยมีพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนหลัก บนเส้นทางของความเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการศึกษา-การบริหารการศึกษาหลายบทเรียนที่มีความก้าวหน้าเชิงประสบการณ์จากทุกมุมโลกมาปรับใช้ นี่เอง…เรื่องที่นำมาพูดถึงกันมากในวันนี้! 

10 s-curve
10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต

สำหรับ ’10 S-Curve’ New Engine of Growth (หรือ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต) ที่ภาครัฐหมายมั่นปั้นมือ วางมาตรการผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น แยกได้เป็น 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) และ 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) โดยเป็นการนำ อุตสาหกรรมเดิม มาพัฒนาต่อยอดเป็น อุตสาหกรรมใหม่ นั่นเอง 

ทั้งนี้ 10 อุตสาหกรรมดังกล่าวมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี คุณภาพชีวิต และเป็นเข็มทิศที่ชี้อนาคตของประเทศ ดังนั้น แต่ละอุตสาหกรรมจึงมีมาตรการสนับสนุนที่แตกต่างกันไป แต่การจะทำให้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายมีความแข็งแกร่ง ยืดหยัดแข่งขันได้ในตลาดโลก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำ ‘องค์ความรู้’ และ ‘การศึกษา’ มาจัดปรับ วางรากฐานใหม่ให้เหมาะสมกับ ‘ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล’ ซึ่งต้องมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาด้วย

s-curve industries
อ่านมาตรการสนับสนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างละเอียดได้ที่ http://www.oie.go.th/sites/default/files/attachments/publications/newengineofgrowth.pdf

ปัญหาคือ ทำอย่างไรให้บทเรียนแห่งความก้าวหน้าและความสำเร็จนั้นๆ เกิดขึ้นจริงกับการศึกษาไทย?

ผู้เขียนมี ‘4 ข้อเสนอหลักที่ควรพิจารณาและจัดปรับอย่างจริงจัง’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาการศึกษา พัฒนาบุคลากรไทยให้เกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และตอบโจทย์โลกใบใหม่ได้จริง ดังนี้

1) จัดปรับการศึกษาให้เข้าสู่การผลิตที่ ‘ตอบสนองความต้องการ’ (demand driven) 

2) เชื่อมการเรียนการสอนกับระบบงานและการผลิต ทั้งในภาคการผลิตและบริการอย่างจริงจัง ดังที่ในอดีตเรียกว่า โรงเรียน-โรงงาน หรือการสร้างความร่วมมือกันในภาคปฏิบัติเพื่อพัฒนาการศึกษา ให้ผู้เรียนได้รู้มากกว่าทฤษฎี

3) ปรับบทบาทครูและสถานศึกษาให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษายุคดิจิทัล พร้อมกับสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนขึ้นใหม่ รื้อระบบ-ระเบียบการสร้างห้องเรียนที่ใช้สูตรกว้างคูณยาว ตามที่กระทรวงฯ บังคับใช้ในการสร้างอาคารสถานศึกษาออกไป

4) จัดทำระบบประกันคุณภาพการศึกษาดิจิทัลในรูปของแพลตฟอร์ม ไม่สั่งการโดยใช้อำนาจแบบท่อ อย่างที่มีการจัดการเรียนการสอนในยุคสมัยเดิม

เหล่านี้คือ ปฐมบทสำคัญ ที่ต้องพิจารณากันจริงจัง เพื่อปรับสร้างการศึกษาให้ก้าวออกจากโลกใบเก่า…ที่อึดอัดอับจนทางความคิด!!!


เรื่อง : Apichatology

 

 

 


ทำความเข้าใจปัญหาเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยและหนทางในการแก้ปัญหา อ่านเพิ่มได้ในบทความด้านล่างนี้

ผู้รู้…มีอยู่มากมาย ทำไมทั้งโลกเปลี่ยนไป แต่การศึกษาไทยไม่เปลี่ยนแปลง?

เหตุใด การศึกษาไทย จึงไม่ไปไหนเสียที ? คำถามที่ต้องร่วมกันหาทางออก