2-3 ปีที่ผ่านมา พื้นที่จีนตอนในทางภาคตะวันตกมีการพัฒนาระบบขนส่งให้สะดวกขึ้นมาก ส่งผลให้ตลาดการค้าขยายตัวลงมาทางตอนใต้ โดยผ่านทาง กว่างซี (广西) เนื่องจากเป็นมณฑลเดียวของภาคตะวันตกที่มีทางออกสู่ทะเล ตรงบริเวณที่เรียกว่า อ่าวเป่ยปู้ (北部湾) หรือที่คนไทยเรียกว่า อ่าวตังเกี๋ย
‘กว่างซี’ สำคัญอย่างไรในกรอบยุทธศาสตร์โลจิสติกส์จีน
จีนวางยุทธศาสตร์เส้นทางคมนาคมขนส่งไว้มากมายหลายระดับ โดยเส้นทางที่คนทั่วโลกรู้จักคือ เส้นทางสายไหมใหม่ (BRI : Belt and Road Initiative) เพราะเป็นโครงการยักษ์ที่จีนมุ่งเชื่อมหลายภูมิภาคเรียกได้ว่า เชื่อมโลกเข้าด้วยกันทั้งเส้นทางทางบกและทางทะเล
หากพิจารณาจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งในประเด็นที่คล้ายคลึงกันคือ ขนส่งสินค้าได้ทั้งทางบก ทางทะเล ‘เส้นทางมุ่งลงใต้’ (STC : The Southern Transport Corridor) เป็นเส้นทางที่น่าสนใจเพราะเชื่อม จีนฝั่งตะวันตก กับ สิงคโปร์ และประเทศอาเซียน โดยจีนวางหมากไว้ให้ กว่างซี หรือ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งมีชายแดนติดกับเวียดนาม เป็นฮับด้านการขนส่งและโลจิสติกส์
กว่างซีจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนา ระบบงานขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) โดยเฉพาะโมเดลการขนส่งระหว่าง ‘เรือกับรถไฟ’ เพื่ออำนวยความสะดวกให้งานด้านโลจิสติกส์ทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะขนส่งสินค้าจากจีนไปยังสิงคโปร์หรือจากสิงคโปร์ไปจีน ทั้งยังช่วยให้ตลาดการค้าข้ามพรมแดนมีเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

โมเดลที่ว่านั้น จากไหนไปไหน ขนสินค้าประเภทใด?
เนื่องจากความต้องการบริโภคสินค้าในจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จีนจึงให้ความสำคัญกับ ขบวนรถไฟตู้สินค้าเย็น (Reefer Container) เพื่อการขนส่งผลไม้ อาหารทะเล และเนื้อสัตว์แช่แข็งจากต่างประเทศ ผ่านทาง 2 เส้นทาง
- ทางทะเล มีท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้ โดยเฉพาะท่าเรือชินโจวและท่าเรือฝางเฉิงก่าง เป็นตัวเชื่อมระบบงานขนส่งระหว่างเรือกับรถไฟ (และรถบรรทุก) โดยบริเวณพื้นที่ใกล้ท่าเรือ 2 แห่ง มีลานสินค้าและสถานีรถไฟสำหรับขนส่งตู้สินค้าไปทั่วประเทศจีน
- ทางบก มีอำเภอระดับเมืองผิงเสียงและอำเภอระดับเมืองตงซิง เป็นประตูเชื่อมจีนกับอาเซียน (ติดชายแดนเวียดนาม) โดดเด่นด้านระบบงานขนส่งทางบก โดยเฉพาะเมืองผิงเสียงที่ปัจจุบันมีสถานีรถไฟเชื่อมอาเซียนเพียงแห่งเดียวในจีน

ตัวอย่างขบวนรถไฟในจีน แหล่งที่มาของสินค้า และระยะเวลาที่ใช้
- ขบวนรถไฟที่ 86704 เที่ยวปฐมฤกษ์ของเส้นทางลงใต้ ให้บริการเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561 โดยบรรทุกผลไม้ อาหารทะเลแช่แข็ง สินค้าเกษตรจากอาเซียนและพื้นที่รอบอ่าวเป่ยปู้ จำนวน 19 โบกี้ โดยเคลื่อนขบวนออกจาก สถานีรถไฟหนานหนิงใต้ ไปยัง นครหลานโจว รวมระยะทาง 2,759 กิโลเมตร ใช้เวลาขนส่งเพียง 4 วัน (ลดการใช้เวลาลงครึ่งหนึ่ง)
- ขบวนรถไฟที่ 79746 ให้บริการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2561 บรรทุกอาหารทะเลแช่แข็งและผลไม้จากอาเซียน และเนื้อวัวจากออสเตรเลีย รวม 25 โบกี้ ออกเดินทางจาก สถานีฝางเฉิงก่าง ไปยัง สถานีถวนเจี๋ยชุน นครฉงชิ่ง รวมระยะทาง 1,400 กิโลเมตร ใช้เวลาขนส่ง 2 วัน (ประหยัดเวลาได้ 4 วัน จากเดิมที่ใช้รถไฟขนสินค้าทั่วไป)

ปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าในเส้นทางมุ่งลงใต้แล้ว 8 เส้นทาง ระหว่าง ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ กับ นครฉงชิ่ง มณฑลกานซู่ มณฑลกุ้ยโจว มณฑลเสฉวน มณฑลยูนนาน ส่วนเส้นทางทางเรือขนส่ง จาก ท่าเรืออ่าวเป่ยปู่ ไปยัง ท่าเรือฮ่องกง และ สิงคโปร์ ไทยสามารถร่วมขบวนขนส่งสินค้าไปเจาะตลาดฝั่งตะวันตกและภาคกลางตอนล่างของจีนได้ หรือจะขนส่งไปยังเอเชียกลางและยุโรปก็ทำได้เช่นกัน เนื่องจากมีเรือขนสินค้า SICT (SITC Container Lines (Thailand) Co., Ltd.) และ PIL (Pacific International Lines Pte Ltd.) ให้บริการระหว่าง ท่าเรือชินโจว กับ ท่าเรือแหลมฉบัง และ ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งมีระยะทางสั้นกว่า สะดวกรวดเร็วกว่า และมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการขนส่งตามเส้นทางเดิม
ยุทธศาสตร์เส้นทางมุ่งลงใต้ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะจีนวางแผนจะขยายขอบเขตไปยังเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ไทยร่วมใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต










