ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่า ที่คิดจะพักสมองจากการงานหนักอึ้ง หรือมีเวลาว่างเมื่อไร แอปพลิเคชันแรกๆ ที่จะเลือกกดบนสมาร์ทดีไวซ์ คือ เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ถ้าใช่ นี่แสดงว่าคุณปวารณาตัวเป็นแฟน Netflix ไปเสียแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา ด้วยความนิยมที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ Netflix เป็นผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิงสำหรับดูหนัง ดูซีรีส์ออนไลน์ ขึ้นแท่นบริษัทสื่อที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในช่วงสั้นๆ แซงหน้า “ดิสนีย์” และ “คอมคาสต์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมระดับโลกไปแบบสวยๆ 


ตอกย้ำความสำเร็จ ปรากฏการณ์ Netflix ครองใจผู้ชมยุคดิจิทัล

จากข้อมูลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา รายงานว่า หุ้นของ Netflix ดีดตัวขึ้น ขณะที่หุ้น Disney และ Comcast กลับตกลง เป็นผลให้ Netflix มีมูลค่าตลาดรวม 153,100 ล้านดอลลาร์ แต่ Disney มีมูลค่าตลาดลดลงเหลือ 152,000 ล้านดอลลาร์

หรือถ้าจะเทียบกับ Comcast ยักษ์ใหญ่ในวงการบรอดคาสต์ของสหรัฐอเมริกา Netflix ก็สร้างมูลค่าตลาดแซงไปเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อวันพุธที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา Comcast มีมูลค่าตลาด 145,500 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ดังนั้น หากจะกล่าวว่า Netflix กำลังพุ่งทะยานบนเส้นทางไปสู่ “บริษัทสื่อที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก” ก็ไม่น่าจะผิดจากความจริงนัก

ปัจจุบัน Netflix เป็นบริการที่มีฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นหลายล้านราย โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีมานี้ ซึ่งถ้าอ้างอิงจากข้อมูลการคาดการณ์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่รายงานว่า Netflix สตรีมมิงออนไลน์ระดับโลกสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ถึง 7.4 ล้านราย ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการบันเทิงดิจิทัลโลก เพราะมีผลสร้างความเชื่อมั่นให้กับวงการสตรีมมิงออนไลน์โลก ดึงดูดนักลงทุนให้ตัดสินใจลงทุนในธุรกิจวิดีโอสตรีมมิงทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

และเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Netflix เป็นนัมเบอร์วันในใจผู้ชม คือ การที่บริษัทตัดสินใจลงทุนสร้างภาพยนตร์ของตัวเองทำให้ฐานสมาชิก Netflix เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด การันตีได้ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์ชุดอย่าง “Stranger Things”, “Orange is the New Black”, “The Crown” และ “13 Reasons Why” ที่สามารถดึงผู้ใช้ทั่วโลกให้เสียเงินชมวิดีโอออนไลน์ ซึ่ง Netflix ก็อาศัยจังหวะนี้เอง ขึ้นราคาค่าสมาชิก Netflix และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์ การขึ้นราคาในครั้งนั้นก็ไม่ได้มีผลทำให้ยอดการสมัครลดลงแต่อย่างใด

ส่วนข่าวการขยายธุรกิจเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจวิดีโอสตรีมมิงของคู่แข่งในแวดวงสื่อบันเทิงระดับโลกอย่าง Disney ก็ไม่ได้ทำให้กิจการของ Netflix สั่นคลอน เห็นได้ชัดจากกรณีที่ Disney เจ้าพ่อคอนเทนต์รายใหญ่จากอเมริกันประกาศแผนเปิดตัวบริการเครือข่ายสตรีมมิงของตัวเอง ข่าวนี้ก็แทบจะไม่มีผลอะไรต่อคอนเทนต์ที่ Netflix นำเสนอเลย แม้ว่าทาง Disney จะกระหยิ่มใจว่า ตนมีคอนเทนต์ยอดนิยมในใจผู้ชมตลอดกาลอย่าง Star Wars และ ซูเปอร์ฮีโร่ Marvel เพราะหากวิเคราะห์ในทางปฏิบัติแล้ว Netflix ชนะใจแฟนๆ ได้ เพราะความแปลกใหม่ในตัวคอนเทนต์ที่ทาง Netflix นำเสนอไปแล้ว


ได้เวลาหลีกทางให้ ‘เน็ตฟลิกซ์ เอเชีย’ ความบันเทิงใหม่ เชื่อมโลก

ล่าสุด Netflix ประกาศเจตนารมณ์บุกตลาดเอเชีย ด้วยเมนู ‘Netflix Asia’ (เน็ตฟลิกซ์ เอเชีย) เพื่อมอบประสบการณ์บันเทิงผ่านคอนเทนต์เอเชียหลากหลายแนว ซึ่งจะทำให้ปีหน้าชาวสาวก Netflix จะยิ่งติดจอ และหลง Netflix กันแบบหัวปักหัวปำมากขึ้น และคาดว่าจะกลายเป็นกระแสคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมระดับโลก

โดย Netflix ใช้โอกาสของงาน “See What’s Next : Asia” ที่จัดขึ้น ณ สิงคโปร์ เปิดตัวคอนเทนต์ใหม่ๆ จากผู้ผลิตคอนเทนต์ฝั่งเอเชีย โดยงานนี้ รีด เฮสติงส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Netflix เดินทางมาด้วยตัวเอง พร้อมกับ เท็ด ซาเรนดอส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคอนเทนต์ของ Netflix และทัพนักแสดง ทีมงานผู้ผลิต ผู้สร้างซีรีส์ ภาพยนตร์ ที่พร้อมใจมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

ผลงานใหม่ในโปรเจกต์ ‘เน็ตฟลิกซ์ เอเชีย’ นั้น ครบครันทั้งงานสร้างของผู้สร้างจากญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย เกาหลีใต้ และที่น่ายินดี คือ มีผลงานจากผู้สร้างสัญชาติไทยเข้าไปอยู่ในการเปิดตัวนี้ถึง 2 เรื่อง ซึ่งในจำนวนนี้ มีทั้งที่เปิดให้ชมได้แล้วบน Netflix และที่อยู่ในระหว่างถ่ายทำ ตัดต่อ และจะสามารถเข้าชมได้ในอีกไม่นานเกินรอ

ไฮไลต์ของผลงานจากผู้สร้างเอเชียที่ขอแนะนำให้ผู้ชมตั้งตารอ คือ ซีรีส์จากแดนกิมจิ เรื่อง Kingdom (ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด) ซีซั่นแรก ที่ได้นักแสดงคุณภาพ อย่าง จูจีฮุน เรียวซึงยอง คิมอึนฮี และคิมซองฮุน และผลงานวาไรตี้โชว์ Busted! (จับให้ได้ ไล่ให้ทัน!) ซึ่งผู้กำกับโชว์นี้ได้มาบอกเล่าสีสันของซีซั่น 2 ที่จะออกสู่สายตาผู้ชมในเร็ววัน ให้ผู้เข้าร่วมงานฟังอย่างสนุกสนาน

เรื่องใดของไทยที่จะได้ฉายบน Netflix Asia?

ส่วนผลงานของประเทศไทยที่ต้องขอกำลังใจจากแฟนๆ Netflix ชาวไทย ให้ไปช่วยติดตามชมกันให้อุ่นหนาฝาคั่ง คือเรื่อง ‘เคว้ง (The Stranded)’ ซึ่งเป็นเรื่องราวของ คราม ชายหนุ่มวัย 18 ปี ผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติสึนามิ พร้อมกับเพื่อนนักเรียนอีก 36 คน ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวบนเกาะมากมาย โดยผลงานนี้ โสภณ ศักดาพิศิษฎ์ กำกับการแสดง และ เอกชัย เอื้อครองธรรม เป็นผู้อำนวยการสร้าง

อีกเรื่องที่น่าชมไม่แพ้กัน คือ เรื่อง ‘อุบัติกาฬ (Shimmer)’ ซีรีส์ดราม่าบอกเล่าเรื่องราวของวัยรุ่น 5 คน ที่ถูกผีจากอดีตของตัวเองตามหลอกหลอน โดยผลงานสยองขวัญสั่นประสาทนี้กำกับโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และสิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับชื่อดังที่ฝากฝีมือไว้ในภาพยนตร์สยองขวัญในตำนานมากมาย เช่น เปนชู้กับผี และ Last Summer

และที่พลาดไม่ได้ คือ หนังจากแดนอาทิตย์อุทัยเรื่อง ‘Cagaster of an Insect Cage’ ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะเนื้อหาน่าตื่นเต้น ดำเนินเรื่องด้วยหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายหลังเหตุการณ์หลังวันโลกาวินาศ ซึ่งมีโรคประหลาดอุบัติขึ้น ทำให้คนกลายเป็นแมลงยักษ์ที่ร้ายกาจ น่ากลัว ผลงานชิ้นนี้กำกับโดย โคอิชิ ชิการะ ผู้อยู่เบื้องหลังความสนุกของ Last Exile และ Full Metal Panic!

นอกเหนือจากผลงานสุดยอดที่กล่าวมานี้ ยังมีภาพยนตร์และซีรีส์น่าติดตามจากประเทศฟิลิปปินส์ ไต้หวัน อินเดีย ซึ่งการเปิดตัวของคอนเทนต์เอเชียนี้ เพื่อตอกย้ำว่า

เอเชีย…จะเป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ และเป็นแหล่งผลิตภาพยนตร์เรื่องสำคัญของโลก ในอีกไม่ช้าไม่นานแน่นอน


อ้างอิง

หลากหลายรูปแบบ เสพสื่อบันเทิง ยุคดิจิทัล คลิกอ่านต่อเลย

อยากเห็น Studio ของศิลปินระดับโลก ไม่มีภาพถ่าย แต่ดูได้จาก 5 ภาพวาดนี้

หนังดี ที่นักการศึกษาต้องดู ‘Waiting for Superman’