ในมุมมองของนักท่องเที่ยวทุกชาติ ทุกภาษา เชื่อว่า ‘สตรีทฟู้ดไทย’ (Thai Street Food) หรือ อาหารริมทางของประเทศไทย มีชื่อเสียงไม่แพ้ชาติใดในโลก และเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนประเทศไทย ต้องมาลิ้มลองสตรีทฟู้ดไทยสักครั้ง เพราะอาหารริมทางบ้านเราขึ้นชื่อในเรื่องของราคาที่จับต้องได้ ไม่แพง และคุณภาพ รสชาติ รวมถึงความสะอาด ก็ยังอยู่ในระดับที่พึงพอใจด้วย

ยิ่งในเมืองหลวงอย่าง กรุงเทพมหานคร ด้วยแล้ว ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็น สวรรค์ของ ‘สตรีทฟู้ด’ (Street Food) แห่งหนึ่งของโลก การันตีได้ด้วยชื่อเสียงของร้านอาหารริมทางหลายร้านที่ได้รับการกล่าวขวัญ จนกระทั่งขึ้นแท่นเป็นร้านอาหารยอดนิยมในใจต่างชาติ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ‘ร้านเจ้ไฝ’ สตรีทฟู้ดเจ้าแรกของประเทศไทย ที่เมื่อปีที่แล้วได้รับคัดเลือกและได้รับ 1 ดาวจาก มิชลินสตาร์ รางวัลที่มอบให้สตรีทฟู้ดทั่วโลก

ด้วยศักยภาพที่กล่าวมา จึงถึงเวลาแล้วที่จะใช้โอกาสนี้เดินหน้าผลักดันให้สตรีทฟู้ดไทย โกอินเตอร์ไปสร้างชื่อในฐานะ สตรีทฟู้ดโลก ลำดับต้นๆ ที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ตอนนี้เราจึงอยากจะชวนมามองอดีตอาหารริมทางในไทย ส่องศักยภาพปัจจุบัน และแนวทางส่งเสริมสตรีทฟู้ดไทยให้โกอินเตอร์กัน ผ่านบทความชิ้นนี้


ใช้ ‘สตรีทฟู้ดไทย’ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้โตไม่หยุด

สตรีทฟู้ดไทย ไม่เพียงได้รับการยอมรับในหมู่นักท่องเที่ยวทุกชาติทุกภาษาอย่างที่เกริ่นมาเท่านั้น ทว่า ในแวดวงสื่อระดับโลก อาหารริมทางของไทยยังสร้างชื่อ โดยเมื่อปี 2559 กระแสความนิยมสตรีทฟู้ดของไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วโลก ได้ส่งให้เมืองหลวงของไทย กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดอันดับจาก สำนักข่าว CNN ให้เป็นสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุด อันดับ 23 ของโลก

โดยจากการสำรวจของ CNN เพื่อจัดอันดับในครั้งนั้น นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนเมืองไทย ต่างกล่าวตรงกันว่า สตรีทฟู้ดไทย มีดีตรงที่รสชาติอร่อย มีอาหารให้เลือกหลากหลาย และนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงสตรีทฟู้ดได้ไม่ยากเลย เพราะมีขายอยู่ทั่วไป ทุกตรอกซอกซอย และแทบจะหากินได้เกือบ 24 ชั่วโมง ด้วยราคาที่ย่อมเยา

ส่วนย่านที่ขึ้นชื่อในกรุงเทพฯ และได้รับการยอมรับว่า มีอาหารริมทางที่มีรสชาติดีที่สุด คือ ‘ย่านเยาวราช’ หรือ ไชน่าทาวน์ รองลงมาก็เป็น ‘ย่านถนนข้าวสาร’ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยวทุกชาติ ‘ย่านสีลม’ แหล่งรวมสตรีทฟู้ดใจกลางกรุง และ ‘ย่านตลาดโต้รุ่งโชคชัยสี่’ อีกหนึ่งย่านที่มีอาหารริมทางให้เลือกชิมอย่างหลากหลาย

นอกจากนั้น จากการสำรวจของ Euromonitor International บริษัทผู้วิจัยตลาดอาหารโลก ก็ได้เผยผลการประเมินว่าเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา เหล่าผู้ประกอบการธุรกิจสตรีทฟู้ดในไทยสามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 271,355 ล้านบาท ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารริมทาง เครือข่ายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ที่มีสัดส่วนการตลาดอยู่ร้อยละ 13 ของร้านอาหารริมทางทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยขยายตัวร้อยละ 4.7 ต่อปี

ด้วยเหตุนี้ สตรีทฟู้ดไทย จึงไม่เพียงแต่เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว และทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่มีสีสันและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างรายได้ไม่น้อยให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย


บทบาทของภาครัฐในการส่งเสริม สตรีทฟู้ดไทย ให้เป็นไฮไลต์โดนใจนักท่องเที่ยว

สำหรับบทบาทของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมสตรีทฟู้ดของไทย เห็นได้จาก ข่าวเมื่อปีที่แล้ว ที่มีนโยบายออกมาจากทางกรุงเทพมหานครว่า จะเดินหน้าจัดระเบียบและยกระดับสตรีทฟู้ดให้ได้มาตรฐานทั้งความสะอาด ความปลอดภัย และไม่ให้รุกล้ำทางเท้าจนเป็นอุปสรรคต่อประชาชนที่สัญจรอย่างที่เคยเป็นมา

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

โดย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงแนวทางการจัดระเบียบร้านอาหารริมทางของ กทม. ที่ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย ว่า

“ได้กำหนดพื้นที่จำหน่าย สตรีทฟู้ด ตามนโยบายการจัดระเบียบ เพื่อให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ใช้รถและทางเท้า สามารถสัญจรได้สะดวก ปลอดภัย บนพื้นฐานแห่งสิทธิและความเท่าเทียม เกิดความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้บริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนกระตุ้นให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค”

ซึ่งจนถึงตอนนี้ กทม. ได้เดินหน้าออกใบรับรองคุณภาพให้ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจำหน่ายสิ่งของในบริเวณถนนเยาวราช และถนนข้าวสาร เพื่อรับรองว่าร้านค้าดังกล่าวได้ผ่านการตรวจประเมินและรับรองคุณภาพ มีความสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน พร้อมกันนั้นยังมีกฎห้ามไม่ให้บุคคลต่างด้าวทำการค้าริมทาง โดยกำหนดว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายด้วย

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ “มิชลิน ไกด์” จัดทำคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก เพื่อออกคู่มือ มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ และจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ เป็นที่ 6 ในเอเชีย และลำดับที่ 29 ของโลกที่มีการสำรวจและจัดทำคู่มือโดยมิชลิน แบรนด์ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 118 ปี โดยเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ ททท. ดำเนินโครงการร่วมกับมิชลินเป็นระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) ด้วยงบประมาณรวม 143.5 ล้านบาท

ร้านเจ้ไฝ ประตูผี ร้านสตรีทฟู้ดไทยร้านแรกที่ได้รับดาวจากการประเมินของมิชลิน สตาร์

โดยหลักเกณฑ์ที่ผู้ตรวจสอบของมิชลินใช้ในการประเมินคุณภาพร้านอาหารมี 5 ประการ คือ

  • คุณภาพสินค้า
  • การจัดเตรียมและรสชาติ
  • ลักษณะเฉพาะตัวของเชฟที่สื่อผ่านอาหารที่ปรุง
  • ความคุ้มค่าสมราคา
  • ความเสมอต้นเสมอปลายของคุณภาพและรสชาติอาหาร

ซึ่งมิชลิน ไกด์ จะเน้นเรื่องการคงคุณภาพวัตถุดิบของร้านที่ได้รับเลือก แต่ที่ผ่านมามีร้านที่ไม่สามารถรักษามาตรฐานที่กำหนดไว้ได้ จึงถูกถอดออกจากโครงการนี้ไปไม่น้อย


ถอดรหัสความหลากหลายของ สตรีทฟู้ดไทย สะท้อนวัฒนธรรมการกินของไทยอันอุดมสมบูรณ์

ในแง่ของวัฒนธรรม สตรีทฟู้ดไทยยังเป็นตัวแทนสะท้อนวัฒนธรรมการกินแบบไทยๆ ที่ชัดเจนที่สุด ตั้งแต่ความสะดวกสบายในการเสาะหาแหล่งอาหารการกิน ที่มีให้เลือกรับประทานได้แทบจะทุกช่วงเวลา

ยิ่งเมื่อวัฒนธรรมการกินของคนไทยหลอมรวมกับวิถีชีวิตสบายๆ ผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีมิตรไมตรี ซึ่งเป็นเสน่ห์ของคนไทยที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหลงใหลมาช้านาน ทำให้สตรีทฟู้ดของไทยเข้าถึงง่าย โดยไร้ข้อจำกัดด้านภาษาที่แตกต่างกัน

ที่สุดแล้ว อัตลักษณ์ที่สร้างชื่อให้สตรีทฟู้ดไทยโด่งดังไปไกลทั่วโลก คือความหลากหลายของเมนูเป็นร้อยเป็นพัน ที่แสดงถึง ‘ความอุดมสมบูรณ์’ ในด้านทรัพยากรอาหารของประเทศ ครัวไทยจึงสามารถรังสรรค์เมนูสตรีทฟู้ดออกมาได้อย่างมีสีสัน ครบเครื่อง ไม่แพ้สตรีทฟู้ดชาติใดในโลกเลย


:: Salika’s Say ::

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า ควรมีการวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมและชูให้สตรีทฟู้ดไทยเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย แต่ก็ควรสนับสนุนภายใต้มาตรการที่เหมาะสม อยู่ในกรอบของความพอดีและพอเพียง และไม่สิ้นเปลืองงบประมาณชาติจนเกินไปนัก (เหมือนอย่างที่เคยผ่านมา)

เพราะในมุมมองของผู้เขียน บอกเลยว่า สตรีทฟู้ดไทยเป็นของดีอยู่แล้ว ดังนั้น การตามกระแส ยึดติดหลักเกณฑ์สากลที่กว่าจะได้มา ต้องเสียงบประมาณชาติไปมหาศาล ไม่ต่างกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ นี่จึงไม่น่าจะใช่ทิศทางที่สตรีทฟู้ดไทยควรเดินตามไป ดังนั้น ขอสรุปง่ายๆ ตามภาษาวัยรุ่นที่ฮิตอยู่ตอนนี้เลยว่า “ของดี ไม่ต้องพูดเยอะ เจ็บคอ”


อ้างอิงข้อมูลจาก :


ร่วมภาคภูมิใจ กับศักยภาพของไทย กันต่อ

‘ความก้าวหน้าใหม่’ ของไทย ท่ามกลางโอกาส ความท้าทาย และกลุ่มที่หมายจะแทรกแซง

จังหวะก้าวใหม่ของไทย ท่ามกลาง ‘3 มิติ’ สำคัญ ในกระแสพลิกผันของโลก