ขณะที่คนเรียนจบสายอาชีพฮอตมากในตลาดแรงงาน แบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple, Google, IBM ก็เปิดรับคนเข้าทำงานโดยไม่แคร์ใบปริญญา บวกกับปรากฏการณ์ Digital Disruption ส่งผลให้สถาบันการศึกษาสายอาชีวะและอุดมศึกษาทั้งไทยและเทศ ต่างก็ต้องพัฒนาและปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเร่งด่วน แต่ปัญหาคือ องค์ความรู้ด้านการสร้างเทคโนโลยีชั้นนำอยู่ในต่างประเทศนี่สิ


เพราะการเติมความรู้และแนวคิดในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ผู้เรียนชาวไทยมีทักษะความสามารถเหมาะกับยุค เรียนจบแล้วมีตำแหน่งงานรองรับชนิดที่ลงตัวทั้งงานและคนทำงาน…ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่จากข่าวในแวดวงการศึกษา ผู้เขียนเห็นว่า แนวทางพัฒนาการศึกษาสายอาชีวะและอุดมศึกษาไทยมีสิ่งที่คล้ายคลึงกันคือ
  • หน่วยงานภาครัฐสร้างความร่วมมือกับเอกชนมากขึ้น
  • ขยายความร่วมมือไปยังองค์กรชั้นนำในระดับโลกเพิ่มขึ้น

ทิศทางการพัฒนาวิชาความรู้สาย ‘อาชีวะ’ และ ‘อุดมศึกษา’

การจะปั้น ‘อาชีวะพันธุ์ใหม่’ และ ‘บัณฑิตพันธุ์ใหม่’ เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ต่างก็ต้องวางแนวทางและเคลื่อนไหวในแนวทางของตัวเอง ซึ่งในสายอาชีวะ สาลิกานำเสนอบทความเพื่อการพัฒนาบุคลากรสายอาชีพและสร้างความเข้าใจไว้หลากหลายแง่มุม อาทิ

ทางฟากอุดมศึกษา มีความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ เมื่อ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จับมือกับ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เชื่อมโยงไปสร้างความร่วมมือข้ามแดนกับ 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge), มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) จัดทำโครงการ ‘How Cambridge Berkeley Stanford do Tech Transfer’ โดยจะนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่รุดหน้าจากต่างประเทศมาให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยหรือตัวแทนจากสถาบันการศึกษาได้เรียนรู้ (Tech Transfer) ผ่านการประชุมสัมมนาเพื่อปฏิวัติระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศไทย ซึ่งจะนำทางไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในอนาคตและช่วยพัฒนาประเทศต่อไปได้ 

นพ.อุดม กระทรวงศึกษา
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 มีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการศึกษาของไทยว่าจะต้อง ‘พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างกัน’ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า หากรอแต่ภาครัฐดำเนินการก็จะพัฒนาการศึกษาในด้านต่างๆ ได้ช้าเกินไป จึงดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยเร่งเครื่อง 

“ปัจจุบัน มีการผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สามารถผลิตสินค้าและให้บริการแก่ผู้บริโภคได้ นำไปสู่การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐและเอกชน เพื่อการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากนักวิจัยของสถาบันอุดมศึกษามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติอย่างแท้จริง”


โลกดิจิทัลในมุมมองของประธาน ทปอ.

ด้วยเล็งเห็นว่าในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นดิจิทัลมากขึ้น จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อภาคการศึกษาไทย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาจึงมีหน้าที่ต้องปรับตัว พัฒนาหลักสูตรการเรียนให้ตอบโจทย์ความต้องการของยุคดิจิทัล

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

“ปัจจุบันสังคมกำลังเผชิญกับการวิวัฒนาการสู่ความเป็นดิจิทัล โดยมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาบทบาทในการใช้ชีวิตของมนุษย์ รวมถึงการประกอบธุรกิจ ซึ่งในยุคดิจิทัลมีนวัตกรรมจำนวนมากเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษา และมีภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือในการต่อยอดการคิดค้นนั้นไปสู่การใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ดยการแบ่งปันองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศและช่วยขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าขึ้น และในปี 2562 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของประเทศไทยในการขับเคลื่อนให้กลไกต่างๆ เห็นความสำคัญของการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภาคการศึกษาในอนาคต”


ทำไมธุรกิจอสังหาฯ จึงมาร่วมผลักดันการศึกษาไทย?

ดร.จอห์น เลสลี่ มิลลาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเชิงกลยุทธ์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เคยทำงานในบริษัทและมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความสำคัญของการดึง 3 มหาวิทยาลัย Cambridge – Berkeley – Stanford มาเชื่อมต่อกับสถาบันการศึกษาของไทย ดังนี้

John Ananda Development
ดร.จอห์น เลสลี่ มิลลาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเชิงกลยุทธ์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

Q : ทำไม อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จึงสนใจที่จะสนับสนุนการศึกษาในประเทศไทย?
A : อาจจะมองว่าอนันดาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำแต่คอนโดจะดีกว่าไหม (หัวเราะ) แต่เราตระหนักว่าสังคมไทยกำลังเจริญรุ่งเรือง เมื่อเราเป็นผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสร้างโซลูชันส์ให้สังคมไทย 
คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ซีอีโออนันดาฯ ก็เห็นความสำคัญจึงสนับสนุนการพัฒนาและร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยมองว่า ‘A better Thailand is better for Ananda. More prosperous Thailand will lead a more prosperous to Ananda.’ เราจึงเข้ามาเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี โดยการที่ผมเคยทำงานใน Cambridge จึงรู้ว่า สถาบันแห่งนี้สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Transfer) ให้แก่ภาคส่วนที่ต้องการได้ จึงเชื่อมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในอังกฤษมายังประเทศไทย

Q : Cambridge – Berkeley – Stanford มีจุดเด่นอย่างไร?
A : ทั้ง 3 แห่งต่างก็มี Knowledge Expertise ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม มี culture ของตัวเอง แม้ในแต่ละคณะก็มี culture ของตัวเอง และเปิดกว้างที่จะแชร์ไอเดีย ถึงจะไม่ได้โดดเด่นด้านเทคโนโลยีขนาด MIT แต่ก็เป็น 3 มหาวิทยาลัยแถวหน้าของโลก ที่สำคัญคือ มหาวิทยาลัยเหล่านี้นำความรู้ไปพัฒนาให้เทคโนโลยีให้เกิดขึ้นจริง มีปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับสังคมในวงกว้าง 
และเป็นคลัสเตอร์การศึกษาด้านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ

Q : มองว่าไทยมีศักยภาพด้านการสร้างหรือใช้งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากน้อยเพียงใด?
A : ผมว่าคนไทยชอบเทคโนโลยีนะ รักเฟซบุ๊กเลยแหละ คือผู้บริโภคชาวไทยก็พร้อมใช้เทคใหม่ๆ เป็น 
Early Adopters ที่เปิดรับเทคโนโลยีและความคิดใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งการที่ผมทำงานกับภาครัฐในต่างประเทศ ได้เห็นนโยบายต่างๆ เมื่อหันมามองว่าไทยก็คิดว่า น่าจะสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่การออกนโยบายพัฒนาจากด้านเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ต้องร่วมมือกันทั้งสังคม และไทยมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาอยู่แล้ว หากสร้างความร่วมมือกับสถาบันที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีก็จะนำประโยชน์มาให้ทุกฝ่ายได้อีกมาก 

Q : ในฐานะที่ อนันดาฯ เป็นองค์กรกลางของความร่วมมือ มีการจัดสรรเม็ดเงินหรือเตรียมการสนับสนุนอย่างไร?
A :
 ไม่อยากให้มองสิ่งที่เราทำในด้านมูลค่าทางการเงิน เพราะเราต้องการสร้างมากกว่านั้น คือ สร้างอิมแพ็คที่ช่วยหนุนระบบนิเวศ โดยในปีหน้า เราจะจัดงาน Cambridge Berkeley Stanford Tech Transfer Thailand 2019 เชิญวิทยากรระดับโลกมาถ่ายทอดความรู้ และหากระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีในประเทศไทยได้รับการพัฒนาก็จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อีกไกล


ความเคลื่อนไหวที่จะชัดขึ้นในปีหน้า

ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับอุดมศึกษาไทยด้วย ‘เทคโนโลยีและนวัตกรรม’ ทปอ. อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ และมหาวิทยาลัยชั้นนำจะร่วมกันจัดงาน ‘Cambridge Berkeley Stanford Tech Transfer Thailand 2019’ ในวันที่ 31 มกราคม 2562 โดยเป็นงานประชุมด้านการศึกษาระดับชาติที่จะดึงผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยระดับโลกและจากสถาบันอุดมศึกษาของไทย มาถอดบทเรียน ชี้ทิศทางความเปลี่ยนแปลงของการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีรายชื่อวิทยากรชั้นนำหรือ Keynote Speakers ที่จะมาแชร์ความรู้ อาทิ

  • Dr.Paul J. Seabright
    Deputy Director, Cambridge Enterprise, 
    University of Cambridge
  • Dr.Carol Mimura 
    RTTP Assistant Vice Chancellor, IP & Industry 
    Research Alliance (IPIRA), U.C. Berkeley
  • Ms.Katherine Ku
    Executive Director, the Office of 
    Technology Licensing and Industrial Contracts, Stanford University

Education การศึกษาไทย tech transfer

นอกจาก ทปอ. อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาร่วมพูดคุย สนับสนุนโครงการดังกล่าว ได้แก่

  • กระทรวงศึกษาธิการ (Ministry of Education)
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA)
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)
  • สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)
  • อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (Thailand Science Park)
  • กลุ่มนักลงทุนธุรกิจชั้นนำในประเทศไทย (Bangkok Venture Club)

ศาสตร์ด้านการคิดค้นนวัตกรรมและแนวทางการเรียนการสอนในสถาบันระดับโลก จะสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของอุดมศึกษาไทยอย่างไร เป็นภารกิจท้าทายที่ต้องอาศัยเวลาในการศึกษาเรียนรู้ ปรับแก้โครงสร้าง และวางแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากมายด์เซ็ตและวัฒนธรรมของต่างชาติแตกต่างจากเรา ทุกฝ่ายที่มาสร้างความร่วมมือกันจึงต้องร่วมพิจารณาและดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สัมฤทธิผล