บทเรียนเรื่องการ ‘รู้เท่าทันสื่อ’ ถูกหยิบยกมาปรับใช้อยู่บ่อยๆ ยิ่งในช่วงที่มีกระแสข่าวรุนแรง กระทบจิตใจของผู้คนทีไร องค์ความรู้นี้ก็มักจะนำมาปรับใช้อธิบายปรากฏการณ์การนำเสนอข่าวของสื่อ ขณะเดียวกัน ก็เพื่อฉุดรั้งความคิดและความรู้สึกร่วมของคนในสังคม ไม่ให้เชื่ออย่างสุดโต่งตามข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สื่อนำเสนอมากจนเกินไป จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและคนรอบข้าง

ยิ่งในยุคดิจิทัล ที่การนำเสนอข่าวของสื่อส่วนใหญ่อาศัยช่องทางเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียด้วยแล้ว กระแสข่าวก็ยิ่งไปเร็ว ‘ยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง’ บทเรียนเรื่องการ ‘รู้เท่าทันสื่อ’ จึงทวีความสำคัญไม่น้อยสำหรับคนในยุคนี้ ในฐานะเกราะป้องกันตนเองและคนรอบข้าง


สร้างภูมิคุ้มกันจากสื่อไม่สร้างสรรค์ ด้วยวิชา ‘รู้เท่าทันสื่อ’ ฉบับประชาชน  

Media Literacy หรือ การรู้เท่าทันสื่อ เป็นวิชาว่าด้วยทักษะของบุคคลทั่วไปในการตรวจสอบ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ต่อข้อมูลที่ท่วมท้นบนโลกอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเข้าใจวัฒนธรรมใหม่ที่มาพร้อมกับการสื่อสารไร้พรมแดน และไม่ใช่แค่เฉพาะรู้เท่าทันในฐานะผู้รับข่าวสาร แต่ในฐานะผู้ผลิตและส่งต่อด้วย

นอกจากนั้น ในมุมของคนทั่วไป การรู้เท่าทันสื่อยังครอบคลุมถึงการมีสติ ไม่หลงเชื่อเนื้อหาที่ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง และสามารถคิดวิเคราะห์ ตั้งข้อสงสัย และรู้จักตั้งคำถามว่า สิ่งนั้นจริงหรือไม่จริง ใครเป็นคนให้ข้อมูล เขาต้องการสื่ออะไร หรือมีจุดมุ่งหมายแอบแฝงหรือไม่

โดยองค์ประกอบที่จะทำให้ทุกคนสามารถรู้เท่าทันสื่อได้ง่ายๆ คือ

  1. เปิดรับสื่อ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ใช้ในการเปิดรับสื่อ เมื่อเปิดรับแล้วสมองจะสั่งการให้คิดและปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ตามมา ดังนั้น การที่ผู้รับรู้จะรู้เท่าทันสื่อในขั้นนี้ ต้องรู้ถึงอารมณ์ตนเอง เพื่อแยกความคิดและอารมณ์ออกจากกันให้ได้ ถ้าทำได้ ความคิดจะตกผลึกและทำให้รู้ความจริงได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่สื่อสร้างขึ้น นั่นเอง
  2. วิเคราะห์สื่อ การแยกแยะองค์ประกอบในการนำเสนอข่าวของสื่อว่ามีวัตถุประสงค์อะไร
  3. เข้าใจสื่อ เป็นการตีความสื่อหลังจากเปิดรับสื่อไปแล้วเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่สื่อนำเสนอ ซึ่งแน่นอนว่าผู้รับสารแต่ละคนก็มีความเข้าใจสื่อได้ไม่เหมือนกัน ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะตีความไปคนละแบบ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ พื้นฐานการศึกษา คุณสมบัติในการเรียนรู้ ตลอดจนการรับรู้ข้อมูลของแต่ละบุคคลที่ไม่เท่ากันมาก่อน
  4. ประเมินคุณค่าสื่อ หลังจากวิเคราะห์และทำความเข้าใจสื่อแล้ว ควรประเมินค่าสิ่งที่สื่อนำเสนอด้วยว่ามีคุณภาพและมีคุณค่า (Value) มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นด้านเนื้อหา วิธีนำเสนอ หรือเทคนิคที่ใช้ เป็นต้น
  5. ปรับใช้สื่อที่รับรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและคนรอบข้าง เพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากการเสพสื่อ หลายคนมักหลีกเลี่ยงหรือคัดกรองสื่อก่อนที่จะเสพ ทว่า สัจธรรมที่เกิดขึ้นจริง คือ ทุกคนไม่สามารถหลีกหนีไปจากโลกของสื่อได้ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ต้องรับรู้ข่าวสาร คาถาที่จะทำให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของสื่อเลือกข้างหรือสื่อยัดเยียด นั่นคือ สติที่จะช่วยวิเคราะห์และนำสารที่ได้ไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง และก่อนที่จะนำสารนั้นไปส่งต่อก็ต้องพิจารณาว่า ข่าวนั้นเป็นความจริงที่เชื่อถือได้หรือไม่ ยิ่งในยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์ค การส่งสารนั้นง่ายเพียงปลายนิ้วคลิกเท่านั้น ทุกคนจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง คิดก่อนส่ง คิดก่อนแชร์ ให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ  

เปิดตัว Media Literacy วิชาว่าด้วยการ ‘รู้เท่าทันสื่อ’ สร้าง Netizen รุ่นใหม่ คุณภาพคับแก้ว

ที่ผ่านมา การรู้เท่าทันสื่อยังมีการให้ความสำคัญในแง่ ‘ทักษะใหม่ที่จำเป็นของคนในศตวรรษที่ 21’ ด้วย โดยหลายประเทศบรรจุวิชา Media Literacy หรือ วิชาการรู้เท่าทันสื่อ ไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาไปถึงระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อติดอาวุธให้กับผู้เรียนในการตั้งรับกับกระแสข่าวปลอม หรือ fake news อย่างรู้เท่าทัน

และล่าสุด เว็บไซต์ Common Sense Education ซึ่งเป็นเครือข่ายที่พูดเรื่องการรู้เท่าทันสื่อโดยเฉพาะ ได้เผยแพร่หลักสูตรออนไลน์ หรือ EDUCATOR TOOLKIT : News & Media Literacy ลงในเว็บไซต์ www.commonsense.org/

โดยแบ่งออกเป็นหลักสูตรออนไลน์สำหรับนักเรียนในแต่ละระดับชั้น ประกอบด้วย

  • เครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอนโดยแบ่งตามหัวข้อ
  • กิจกรรมและการบ้านสำหรับนักเรียน
  • วิดีโอและเกมส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ
  • สื่อการเรียนการสอนเพิ่มเติมสำหรับผู้ปกครอง
  • สื่อการเรียนการสอนที่มีให้เลือกในหลายรูปแบบ ทั้งแบบ low-tech และ high-tech

โดยในบทความของเว็บไซต์ The Potential.org เรื่อง “MEDIA LITERACY: หยุดแชร์ข่าวปลอม ด้วยวิชา ‘เท่าทันสื่อ’ ได้ให้ข้อมูลจาก เอริน วิลคีย์ โอห์ (Erin Wilkey Oh) ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ Common Sense Education เครือข่ายที่พูดเรื่องการเท่าทันสื่อโดยเฉพาะ โดยเอรินได้ให้เคล็ดลับการสอนในวิชารู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเคล็ดลับนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากการได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในห้องเรียนของเธอ ด้วยการตั้งคำถาม ดังนี้

  1. ใครเป็นคนเขียนบทความนี้? คำถามนี้จะช่วยให้นักเรียนหยุดคิดว่า บทความนี้ถูกเขียนขึ้นด้วย ‘บุคคล’ หนึ่ง ซึ่งหมายความว่ามันอาจเป็นทัศนคติส่วนตัว อันมาจากเหตุผล บริบท และภูมิหลังที่แตกต่างกัน
  2. ทำไมข้อความหรือบทความนี้จึงถูกส่งมา ทำไมเขาถึงเขียนมันขึ้น? คำถามนี้เปิดโอกาสให้เด็กๆ พิจารณาจุดประสงค์ของผู้เขียน ว่าเขียนขึ้นเพื่อ ให้ข้อมูล, สร้างความบันเทิง, โน้มน้าวให้เชื่อ หรือทั้งหมด? จากนั้นอาจถามต่อว่า บทความนี้ทำให้เด็กๆ หรือผู้อ่านรู้สึกอย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาตีความความตั้งใจของผู้เขียน
  3. บทความนี้เผยแพร่ที่ไหน? พื้นที่ที่ปล่อยย่อมสร้างบอกความน่าเชื่อถือในตัวเอง เช่น เผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าวที่น่าเชื่อถือ, ถูกส่งกันต่อๆ มาในอีเมล, แชร์ต่อกันผ่านเฟซบุ๊ค ซึ่งทั้งหมดนี้สืบสาวกลับไปยังพื้นที่เผยแพร่ตั้งต้นได้หรือไม่
  4. ผู้เขียนใช้เทคนิคอะไรมาดึงความสนใจของผู้อ่าน? ในรูปแบบคลิปวิดีโอ, แอพพลิเคชั่น หรือแพลตฟอร์มอื่นในรูปแบบออนไลน์
  5. บทความนั้นสอดแทรกมุมมองอะไรเอาไว้บ้าง? เพราะทุกบทความย่อมมี ‘ข้อความระหว่างบรรทัด’ หรือทัศนคติบางอย่างที่ผู้เขียนต้องการจะโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อ แม้ว่าในบทความนั้นจะไม่ได้แสดงน้ำเสียงของผู้เขียน แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้อ่านต้องพึงรู้ว่ามันมีอยู่             

แม้ในตอนนี้วิชารู้เท่าทันสื่อยังไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในรายวิชาหลัก ทว่า ก็มีแนวโน้มที่จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับแวดวงการศึกษาทั่วโลก ยิ่งในการดำรงชีวิตในยุคที่ข่าวสารถูกเผยแพร่มามาแบบรวดเร็วติดจรวดผ่านสื่อออนไลน์ หาก ว่าที่พลเมืองเน็ตทุกคน หรือ netizen ทุกคน มีเกราะป้องกันที่ดีพอในการเสพสื่อ ทุกคนย่อมสัมผัสได้ถึงชีวิตอันสงบสุขได้ไม่ยากเลย


อ้างอิง : บทความเรื่อง “MEDIA LITERACY: หยุดแชร์ข่าวปลอม ด้วยวิชา ‘เท่าทันสื่อ’ เว็บไซต์ https://thepotential.org/ (https://thepotential.org/2018/11/19/media-literacy/)

สื่อเผยแพร่เรื่อง “รู้เท่าทันสื่อ” ห้องสร้างปัญญา ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือดาวน์โหลดได้ที่ resource.thaihealth.or.th (file:///C:/Users/salika/Downloads/sook_library19_ruuethaathansuue_final.pdf)

https://www.commonsense.org/education/toolkit/news-and-media-literacy


อัปเดต ทักษะการศึกษาที่จำเป็นในทศวรรษที่ 21 กันต่อ

‘การศึกษา’ ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มุ่งผลิตบุคลากรป้อน ‘10 S-curve’ ดีต่อประเทศจริงหรือ?

อยากเป็นคนคุณภาพของศตวรรษที่ 21 ต้องปรับตัวด้วย ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

Blended Learning ชั่วโมงนี้ดีที่สุด เหมาะสุดสำหรับผู้เรียนและผู้สอนในยุคดิจิทัล