ปัญหาการเผชิญหน้าสงครามการค้า สงครามการเงิน การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ณ ปัจจุบันแสดงสภาพของยุคแห่งความไร้ระเบียบโลก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เหมือนกับช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โดยอยู่ที่ว่าจะเจรจากันอย่างไรเพื่อชักจูงแกนนำให้มาร่วมมือกัน แม้แต่ประเทศที่ไม่ใช่รัฐศูนย์กลาง
สัปดาห์นี้เห็นปรากฏการณ์ของการรวมตัวกันระหว่างอิหร่าน ตุรกี และปากีสถาน ในด้านการก่อสร้างเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศเพื่อควบคุมทางออกสู่ทะเลทั้ง 2 ฝั่ง น่าสนใจตรงที่ ‘ปากีสถาน’ กลายเป็นตัวประกันของหลายฝ่าย ทั้งจีน อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา
อิหร่าน ผู้ริเริ่มเจรจาความร่วมมือกันเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีกับ อิรัก โดยคาดว่ามูลค่าการค้ามากกว่า 25 พันล้านดอลลาร์ต่อปี คงจะช่วยให้ค่าเงินเรียลแข็งตัวขึ้น
รัสเซียกับตุรกี ส่งมอบก๊าซครั้งแรกจากโครงการกระแสตุรกี โดยคาดว่าจะสามารถส่งก๊าซไปยุโรปใต้มากกว่า 32 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อหลีกเลี่ยงการกรรโชกต่อรองจากยูเครน (รัฐดาวเทียมของเพนตากอน) และตัดเส้นทางก๊าซจากตะวันออกกลางทั้งหมดในตลาดยุโรป ส่วนซีเรียที่เผชิญสงครามกลางเมืองหลายปีกำลังเปลี่ยนสภาพเป็นฮับด้านข้าวสาลีและผลไม้ให้แก่รัสเซีย ซึ่งเป็นการสนับสนุนตลาดการค้าในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เป็นระเบียงเศรษฐกิจเหนือใต้ที่ร่วมมือกันหลายฝ่ายเพื่อย่นระยะเวลาการขนส่งเข้าสู่ยุโรปกับเอเชียใต้ และลดความหนาแน่นของคลองสุเอซ
หลายที่หลายแห่งกำลังตัดสินใจดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วยตนเอง โดยไม่สนใจว่าสหรัฐ จีน จะสกัดกั้นหรือแสดงอิทธิพลอย่างไร แต่ทั้งหมดนั้นมาจากการเปลี่ยนมุมมองการใช้พื้นที่ทางกายภาพจากความมั่นคงทางการเมืองเป็นการค้าและการควบคุมพื้นที่ระหว่างเครือข่ายในภูมิภาค
สูตรที่ใช้กันจะประกอบด้วย มหาอำนาจ 1 ประเทศ + รัฐอิสระ+ รัฐดาวเทียมหรือรัฐอิสระ 1 หรือ 2 + รัฐดาวเทียมตั้งแต่ 1 รัฐขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลในภูมิภาคด้านการสร้างโครงการของตนเองขึ้นในประเทศ/ภูมิภาค สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพใหม่ของพื้นที่รัฐต่างๆ ได้ โดยปัจจัยหลัก 2 ตัวที่ต้องคำนึงถึง คือ ปัจจัยด้านโลจิสติกส์การขนส่ง และปัจจัยความมั่นคงทางการเมืองการทหาร ซึ่งสามารถยับยั้งการขยายตัวของรัฐศูนย์กลางได้
หากสังเกตพื้นที่การต่อสู้กันตรงนี้จะเป็นการต่อสู้บริเวณ ‘ริมแลนด์’ เป็นหลัก คือ ขอบพื้นที่ระหว่างชายฝั่ง จากชายฝั่งหนึ่งไปสู่อีกชายฝั่งหนึ่ง หมายถึง โลจิสติกส์การขนส่งระหว่างชายฝั่งไปสู่ทะเลยังมีความสำคัญอยู่ ซึ่งโครงการที่เกิดขึ้นในภาคพื้นทวีปนั้นไม่มีการต่อสู้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นอาณาเขตของพื้นที่ประเทศนั้นครอบครองอยู่ผู้เดียว และหากไม่ใช่ทางผ่าน การเจรจาจะเกิดขึ้นยากมากๆ
ฉะนั้น การต่อสู้ในสมรภูมินี้ รัฐศูนย์กลางที่เป็นคู่ตรงกันข้ามต้องใช้กลุ่มหัวรุนแรง กลุ่มแบ่งแยกดินแดน หรือเจรจากับคู่ค้าหลักของประเทศดังกล่าว เพื่อลดการซื้อสินค้า (ไฮโดรคาร์บอน) หรือทำให้ราคาสินค้านั้นลดลงเพื่อสร้างความวุ่นวายทางการเงินในการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ อีกทั้งต้นทุนด้านโลจิสติกส์การขนส่งซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าพื้นที่ริมแลนด์ร้อยละ 30 นอกเสียจากว่า รัฐพื้นทวีปสามารถแบ่งงานที่สูงขึ้นในกลุ่มตลาดของตนเองและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์
เมื่อเห็นตรงนี้ได้ข้อสรุปว่า เส้นทางสายไหมใหม่ อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการก่อตัวเป็นเส้นทางการค้าหลัก โดยขึ้นอยู่กับสหภาพศุลกากรยูเรเชียว่าจะดำเนินภารกิจข้างต้นดังกล่าวหรือไม่? และรัสเซียจะสกัดกั้นการค้าเสรีระหว่างจีนกับอียูหรือไม่ ในฐานะ ‘รัฐทางผ่าน’ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน
ที่น่าสนใจคือ โครงการใดๆ ที่เป็นวิสัยทัศน์ของผู้นำเกิดขึ้นบนพื้นฐานการตัดสินใจอย่างอิสระจากรัฐศูนย์กลาง แม้ว่าตุรกีหรืออิรักเคยเป็นรัฐดาวเทียมและต้องการเปลี่ยนเป็นผู้เล่นในพื้นที่ดังกล่าว แต่หากรัฐศูนย์กลางเร่งดำเนินโครงการที่มีเทคโนโลยีของตนเองจะสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้นำที่มีความกล้าหาญ คำนึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติเป็นหลัก
โครงการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและทำลายความฝันของชาติอื่นๆ เช่นโครงการกระแสตุรกี ใช้เวลาเกือบ 2 ปีกว่าๆ ทำลายท่อก๊าซจากตะวันออกกลางทั้งหมดและควบคุมเบ็ดเสร็จยุโรปใต้ ตุรกีจึงกลายเป็นฮับพลังงานในที่สุด ไม่ใช่นั่งฝันไปวันๆ ให้ใครมาลงทุนอย่างรัฐอุกกาบาต

เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย











