เชื่อว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราๆ ท่านๆ ได้ยินคำว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะแนวคิดเรื่องนี้มักถูกนำมากล่าวถึงในฐานะทางออกของวิกฤตขยะล้นโลก จากข้าวของที่มนุษย์ผลิตหรือซื้อหามาใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ ซึ่งที่สุดแล้วสิ่งเหล่านั้นก็ต้องกลายเป็นขยะ เป็นภาระให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมาหาทางจัดการ โดยที่ผ่านมา ข้าวของที่ไม่ต้องการแล้วก็มีการนำมาจำหน่ายเป็นสินค้ามือสอง ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้ที่ขาดแคลนและมีฐานะยากจน ที่ยังอยากได้ของใช้ที่ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้นั้นมาใช้ต่อ ด้วยสนนราคาที่ไม่แพงนัก


จากสถานการณ์ที่กล่าวมา แนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้วในหลายประเทศ โดยผู้ประกอบการหลายคนได้ริเริ่มธุรกิจด้วยแนวคิด Reuse & Recycle ซึ่งไม่เพียงทำเงินให้พวกเขาได้แบบเป็นกอบเป็นกำ แต่ยังได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจสีเขียว ที่ช่วยเหลือคนในสังคมและช่วยโลกอีกด้วย


รู้จัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทางรอดของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21

จากบทความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ TCDC เขียนโดย เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นนักเขียนและนักแปลบทความด้านสิ่งแวดล้อมที่นำเสนอทางออกด้านการอนุรักษ์ ได้อธิบายแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ การออกแบบเศรษฐกิจที่เน้นการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่เป็นวงจรไม่รู้จบ แทนการผลิต-ใช้-แล้วทิ้ง แบบเส้นตรง ตามรูปแบบอุตสาหกรรมรูปแบบเดิมที่เน้นกำไรเป็นตัวตั้ง โดยใช้หลักว่า ยิ่งผลิตออกมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างกำไรมากเท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว สินค้าเหล่านั้นจะถูกทิ้งอยู่ที่ไหนหรือสร้างผลกระทบอะไรบ้าง”

นอกจากนั้น เพชร มโนปวิตร ยังได้ขยายมุมมองของ Circular Economy ให้ทราบต่อว่า หลายคนอาจเข้าใจว่า แนวคิดนี้ครอบคลุมแค่ระบบการผลิตที่มีการรีไซเคิลวัตถุดิบกลับมาผลิตซ้ำเท่านั้น แต่ความจริง Circular Economy เป็นแนวคิดแบบองค์รวมที่แทบจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการผลิต การบริโภค และการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้

เริ่มตั้งแต่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมบริการ การประสานเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่างๆ จนคล้ายกับการทำงานของระบบนิเวศ เพื่อให้เกิดการรักษาต้นทุนธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้เกิดของเสียน้อยที่สุดและส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ หัวใจสำคัญของ Circular Economy คือการกลับไปทำความเข้าใจการออกแบบและการทำงานของธรรมชาติ ซึ่งเป็นระบบการผลิตแบบหมุนเวียนที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดและไม่เคยมีของเหลือใช้เกิดขึ้นเลย เพราะมีกลไกในการนำทรัพยากร แร่ธาตุ พลังงาน หมุนเวียนกลับมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์ ดังคำกล่าวที่ว่า สสารทุกอย่างไม่มีวันสูญหายไปจากโลก

หลักการผลิตและการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างครบวงจร ของ Circular Economy ที่ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ได้ย้ำและอธิบายให้ฟังอย่างชัดเจน คือ การผลิตแบบใหม่ที่มาพร้อมกับความหวังว่าเราจะสามารถปฏิวัติสังคมจากระบบเศรษฐกิจแบบเดิม สามารถออกแบบโมเดลธุรกิจและผลิตภัณฑ์แบบใหม่ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ ระบบนิเวศทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทั้งมวล ได้อย่างลงตัวที่สุด


เข้าใจ Circular Economy โมเดลที่มาเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก “จากเส้นตรงให้เป็นวงกลม”

บทความของ เพชร ยังได้ให้คำจำกัดความที่ทำให้เห็นภาพว่า Circular Economy คือ ภารกิจการเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจากเส้นตรงให้เป็นวงกลม เพราะแนวคิดนี้ได้สร้างเศรษฐกิจแนวใหม่ที่ทำให้การใช้ทรัพยากรเกิดการหมุนเวียน มีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนระบบผลิตทางตรง (Linear: Make-Use-Dispose) เป็นระบบผลิตแบบหมุนเวียน (Circular: Make-Use-Return)  ซึ่งเป็นพื้นฐานของการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาพรวมได้ในที่สุด

web.tcdc.or.th

เศรษฐกิจหมุนเวียนยังเน้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเพื่อสร้างต้นทุนด้านสังคม เศรษฐกิจ และธรรมชาติให้เข้มแข็ง โดยอาศัยหลักการ 3 ด้าน ได้แก่

  1. การออกแบบที่ปราศจากขยะและมลภาวะ
  2. รักษาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบให้ใช้ได้นานที่สุด
  3. ฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติ

โดยเศรษฐกิจหมุนเวียนจะไม่ทิ้งความสำคัญของการทำงานร่วมกันในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก องค์กรหรือตัวบุคคล ทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น

จากโมเดลนี้ ได้ถูกนำไปขยายจนเกิดเป็นกิจการและแบรนด์ที่เป็นต้นแบบของ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มากมาย อย่างเรื่องราว Success Case ที่ประสบความสำเร็จในสหภาพยุโรป อ้างอิงจากรายงานของ World Economic Forum ที่ระบุว่า ตอนนี้ กระบวนการ Reuse รียูส หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศยุโรป เนื่องจากประเทศกลุ่มนี้กำลังประสบปัญหาการบริหารจัดการสิ่งของหลากหลายประเภทที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และต้องใช้วิธีจัดการด้วยการฝังดินหรือเผาทำลายเท่านั้น

โดยเฉพาะ เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ เป็นกลุ่มสินค้าที่เมื่อชำรุด เสียหาย คนยุโรปจะไม่นิยมซ่อมแซมกันเพราะค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูง ขณะที่เพิ่มเงินจากค่าซ่อมอีกไม่เท่าไรก็สามารถซื้อของใหม่มาใช้ได้แล้ว ด้วยปัจจัยด้านค่าครองชีพโดยรวมที่สูงนี่เอง ประเทศฟินแลนด์ จึงเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับ รียูสเซ็นเตอร์ (Reuse Center)

โดยฟินแลนด์กำหนดให้ รียูสเซ็นเตอร์ เป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน ในรูปแบบขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ด้วยการรับบริจาคสิ่งของ เสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว และนำมาซ่อมแซมจนสามารถนำกลับไปใช้ได้ใหม่ จากนั้นนำมาวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้ามือสอง ที่ชื่อว่า ‘Kierratyskeskus

ความสำเร็จที่กลายเป็นโมเดลให้กับอีกหลายกิจการเพื่อสังคมทั่วโลก คือ รียูสเซ็นเตอร์ในฟินแลนด์นี้ นอกจากจะช่วยจัดการกับขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้เฉลี่ยถึงปีละ 50 ล้านกิโลกรัม แล้ว รายได้จากการจำหน่ายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตยังกระจายเป็นค่าตอบแทนให้แก่พนักงานของศูนย์อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ รียูสเซ็นเตอร์นั้นมีจุดประสงค์ชัดเจนที่จะจ้างกลุ่มคนว่างงานที่มีฝีมือ ไม่จำกัดอายุ และเพศ

ไม่ใช่แค่ การดำเนินธุรกิจในรูปแบบองค์กรไม่แสวงหากำไรเท่านั้น เพราะสำหรับแบรนด์ดังๆ ที่ได้รับความนิยมในยุโรป ก็ได้นำแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และสื่อถึงจิตสำนึกในการใส่ใจสภาพแวดล้อมโลกด้วย

ยกตัวอย่าง Timberland แบรนด์รองเท้าชื่อดัง ที่มีไอเดียนำการใช้ยาง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตรองเท้าและยางรถยนต์มาใช้อย่างคุ้มค่า โดยทางแบรนด์ได้รับความร่วมมือจาก Omni United บริษัทผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ ที่ออกแบบยางรถยนต์จากยางที่มีคุณสมบัติรีไซเคิลได้ และเมื่อผ่านการใช้งานจนเสื่อมสภาพ ยางรถยนต์ทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปยังโรงงานของ Timberland เพื่อนำมาผลิตเป็นพื้นรองเท้า ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดวงจรชีวิตของยางได้อย่างคุ้มค่า

หรือแบรนด์รองเท้ากีฬายอดนิยมอย่าง Adidas ที่ได้ร่วมมือกับ Parley for the Oceans องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูสภาพของท้องทะเล นำพลาสติกจากชายฝั่งทะเลมาออกแบบเป็นรองเท้าสำหรับวิ่ง อีกทั้งยังนำยางรถยนต์รีไซเคิลมาเป็นส่วนประกอบของพื้นรองเท้าด้วยเช่นกัน

facebook.com/Tlejourn

ขณะที่ในประเทศไทยก็มีแบรนด์รองเท้า ทะเลจร (Tlejourn) จากปัตตานี ที่นำขยะจากทะเลมาผลิตเป็นรองเท้า และตั้งราคาขายโดยไม่หวังผลกำไร

และแบรนด์ชื่อดัง SCG ก็มีแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของ SCG ด้วยหลักการ เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่รับมาปรับใช้ คือ Upgrade and Replace หรือ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อทดแทนสินค้าหรือวัตถุดิบเดิมด้วยสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อยลงหรือนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้น

www.startupthailand.org

เช่น เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนจากเทคโนโลยีใหม่ของ SCG ที่นำพลาสติกรีไซเคิลมาผสมในส่วนประกอบเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และผลิตภัณฑ์ปูนโครงสร้าง SCG สูตรไฮบริด (Hybrid) ที่ใช้ทดแทนปูนโครงสร้างสูตรเดิม ซึ่งช่วยลดวัตถุดิบหลักอย่างหินปูนที่ต้องนำมาเผาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ



Salika’s Says

ในงาน “SD Symposium 2018” งานสัมมนาทางวิชาการว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5 เพื่อให้สาธารณชนตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเด็นต่างๆ โดยประเด็นเรื่อง “Circular Economy : The Future We Create” เป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการสัมมนาให้ความรู้กัน โดย ซึ ปีเตอร์ บัคเคอร์ ประธานและผู้บริหารระดับสูงของ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ได้มาพูดถึงความจำเป็นของ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในฐานะทางรอดของผู้คนในด้านการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ว่า

“แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นนวัตกรรม (Circular Innovation) ที่ปฏิวัติรูปแบบการผลิตและการบริโภคครั้งใหญ่ของโลก ทำให้ทรัพยากรบนโลกถูกนำไปใช้หมุนเวียนจนเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการจะทำให้ผู้ประกอบการตระหนักในแนวคิดนี้และนำไปปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจของตนนั้น ต้องเริ่มต้นจากจิตสำนึกของผู้บริหารองค์กรซึง`เผยแพร่ไปยังพนักงานทุกคน ทุกฝ่าย และทุกระดับในองค์กร ให้มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทุกรูปแบบ ให้เกิดขึ้นจริงในกระบวนการผลิตสินค้าขององค์กรธุรกิจนั้น และที่สุดแล้ว ทุกคน ทุกภาคส่วน ต้องมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ด้วย Circular Economy นี้เอง”


อ้างอิง :

อัปเดต เรื่องน่ารู้เศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกกันต่อ

‘การศึกษา’ ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มุ่งผลิตบุคลากรป้อน ‘10 S-curve’ ดีต่อประเทศจริงหรือ?

Digital Transformation : ได้ยินบ่อยนะ แต่เกี่ยวอะไรกับชีวิตหรือธุรกิจของเรา?

ไม่ว่าจะเจอสมรภูมิใด แต่ละรัฐก็ยังต้องการ ‘อธิปไตยทางเศรษฐกิจ’ อยู่ดี