หลังอัปเดตความคืบหน้าล่าสุดจาก งานสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Market Sounding) ครั้งที่ 2 โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก : เมืองการบินภาคตะวันออก (ท่าอากาศยานอู่ตะเภา) ที่จัดโดยกองทัพเรือ ไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก็ทำให้ทราบว่า โปรเจกต์ใหญ่ยักษ์ที่จะสร้าง มหานครการบิน แห่ง อีอีซี ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว

ในครั้งนั้น ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้บรรยายพิเศษและนำเสนอรายละเอียดของโครงการฯ ในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายและแผนงานต่างๆ รวมถึงรายละเอียดในการพัฒนาโครงการ ความเป็นไปได้ ความเสี่ยงของโครงการ รูปแบบในการให้เอกชนร่วมลงทุนภายใต้การจัดสรรหน้าที่และความรับผิดชอบ สิทธิประโยชน์ ความเสี่ยงและการแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างรัฐและเอกชน ตลอดจนข้อกำหนดสำคัญในร่างเอกสารการคัดเลือกเอกชน และในร่างสัญญาร่วมลงทุน
มาในวันนี้ มีรายงานข่าวล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ถึงมุมมองของฟากฝั่งกองทัพเรือ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ กับการดำเนินภารกิจพัฒนาและผลักดันให้ สนามบินอู่ตะเภา เปลี่ยนโฉมจากสนามบินทหาร ไปสู่ ‘มหานครการบิน แห่ง อีอีซี’ เราจึงขอนำข่าวนี้มาสรุปเพื่ออัปเดตความคืบหน้าของโครงการพัฒนาประเทศนี้ให้ผู้อ่านได้ทราบกัน
รู้กันหรือไม่ ประวัติ สนามบินอู่ตะเภา ก่อนมาเป็นว่าที่ ‘มหานครการบิน แห่ง อีอีซี’
ก่อนจะไปอัปเดตมุมมองของกองทัพเรือในภารกิจพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ย้อนเวลากลับไปก่อนที่จะเกิดโครงการเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อู่ตะเภา เป็นสนามบินที่อยู่ในการดูแลของกองทัพเรือไทย เริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2504 โดยก่อสร้างในพื้นที่หมู่บ้านอู่ตะเภา จังหวัดระยอง

ต่อมาในปี 2505 รัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริการ่วมกันปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภา โดยระหว่างนั้น สหรัฐอเมริกาใช้เป็นฐานปฏิบัติการเพื่อป้องกันการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ กระทั่งปี 2519 กองทัพสหรัฐได้ถอนกำลังทหารออกจากประเทศไทย รัฐบาลในขณะนั้น จึงกำหนดให้สนามบินอู่ตะเภา เป็นสนามบินพาณิชย์ระหว่างประเทศและเป็นสนามบินสำรองของสนามบินหลักในประเทศนับแต่นั้นมา
ฟัง โฆษกกองทัพเรือพูดถึงการพัฒนา สนามบินอู่ตะเภา เป็น สนามบินพาณิชย์ แห่งที่ 3 ของไทย
เนื่องจากการลงทุนในการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาต้องใช้เงินลงทุนสูง รัฐบาลอาจใช้ระยะเวลาการออกแบบก่อสร้างและบริหารโครงการถึง 50 ปี เพื่อให้เอกชนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือจึงดำเนินการประกาศเชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออก โดยกองทัพเรือได้กำหนดเวลาขายเอกสาร คัดเลือกเอกชนมาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 16-29 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งการขายเอกสารครั้งนี้ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างประเทศไม่น้อย ที่มาร่วมรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Market Sounding) ทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา


พล.ร.ท.เดชดล ภู่สาระ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะ โฆษกกองทัพเรือ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า
“สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกถือเป็นโครงการใหญ่เพราะเอกชนต้องเข้ามาร่วมลงทุนถึง 2.72 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อเปิดซองประมูลแล้วก็ต้องมาดูว่าเอกชนที่ยื่นซองแต่ละรายมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน โดยเงื่อนไขแต่ละเรื่องจะถูกกำหนดไว้ในเอกสารการประมูล ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในการพัฒนาสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะมีข้อกำหนดชัดเจนว่าเอกชนรายนั้นต้องมีประสบการณ์การพัฒนาและบริหารสนามบินระหว่างประเทศไม่น้อยกว่า 10 ปี และด้วยโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ที่มีมูลค่าในการพัฒนาสูง ดังนั้น คาดการณ์ได้เลยว่าจะมีการรวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตรเข้ามายื่นซองประมูลกันไม่น้อยเลย”
จากนั้น พล.ร.ท.เดชดล กล่าวถึง ภารกิจของกองทัพเรือในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ให้เป็น มหานครการบิน แห่ง อีอีซี โดยเน้นย้ำว่า สนามบินอู่ตะเภาจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งกองทัพเรือเชื่อว่าจะมีส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งมีบทบาทในการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซีด้วย

“สนามบินอู่ตะเภาจะมีศูนย์ซ่อมอากาศยานที่ทันสมัย โดยในอนาคตสายการบินจะนำเครื่องบินและชิ้นส่วนอากาศยานมาซ่อมที่อู่ตะเภาได้มากขึ้น เพราะศูนย์ซ่อมจะรองรับเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แทนที่เครื่องบินขนาดใหญ่นี้จะไปซ่อมบำรุงที่สิงคโปร์หรือกลับไปที่ยุโรปก็จะมาที่อู่ตะเภานี้แทน และวางแผนว่าจะมีการสร้างศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านการบินและอวกาศที่อู่ตะเภา โดยศูนย์นี้จะพัฒนาบุคลากรของไทย ช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมการบินของไทยให้โตขึ้นได้”
จากนั้น โฆษกกองทัพเรือ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนี้ไปกองทัพเรือวางแผนว่าจะพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาโดยผลักดันให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ต่อจากสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภาจะเป็นสนามบินที่มี 2 รันเวย์ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคน เทียบเท่ากับสนามบินสุวรรณภูมิเลยทีเดียว

ประกาศศักยภาพ มหานครการบิน แห่ง อีอีซี ‘จุดเชื่อมการคมนาคม 3 รูปแบบ’
นอกจากนั้น พล.ร.ท.เดชดล ยังเน้นย้ำว่า ความสำคัญของ สนามบินอู่ตะเภาในตอนนี้ ชัดเจนมาก ในฐานะจุดเชื่อมการคมนาคมขนส่ง 3 รูปแบบ คือ ทางราง ผ่านรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ทางถนน และทางเรือ
โดยขณะนี้ กองทัพเรืออยู่ระหว่างการพัฒนาท่าเรือสัตหีบเพื่อให้เป็นท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นท่าเรือที่รองรับทั้งการขนส่งผู้โดยสารและรถยนต์ เชื่อมทั้งเส้นทางในประเทศ เช่น ปราณบุรี เกาะช้าง กรุงเทพฯ และเชื่อมเส้นทางระหว่างประเทศ อย่าง เส้นจากไปฮ่องกง สิงคโปร์ ในลักษณะที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวทางเรือสำราญ และเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นด้วยสนามบินอู่ตะเภา หรือรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินก็ได้


อย่างไรก็ตาม พล.ร.ท.เดชดล ยืนยันว่า
“การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้สนามบินเพื่อความมั่นคง โดยจะมีการแบ่งแยกพื้นที่การใช้งานระหว่างสนามบินทหารกับสนามบินเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน ซึ่งรูปแบบการบริหารใช้โมเดลเดียวกับสนามบินดอนเมืองที่มีสนามบินทหารของกองทัพอากาศอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องกัน และที่ผ่านมา การบริหารสนามบินดอนเมืองก็ไม่เคยเกิดปัญหาขึ้นแต่อย่างใด”
ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง ทร.ดันอู่ตะเภา ‘แสนล้าน’ สนามบินทหารสู่เมืองการบิน จาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2561
ติดตาม เรื่องราวการพัฒนา สนามบินอู่ตะเภา สู่ มหานครการบินแห่งอีอีซี กันต่อ
อีกนานไหม ‘ท่าอากาศยานอู่ตะเภา’ จะได้เป็น ‘เมืองการบินภาคตะวันออก’











