สืบเนื่องมาจาก วาระการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ชาวไทยต่างรอคอย ว่าในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ พวกเราจะได้เลือกตั้งหรือไม่? เราจึงออกมาพูดถึงประเด็นเรื่อง ‘การปฏิรูปการศึกษา’ อีกครั้ง เพราะการจะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้ต้องพึ่งพาระบบการศึกษา แต่หากจะปฏิรูประบบการศึกษาให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัลได้ ‘ว่าที่รัฐบาลชุดใหม่’ ก็ต้องกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก


การศึกษาไทย รออะไรจากรัฐบาลใหม่?

เพื่อตั้งคำถามตามหัวข้อบทความเรื่อง ‘การศึกษาไทย รออะไรจากรัฐบาลใหม่’ ที่เขียนขึ้นโดย พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในบทความนี้ได้เกริ่นถึง ‘การเลือกตั้ง’ ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านี้ เพื่อนำมาสู่ประเด็นปฏิรูปการศึกษาของไทยว่า

“นับถอยหลัง เหลืออีกไม่ถึง 100 วัน ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีหน้า หลังจากที่เราเฝ้ารอ มานานหลายปีในช่วงนี้จึงมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ติดตามมากขึ้นทุกขณะ ประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งคือ แต่ละพรรคจะมี ‘นโยบายในด้านการศึกษาอย่างไร’ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่มักถูกถือว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาสำคัญต่างๆ ของประเทศมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน ความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาการเมือง ตลอดจนปัญหาคอร์รัปชัน”


3 ปัญหาเก่า ที่เป็นวิกฤตการศึกษาไทย

ผู้เขียนบทความดังกล่าววิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาถึง 3 ปัญหาหลักๆ ที่นำมาซึ่งการปฏิรูปการศึกษาไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่า ปัญหานั้นยังคงอยู่ ทั้งที่ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น 

  • การตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.)
  • การจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
  • การร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

อันดับการศึกษาไทย การศึกษาไทย 2019

โดย 3 ปัญหาที่ผู้เขียนเอ่ยถึงนั้น ระบุว่า “ก็ยังมีอยู่เช่นเดิม สะท้อนว่าวิกฤตการศึกษาไทยยังดำรงอยู่” นั่นคือ

คุณภาพนักเรียนตกต่ำ จากผลสอบ PISA ในปี 2015 สะท้อนว่านักเรียนไทยจำนวนมาก ไม่สามารถอ่านจับใจความและประยุกต์ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ขณะที่ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมากกว่า 60% ยังไม่รู้ว่าต้องการเรียนต่อหรืออยากทำงานด้านใด ส่วนนักเรียนที่จบอาชีวศึกษาส่วนหนึ่งก็มีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ

ความเหลื่อมล้ำสูง จากการสำรวจของ กสศ.พบว่า มีเยาวชนอายุ 15-17 ปี ประมาณ 2.4 แสนคน ไม่ได้เรียนต่อหลังจากสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ส่วนที่มีโอกาสเรียนต่อก็มีทักษะต่างกันไป เช่น เด็กที่โตในครอบครัวที่มีฐานะยากจนมีทักษะการอ่านต่ำกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะดี

ประสิทธิภาพต่ำ รัฐบาลไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 6.2% ต่อปี จนมีรายจ่ายสูงถึง 5.2 แสนล้านบาท ในปี 2559 แต่ผลลัพธ์ทางการศึกษาโดยรวมของเด็กไทยกลับยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะใช้เวลาเรียนมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD แต่คะแนนสอบกลับมีเกณฑ์ต่ำกว่าในทุกวิชา


วิเคราะห์สาเหตุ ทำไมการปฏิวัติการศึกษาไทย ทำมากแต่ได้ผลน้อย?

เมื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาไทยแล้ว ผู้เขียนบทความเรื่อง ‘การศึกษาไทย รออะไรจากรัฐบาลใหม่’ อ้างถึงบทวิเคราะห์ของ ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership : TEP) ที่ระบุว่า สาเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยได้เพราะนโยบายของรัฐที่ยังขาดเสถียรภาพ เนื่องจากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง 21 คน นโยบายด้านการศึกษาของไทยจึงเปลี่ยนไปตามรัฐมนตรีแต่ละคน ซึ่งไม่มีจุดหมายร่วมกันอย่างชัดเจน และภาคการเมืองมักเลือกใช้นโยบายที่หวังผลระยะสั้น เช่น โครงการที่มุ่งให้เห็นผลเฉพาะหน้า (Quick Win) มากกว่า โดยนักวิจัยจากทีดีอาร์ไอขยายความและวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้เพิ่มเติมว่า

“การใช้นโยบายมุ่งความสำเร็จระยะสั้น อาจมีผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศบรรลุเป้าหมายในการปฏิรูปการศึกษา เพราะการพัฒนาคนต้องใช้เวลานานจึงจะเห็นผล นอกจากนี้ เรายังขาดการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อประเมินว่านโยบายไหนได้ผล ทำให้ความล้มเหลวในอดีต ไม่นำไปสู่บทเรียนสำหรับอนาคต”

นอกจากนี้ ที่ผ่านมากระบวนการกำหนดนโยบายส่วนใหญ่ยังเป็นการสั่งการแบบ บนลงล่าง (Top-down) โดยปราศจากการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง และมักกำหนดแนวทางปฏิบัติแบบเดียวกันในทุกพื้นที่ ก่อให้เกิดอุปสรรคในการนำไปปฏิบัติจริง เพราะผู้กำหนดนโยบายขาดความเข้าใจบริบทในแต่ละพื้นที่

ในขณะที่ต้องยอมรับว่า ผู้ปฏิบัติส่วนหนึ่งก็ไม่มีความรู้สึกร่วมและความตั้งใจในการพัฒนาการศึกษาไทยที่แท้จริง และไม่เข้าใจหลักการของนโยบายเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของการแก้ปัญหาการศึกษาไทยให้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ ภาคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการเผยแพร่นโยบายที่ชัดเจน เข้มแข็ง แทนการทำโครงการที่หวังผลเฉพาะหน้า โดยเริ่มจากการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานจาก บนลงล่าง เป็นการทำงานร่วมกันในลักษณะของการ ร่วมมือ

ที่สำคัญต้องมุ่งเน้นการกระจายอำนาจทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ และบุคลากรไปที่หน้างาน โดยหน่วยงานรัฐส่วนกลางเปลี่ยนบทบาทจากการบังคับควบคุม ไปสู่การส่งเสริมให้แต่ละโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่


นโยบายด้านการศึกษา ที่คาดหวังจะได้เห็นในรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม นโยบายการศึกษาที่จะมาเป็นความหวังในการแก้ปัญหาการศึกษาไทยและขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าตัวนโยบายนั้นไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้น ผู้เขียนบทความจึงชี้ชัดไว้ว่า

“คงถึงเวลาแล้วที่พรรคการเมืองต้องมองว่า นโยบายการศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกพรรคต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อร่วมกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานในระยะยาว ไม่ใช่มุ่งแข่งขันกันในตลาดการเมืองระยะสั้น และไม่ใช่นโยบายที่ไว้ค่อยกำหนดหลังจากได้รับเลือกเป็นรัฐบาลแล้ว”

“นอกจากนี้ การเลือกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาและทีมรัฐมนตรี รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา ก็ควรพิจารณาสรรหาผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบการศึกษาไทยอย่างแท้จริง และพร้อมเปิดกว้างรับฟัง ขณะที่ทุกภาคส่วนต้องให้โอกาสและร่วมสนับสนุนให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้มาเป็นรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งยาวนานพอเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานด้วย”

นอกจาก ‘3 ปัญหาเก่า’ ที่จำเป็นต้องแก้ไขแล้ว
ยังมีอีก ‘2 ความท้าทายใหม่’
ที่รอต้อนรับรัฐบาลในอนาคตอยู่
ได้แก่ การที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย
และความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี
ซึ่งเรียกร้องให้ระบบการศึกษาไทย
ต้องตอบโจทย์การเตรียมความพร้อม
ให้คนไทยทุกช่วงวัยมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
และพร้อมใช้ชีวิต สร้างคุณค่า
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้

ที่สุดแล้ว หากจะคาดหวังความสำเร็จจากนโยบายการศึกษา ไม่ใช่แค่นโยบายจากพรรคการเมืองที่หากชนะการเลือกตั้งแล้วจะกลายเป็นนโยบายการศึกษาที่ใช้บริหารประเทศต่อไปเท่านั้น เพราะอีกภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในการช่วยสร้างเสถียรภาพให้นโยบายการศึกษาคือ ภาคสังคม โดยประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันใน กระบวนการกำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศ ด้วย


ที่มา : บทความเรื่อง “การศึกษาไทย…รออะไรจากรัฐบาลใหม่” โดย พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)


ติดตามแนวคิดและความพยายามเรื่อง การปฏิรูปการศึกษาไทย กันต่อ

‘การศึกษา’ ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มุ่งผลิตบุคลากรป้อน ‘10 S-curve’ ดีต่อประเทศจริงหรือ?

ทำไม การศึกษาฟินแลนด์ ทำน้อยแต่ได้มาก ? คำตอบพร้อมใช้ ปฏิรูปการศึกษาไทยให้เดินถูกทาง

IQ ใช้วัดระดับเชาวน์ปัญญามานานกว่าร้อยปี นี่ยุค 4.0 ต้องวัดกันที่ ‘DQ’ แล้ว