โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินคือ ‘ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา’ มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท ภายใต้อายุสัมปทานนาน 50 ปี ของการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่โหมโรงกันมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 และคาดหมายจะสะเด็ดน้ำลงนามสัญญาฉลองเดือนแรกของปี 2562 นับเป็นการเปิดปฐมบท “เปิดบริสุทธิ์” การลงทุนระดับอภิมหาโครงการในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ได้อย่างน่าตื่นเต้น และมีอานุภาพสูงยิ่งในการดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วทั้งโลก ให้ต้องจับจ้องพินิจพิจารณาการลงทุนในพื้นที่แห่งนี้ชนิดตาไม่กะพริบ…


เปิดม่านเมกะโปรเจกต์อีอีซี…เปิดมิติความสงสัย “ฮั้วหรือเปล่า?”

ความเคลื่อนไหวของโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ที่เริ่มต้นด้วยการเปิดขายซองข้อมูลรายละเอียดการประกวดราคาระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน กระทั่งถึงวันที่ 9 กรกฏาคม 2561 เป็นการจุดประกายฉายแสงสว่างแก่การลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ที่มีพลังกระตุกความสนใจนักลงทุนได้ดี โดยยืนยันได้จากจำนวนนิติบุคคลจาก 6 ประเทศคือ จีน-ญี่ปุ่น-มาเลเซีย-อิตาลี-ฝรั่งเศส และไทย รวม 31 ราย ที่ตบเท้ากันจ่ายเงินซื้อรายละ 1 ล้านบาทถ้วน ซื้อซองประกวดราคาไปศึกษาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจ…จะยื่นหรือจะหลบ!!

ไม่ว่านิติบุคคลที่ซื้อซองประกวดราคาไปทั้ง 31 ราย จะยื่น หรือไม่ยื่นซอง ก็ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะเจ้าของสัมปทาน ได้รับเงินค่าขายซองไปเรียบร้อย 31 ล้านบาท ด้วยเหตุที่เป็นการ “ขายขาด ไม่มีการรับประกันการซื้อคืน”

สำหรับรายนาม 31 นิติบุคคลที่อุดหนุนซองประกวดราคาโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ประกอบไปด้วย เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง / บีทีเอสกรุ๊ปโฮลดิ้ง / อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ / ยูนิคเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น / อิโตชู คอร์ปอเรชั่น / ชิโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น / ชิโนไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น / ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ / ช.การช่าง / ฟูจิตะ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) / ไชน่าเรลเวย์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น / ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง / ทีพีไอโพลีน / ไชน่าเรลเวย์กรุ๊ป / ไชน่าคอมมูนิเคชั่น คอนสตรัคชั่น / ไชน่ารีซอร์ส / โคเรีย-ไทยไฮสปีดเรลโรด คอนโซเตียม / เทอดดำริ / ซาลินีอิมพรีจิโอ / ฮิตาชิเอเชีย (ประเทศไทย) / ทรานส์เดฟกรุ๊ป / เอสเอ็นซีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล / แจแปนโอเวอร์ซีส์ อินฟราสตรัคเจอร์อินเวสเมนท์ คอร์ปอเรชั่น ฟอร์ทรานสปอร์ต แอนด์เออร์เบิร์น ดีเวลลอปเมนท์ / เพาเวอร์ไลน์เอ็นจิเนียริ่ง / เซ็นทรัลพัฒนา / แอลเอ็มทีสโตน / วานูแอสเซอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลกรีนฮับเบอร์ฮัด /ไชน่าสเตท คอนสตรัคชั่นเอ็นจิเนียริ่ง คอร์ปอเรชั่น / เอ็มอาร์ซีบีบิลเดอร์เอสดีเอ็นบีเอชดี / ซิติกกรุ๊ปคอร์ปอเรชั่น / เอ็นเนอร์ยีคอมเพล็กซ์

จากจังหวะแรกของการเดินหน้าโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน โดยการขายซองประกวดราคา ล่วงมาถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 หรือประมาณ 4 เดือนหลังวันสุดท้ายของการขายซองประกวดราคา เป็นกำหนดนัดหมายให้ผู้ที่ซื้อซองประกวดราคาไป และประสงค์จะยื่นประกวดราคาต้องจัดทำข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามเอกสารที่อยู่ในซอง แล้วนำไปยื่น ณ สถานที่กำหนด ภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

เมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมาย มีเพียงนิติบุคคล 11 รายเท่านั้น ที่ยื่นซองประกวดราคาตามระเบียบกฏเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่นิติบุคคลอีก 20 รายที่ซื้อซองประกวดราคาไป “สละสิทธิ์” ในการยื่นซองประกวดราคา พร้อมๆ กับ “ตัดใจทิ้งเงินค่าซอง 1 ล้านบาท ให้ รฟท.กินเปล่า” ไปอย่างถูกต้องโปร่งใส

นิติบุคคลทั้ง 11 รายที่ใช้สิทธิ์ยื่นซองประกวดราคาแข่งกัน มิได้แยกยื่นเป็น 11 ซอง แต่มีการผนึกรวมตัวกันเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร กับ กลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์

1). กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัดหรือ “ซีพี” และพันธมิตร ประกอบด้วย 8 นิติบุคคล คือ เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด / ไชน่าเรลเวย์คอนสตรัคชั่นคอร์ปอเรชั่น / ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ / ช.การช่าง / อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ / ไชน่ารีซอร์ส / ซิติกกรุ๊ปคอร์ปอเรชั่น / แจแปนโอเวอร์ซีส์ อินฟราสตรัคเจอร์อินเวสเมนท์ คอร์ปอเรชั่นฟอร์ทรานสปอร์ต แอนด์เออร์เบิร์นดีเวลลอปเมนท์

ในกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง ยังมีแนวร่วมที่ไม่ได้ปรากฏรายชื่อลงทะเบียนซื้อซองประกวดราคาอีกหลายรายคือ Siemens แห่งประเทศเยอรมนี /  Hyundai CS แห่งประเทศเกาหลีใต้ / Ferrovie dello Stato Italiane แห่งประเทศอิตาลี / CRRC-Sifang csj’ สาธารณรัฐประชาชนจีน และธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JBIC แห่งประเทศญี่ปุ่น

2). กิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ ประกอบด้วย 3 นิติบุคคลคือ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง /  ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น / ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง

ปรากฏการณ์ที่จำนวนผู้ซื้อซองประกวดราคาที่มีมากถึง 31 ราย แต่กลับมีการยื่นซองประกวดราคาแค่ 2 ราย ซึ่งประกอบด้วยผู้ซื้อซองประกวดราคาเพียง 11 ราย อาจไปมีผลสะกิดต่อมคิดของใครบางคน…บางกลุ่มให้เกิดจินตนาการ…“สงสัยจะมีการฮั้วกันรึเปล่า?”

กรณีที่ผู้ซื้อซองประกวดราคายอมทิ้งเงินค่าซอง สละสิทธิ์การยื่น ขณะเดียวกันก็มีการผนึกรวมตัวแข่งขันประกวดราคากันเพียง 2 กลุ่ม น่าเชื่อได้ว่าไม่มีประเด็นเกี่ยวพันกับการฮั้ว หรือการซูเอี๋ยราคากันแน่นอน แต่น่าจะมีเหตุผลหลักมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ

  • ประการแรก เงื่อนไขการยื่นซองประกวดราคาที่กำหนดให้ต้องใส่รายละเอียดตามข้อกำหนดรวม 5 ซอง คือ ซองว่าด้วยคุณสมบัติ…ซองว่าด้วยข้อเสนอทั่วไป…ซองว่าด้วยเทคนิค…ซองว่าด้วยราคา…และซองว่าด้วยข้อเสนอเพิ่มเติม
    ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อกำหนดให้ต้องแนบหลักประกันซอง จำนวนนิดหน่อย…2,000 ล้านบาท พร้อมกับค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนออีกเล็กน้อย…2 ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จเม็ดเงินที่ต้องถูกส่งไป “แช่แข็ง” เพื่อการนี้รวมทั้งสิ้น 2,002 ล้านบาท
  • ประการที่สอง เงื่อนไขในการต้องวางหลักประกันสัญญาจำนวน 4,500 ล้านบาท ในวันลงนามสัญญา ซึ่งได้รับการคาดหมายเวลาว่าจะไม่เกินสิ้นเดือนมกราคม 2562 เป็นอย่างช้า

กลุ่มซีพี ราศีดี โอกาสหยิบชิ้นปลามันมีสูง

ศึกชิงสัมปทานโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ที่ห้ำหั่นกันระหว่างกลุ่มซีพีและกลุ่มบีเอสอาร์ ซึ่งมี ค่ายบีทีเอส ของเจ้าสัวคีรี กาญจนพาสน์ เป็นหัวขบวน นับเป็นการต่อสู้น่าตื่นเต้นตื่นตาอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี กลุ่มซีพีดูจะมีข้อได้เปรียบในเชิงของความครบเครื่อง ครบครันเหนือกว่ากลุ่มบีเอสอาร์อยู่หลายขุม โดยสังเกตได้จากรายชื่อพันธมิตรที่กล้าเปิดเผยให้ชาวบ้านได้เห็น ชนิดไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน ซึ่งครอบคลุมการเดินหน้าโครงการในทุกมิติ ทั้งการก่อสร้าง-ระบบการเดินรถ-การบริหารจัดการพื้นที่-การเงิน

ในมิติของการก่อสร้าง…กลุ่มซีพี มีทั้งช.การช่าง/ อิตาเลียนไทยดีเวลลอปเมนท์ / ไชน่าเรลเวย์คอนสตรัคชั่นคอร์ปอเรชั่น

มิติของระบบการเดินรถ…กลุ่มซีพี มี Siemens /  Hyundai CS / Ferrovie dello Stato Italiane / CRRC-Sifang แถมพ่วงด้วย ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีอีเอ็ม)

มิติของการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุดจากที่ดินมักกะสัน 150 ไร่ และที่ดิน 25 ไร่ โดยรอบสถานีศรีราชา…กลุ่มซีพี ก็มีผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก ไชน่ารีซอร์ส และในเครือซีพี

มิติของฐานสนับสนุนทางการเงิน…กลุ่มซีพี ก็จัดว่าอยู่ในขั้นแข็งแกร่ง แน่นหนาไร้เทียมทาน ทั้งจากญี่ปุ่นคือ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JBIC และ แจแปนโอเวอร์ซีส์อินฟราสตรัคเจอร์อินเวสเมนท์คอร์ปอเรชั่นฟอร์ทรานสปอร์ตแอนด์เออร์เบิร์นดีเวลลอปเมนท์ รวมทั้งฐานสนับสนุนทางการเงินขนาดยักษ์จากจีน คือ ซิติกกรุ๊ปคอร์ปอเรชั่น

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบีเอสอาร์ กลับมีการเปิดไต๋เผยรายชื่อพันธมิตรออกมาอวดชาวบ้านแค่ 3 รายเท่านั้น คือ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง / ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น  และผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง  ซึ่งเป็นเงาสะท้อนเพียงแค่ 2 มิติคือ บีทีเอส สะท้อนมิติด้านการเดินรถ  ขณะที่ซิโน-ไทยเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น สะท้อนมิติด้านการก่อสร้าง และผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง สะท้อนมิติในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า

กลุ่มบีเอสอาร์ มี บีทีเอส เชี่ยวชาญงานเดินรถไฟฟ้า…กลุ่มชีพี ก็มี บีอีเอ็ม เชี่ยวชาญงานเดินรถไฟฟ้า แถมยังมากกว่าด้วยพันธมิตรจาก Siemens / Hyundai CS / Ferrovie dello Stato Italiane / CRRC-Sifang   

กลุ่มบีเอสอาร์ มี ซิโน-ไทยเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น โชว์ความเป็นแนวร่วมด้านงานก่อสร้าง…กลุ่มซีพี ก็มี แถมมีมากกว่าคือ ช.การช่าง และ อิตาเลียนไทยดีเวลลอปเมนท์

กลุ่มบีเอสอาร์ มี ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง เป็นแนวร่วมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า…กลุ่มซีพี ก็มี “ซีเคพี” ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้ารายใหญ่ในเครือข่าย ช.การช่าง

ในทางกลับกันกลุ่มซีพี สามารถเปิดเผยรายชื่อพันธมิตรด้านการบริหารจัดการพื้นที่ และพันธมิตรด้านการเงิน เพื่อแสดงถึงความพร้อมที่ครบถ้วนทุกมิติ ในการเดินหน้าโครงการให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ไร้จุดสะดุด แต่กลุ่มบีเอสอาร์กลับอุบไต๋รายชื่อพันธมิตรส่วนนี้ไว้ ให้เป็นที่น่าเคลือบแคลง และน่าห่วงกังวลในความพร้อม

ยิ่งหากสืบค้นข้อมูลย้อนรอยอดีตกลับไปในปี 2543 เมื่อแรกเดินหน้าโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “บีทีเอส” ซึ่งมีปัญหาหนี้สินนัวเนียนุงนังระหว่างสถาบันการเงิน “เครดิตสวิสเฟิร์สบอสตัน-ซีเอสเอฟบี” กับ “บีทีเอส-ธนายง” ก็จะยิ่งน่าห่วงใยยิ่งนัก…


รางวัลสำหรับผู้กำชัยชนะ

ศึกชิงสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ที่ต้องทุ่มเทสรรพกำลังทั้งสติปัญญา-ทุนทรัพย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ มีรางวัลที่หวานชื่นรอคอยอยู่อย่างน้อยที่สุดถึง 9 ประการ

1) สิทธิในการใช้สถานีกลางบางซื่อ โดยผู้รับสัมปทาน สามารถใช้พื้นที่สถานีกลางในการจอดรับผู้โดยสารและดำเนินการเชิงพาณิชย์ อาทิ การขายตั๋วรถไฟ, การให้บริการเสริมบนขบวนรถ และพื้นที่บนสถานีที่ ร.ฟ.ท.กำหนดส่งมอบให้

2) สิทธิในการใช้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยผู้รับสัมปทาน สามารถใช้พื้นที่ในการจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร ตามเงื่อนไขที่จะต้องระบุไว้ในสัญญาระหว่างผู้รับสัมปทาน กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

3) สิทธิในการใช้สนามบินอู่ตะเภา โดยผู้รับสัมปทาน สามารถใช้จอดรับ-ส่งผู้โดยสาร แต่ให้เป็นไปตามสัญญาระหว่างผู้รับสัมปทานกับกองทัพเรือไทย

4) สิทธิในการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมและสิทธิการให้บริการเดินรถไฟภายในเมือง City Line ของโครงการ Air-port Rail Link

5) สิทธิในการใช้โครงสร้างพื้นฐานส่วนก่อสร้างเพิ่มเติมจากสถานีพญาไท-ดอนเมือง และสถานีสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา และสิทธิดำเนินการให้บริการเดินรถไฟบนโครงสร้างนี้

6) สิทธิในการใช้ที่ดินมักกะสันเชิงพาณิชย์ รวมทั้งสิทธิในการเข้า-ออกพื้นที่ตามสัญญาเช่าพื้นที่ระหว่างผู้รับสัมปทาน กับ ร.ฟ.ท.ที่จะต้องดำเนินการต่อไป 

7) สิทธิการใช้ที่ดินรอบสถานีรถไฟศรีราชาเชิงพาณิชย์ รวมทั้งสิทธิในการเข้า-ออกพื้นที่ 

8) สิทธิในการใช้คลื่นความถี่ GSM-R สำหรับระบบอาณัติสัญญาณ ETC Level 2 โดย ร.ฟ.ท.จะเป็นผู้จัดเตรียมสัญญาณและแบบสิทธิให้ผู้รับสัมปทาน หากมีค่าใช้จ่ายตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรียกเก็บ ให้ผู้รับสัมปทานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้น

9) สิทธิการพัฒนาเชิงพาณิชย์บนสถานีรถไฟ ผู้รับสัมปทานจะสามารถใช้พื้นที่บนสถานีรถไฟเพื่อดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้


บทความอื่นๆ ที่ช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับพื้นที่อีอีซี

เคลียร์ 8 กรณี ที่ วสส.นำเสนอข้อมูลการพัฒนาพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกคลาดเคลื่อน

อีอีซีแจง “อาลีบาบา ถือครองที่ดินระหว่างลงทุนในไทย” อยู่ภายใต้กฏหมายที่มีข้อกำหนดชัดเรื่องปกป้องอธิปไตย

5 โปรเจ็กต์อีอีซี 6.52 แสนล้าน ประเทศชาติและประชาชนได้อะไร?