แม้การพัฒนา ‘สนามบินอู่ตะเภา’ สู่ ‘มหานครการบินภาคตะวันออก’ จะเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 2.9 แสนล้านบาท แต่หาใช่อุปสรรคแห่งการสรรหานักลงทุน เพราะเมื่อกองทัพเรือเปิดขายซองทีโออาร์ ปรากฏว่ามีนักลงทุนมายื่นขอซื้อซองเอกสารชี้ชวนการลงทุนสูงถึง 42 บริษัท

สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้มีประกาศจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยกำหนดให้พื้นที่ 6,500 ไร่ บริเวณสนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง เป็น “เขตส่งเสริม : เมืองการบินภาคตะวันออก” (พื้นที่เขตส่งเสริมเมืองการบินฯ) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการฯ ไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 กองทัพเรือและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้จัดทำเอกสารเพื่อประกาศเชิญชวนเอกชนที่มีศักยภาพเข้าร่วมการคัดเลือกลงทุนในโครงการฯ ดังกล่าว


งบลงทุน 2.9 แสนล้าน รัฐควักกระเป๋าจิ๊บ…จิ๊บ 1.7 หมื่นล้าน

หน่วยงานเจ้าของ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คือ กองทัพเรือ ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น เป็นการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ (Public Private Partnerships : PPP) คือการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐนั่นเอง ซึ่งโครงการนี้ใช้เงินลงทุนรวม 290,000 ล้านบาท (ภาครัฐ 17,768 ล้านบาท ภาคเอกชน 272,232 ล้านบาท) ซึ่งจะได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 189,999 ล้านบาท  ไม่นับรวมการจ้างงาน 15,640 ตำแหน่งต่อปี ผลตอบแทนโครงการ 193,612 ล้านบาท (ภาครัฐ 119,353 ล้านบาท ภาคเอกชน 74,259 ล้านบาท)

สำหรับการลงทุนในรูปแบบ PPP มีข้อดีคือ ลดการใช้งบประมาณของรัฐ เนื่องจากรัฐลงทุนเพียง 32% อีก 68% เป็นการลงทุนของภาคเอกชน ขณะที่ผลตอบแทนมีการระบุตัวเลขชัดเจนว่าจะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และรัฐได้ผลตอบแทนทางการเงินตลอดระยะเวลาโครงการ 50 ปี เป็นจำนวนเท่าไหร่


42 บริษัทซื้อซองก่อนชิงดำ การบินไทย / คิง เพาเวอร์ / ซีพี พร้อมลุย

กองทัพเรือและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้จัดทำเอกสารเพื่อประกาศเชิญชวนเอกชน (ทีโออาร์) ร่วมลงทุนในรูปแบบการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)  ระหว่างวันที่ 16-29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยได้เปิดให้เอกชนซื้อซองข้อเสนอ และมีบริษัทไทยและต่างชาติเข้าซื้อซองทีโออาร์ถึง 42 บริษัท

ประกอบด้วยบริษัทไทย 24 ราย อาทิ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด, บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โอลดิ้งจำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่นส์ จำกัด, บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเม้น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังนักลงทุนจากจีน 6 ราย ญี่ปุ่น 5 ราย ฝรั่งเศส 2 ราย เยอรมัน 2 ราย มาเลเซีย 1 ราย อินเดีย 1 ราย และ ตุรกี 1 ราย โดยจัดให้มีการประชุมชี้แจงแบบและตอบข้อซักถามอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะเปิดให้มีการรับซองข้อเสนอ ณ ห้องประชุมกองทัพเรือ ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และคัดเลือกนักลงทุนเพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการต่อไป


เปิดประชุมชี้แจงแบบครั้งที่ 1 ก่อนพาทัวร์พื้นที่

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 พลเรือเอก โสภณ วัฒนมงคล รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแบบ ครั้งที่ 1 ณ ห้องพิไชยญาติ ชั้น 2 วังนันทอุทยานสโมสร เพื่อให้ข้อมูลโครงการ และเปิดเวทีให้ผู้ซื้อเอกสารได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนและข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ โดยมีนักลงทุนที่สนใจซื้อซองข้อเสนอ ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ผู้แทนกระทรวงคมนาคม และสื่อมวลชนร่วมงานกว่า 150 คน

สำหรับขอบเขตของการลงทุนในโครงการฯ แบ่งเป็นการออกแบบและก่อสร้าง ตลอดจนการให้บริการและการซ่อมบำรุงรักษาทางวิ่ง (Runway) ทางขับ (Taxiway) และระบบที่เกี่ยวข้องในสนามบินอู่ตะเภาสำหรับการขึ้นลงและเคลื่อนตัวของอากาศยาน, อาคารหอบังคับการบินแห่งที่ 2 (Air Traffic Control Tower), อาคารปฏิบัติการ, อาคารสนับสนุน ระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในสนามบินอู่ตะเภาสำหรับการควบคุมการจราจรทางอากาศ

ส่วนงานหลักที่สนับสนุนการพัฒนาโครงการฯ เช่น

  • อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3
  • ศูนย์การขนส่งภาคพื้นดิน (Ground Transportation Centre : GTC) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการจราจรสำหรับการให้บริการขนส่งสาธารณะไปสู่สนามบิน
  • ศูนย์ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ (Cargo Complex)

ในส่วนพื้นที่เขตประกอบการค้าเสรีและเขตธุรกิจเกี่ยวเนื่องในสนามบินอู่ตะเภา (Cargo Village or Free Trade Zone : FTZ) มีศูนย์ธุรกิจการค้าเพื่อพัฒนาพื้นที่ในสนามบินอู่ตะเภา (Commercial Gateway), ระบบสาธารณูปโภคกลาง, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สำนักงานของกรมศุลกากร, สำนักงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและอื่นๆ และงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่การบริการด้านการบิน (Non-aeronautical Services) กับธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยมีระยะเวลาการร่วมลงทุน 50 ปี นับจากวันที่กำหนดให้เอกชนเริ่มการดำเนินโครงการฯ

ภายหลังการประชุมชี้แจงแบบแล้ว จึงพานักลงทุนที่สนใจและสื่อมวลชนลงพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้เห็นพื้นที่จริง ในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 เป็นการสร้างความเข้าใจและช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น


เดินหน้าสู่ศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค

การเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในครั้งนี้ ก็เพื่อให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนร่วมกันใช้แหล่งเงินทุน ความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน ออกแบบและก่อสร้าง ให้บริการและการบำรุงรักษาโครงการฯ ในการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินระดับโลกซึ่งมีมาตรฐานระดับสูง ทั้งด้านความปลอดภัย ความมั่นคง การให้บริการผู้โดยสาร และด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย รองรับการพัฒนาพื้นที่ภายในพื้นที่อีอีซีให้เป็น ‘เมืองการบินภาคตะวันออก’ (Eastern Airport City) ของประเทศไทย และพัฒนาให้ ‘ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ในระดับภูมิภาค’