“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” คำกล่าวคุ้นหูนี้ มักเป็นคำที่หลายคนนึกถึง เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงคุณูปการของเสียงดนตรี เพราะไม่ว่ามนุษย์จะสุขหรือเศร้า เหงาหรือสนุก เสียงเพลงก็เป็นเหมือนเพื่อนแท้ที่จะเคล้าคลออยู่ในทุกความรู้สึกที่กล่าวมาเสมอ จึงไม่น่าแปลกใจที่เสียงเพลงถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ โดยเป็นศาสตร์ทางเลือกที่ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วยให้ดีขึ้นในหลายกรณี

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด นักวิชาการด้านการใช้ดนตรีบำบัดจึงศึกษาค้นคว้าแบบลงลึกไปในเรื่องการใช้ ‘ดนตรีบำบัดใจ’ ซึ่งผลการวิจัยได้เปิดเผยข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า จังหวะเพลงหรือดนตรีแบบใดที่ช่วยบำบัดจิตใจให้ผ่อนคลายจากความเครียดได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ


ทำไม ‘ดนตรีบำบัดใจ’ จึงเยียวยาทุกคนได้เหมือนยาวิเศษ

จากบทความที่ อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th เขียนขึ้น อธิบายให้เรารู้ว่า ดนตรีทำงานอย่างไร จึงมีผลเป็น ‘ดนตรีบำบัดใจ’ ได้

ผู้เขียนบทความ เริ่มจากการเชิญชวนให้ลองสังเกตให้ลึกลงไปอีกนิด ว่าในห้วงเวลาที่คนเราเศร้า ทำไมบางเพลงดึงให้เราเศร้าลงไปอีก ราวกับว่า กำลังอยู่ในพายุของความเศร้าที่พัดกระหน่ำความรู้สึก ขณะเดียวกัน ทำไมเวลาที่เรามีความสุข จังหวะเพลงที่สนุกสนาน ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกสนุกและมีความสุขมันเพิ่มขึ้นแบบสุดๆ ไปเลย ท้องฟ้าช่างสดใส เราสามารถยิ้มไปกับลมพัดใบไม้ไหวอย่างไม่มีสาเหตุ

“นั่นก็เป็นเพราะว่า ‘องค์ประกอบของดนตรี’ มีผลกับร่างกายและจิตใจเรา ไม่ว่าจะเป็น จังหวะ (Rhythm) ช่วยเสริมสร้างสมาธิและช่วยผ่อนคลาย ระดับเสียง (Pitch) ในระดับต่ำและระดับสูงปานกลาง ช่วยให้รู้สึกสงบ ความดัง (Volume) ในระดับเบานุ่ม ทำให้เกิดความสุขสงบ สบายใจ ทำนองเพลง (Melody) ช่วยระบายความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และคลายความกังวล การประสานเสียง (Harmony) ช่วยวัดระดับอารมณ์ความรู้สึกได้ โดยดูจากอาการที่แสดงออกมาเมื่อฟังเสียงประสานต่างๆ”


แล้วจังหวะไหน บีทเท่าไร จึงจะดีต่อใจที่สุด?

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าภาษาดนตรีเรียกจังหวะที่อยู่ระหว่าง 70–80 บีท ว่า อะดาจิเอตโต (Adagietto) เป็นจังหวะช้า สบายๆ ทางการแพทย์จึงใช้เสียงดนตรีบรรเลง แบบไลต์มิวสิค ในจังหวะช้าๆ ก่อนที่ผู้ป่วยจะผ่าตัด เป็นการทำให้จิตใจคนไข้สงบ บรรเทาอาการกังวล เครียด และหลังผ่าตัดเสร็จก็เปิดเพลงบรรเลง เพื่อลดความเครียดจากอาการปวดแผล และบำบัดจิตใจอีกด้วย

คำถามที่ว่า จังหวะไหน บีทเท่าไร จึงจะดีต่อใจที่สุด? ผู้เขียนบทความอธิบายอย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นจังหวะ ’72 บีท’ จึงจะเป็น ‘ดนตรีบำบัดใจ’ ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด

“แต่หากจะโฟกัสว่าดนตรีรูปแบบไหนสามารถลดอาการเครียด หรือวิตกกังวลตลอดเวลาของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าได้ ในการบำบัดคนไข้นั้น จะมีการใช้เสียงเพลงเข้ามาแทนที่ความวิตกกังวล ควบคู่กับกิจกรรมร้องเพลงจนเกิดสมาธิ เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย ซึ่ง เอลิซาเบธ สก็อต (Elizabeth Scott) ที่ปรึกษาด้านสุขภาพของสถาบัน THE AMERICAN INSTITUTE OF STRESS รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เคยให้ข้อมูลไว้ว่า หลังจากศึกษาผลของเพลงที่มีต่อการรักษาโรคก็พบว่า เพลงช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น สร้างภาวะผ่อนคลายได้จริง”


ประโยชน์ 8 ด้านที่ได้จากการฟังดนตรี
ในทางการแพทย์ปัจจุบัน ศาสตร์ของ ดนตรีบำบัดใจ ได้นำมาปรับใช้ในการบำบัดผู้ป่วยเพื่อลดความเครียดและความกังวลในระหว่างที่ป่วยมานานแล้ว โดยขอบข่ายที่แพทย์ใช้ดนตรีบำบัดนี้ก็เพื่อให้เกิดผลดีต่อคนไข้ดังต่อไปนี้
  1. ปรับสภาพจิตใจให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองเชิงบวก
  2. ผ่อนคลายความตึงเครียด และความวิตกกังวล
  3. สร้างทักษะ พัฒนาการเรียนรู้ และความจำ
  4. กระตุ้นประสาทสัมผัสการรับรู้
  5. เสริมสร้างสมาธิ
  6. พัฒนาทักษะทางสังคม การสื่อสาร การเคลื่อนไหว
  7. ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดอาการเจ็บปวด
  8. ช่วยเสริมกระบวนการบำบัดทางจิตเวช

เปรียบดนตรีเป็นสารอาหารแห่งความสุข เยียวยาทุกดวงใจให้ฟื้นคืนสู่ความสดใส

ด้าน เกศินี จุฑาวิจิตร นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครปฐม แผนงานทุนอุปถัมภ์เชิงรุกเพื่อสื่อศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์ สสส. พบว่า ดนตรี ไม่ได้เป็นแค่ดนตรีที่มอบความสนุกสนานและความสุขให้แก่ผู้ร้อง ผู้ฟังเท่านั้น แต่คุณค่าของดนตรีที่ค้นพบคือ เป็นสารอาหารครบหมู่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีคิดและวิถีชีวิตของเรา

  • ดนตรีเปรียบได้กับ คาร์โบไฮเดรต สร้างพลังการเรียนรู้ทุกๆ ด้าน เสริมขวัญและกำลังใจ
  • ดนตรีเทียบเคียงกับ โปรตีน ที่คอยซ่อมแซมและเยียวยาจิตใจที่สึกหรอให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความระลึกรู้ เกิดทักษะ จิตอาสา และทัศนคติในการมองโลก
  • nดนตรีnเหมือน ไขมัน ทำหน้าที่เป็นพาหะ เคลื่อนย้าย และขนส่งเรื่องราวดีๆ ระหว่างบุคคล
  • ดนตรีเป็น เกลือแร่และวิตามิน คอยเสริมแต่ง กระตุ้น ควบคุม เร่งเร้าให้ผู้ฟัง ผู้เล่น ได้ทั้งความสุขและความรู้
  •  ดนตรี ไม่ต่างอะไรกับ น้ำ ที่ละลายความเป็นตัวตน


:: Salika’s says ::

แล้วจะเลือกเพลงที่มีคุณสมบัติเป็น ดนตรีบำบัดใจ อย่างไร ผู้เขียนบทความนี้ได้หยิบยกเอาเคล็ดลับที่ เอลิซาเบธ สก็อต นำเสนอไว้ถึง 7 วิธีเลือกเพลงให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  1. เลือกเพลงที่ท่วงทำนองช้าๆ สบายๆ และเป็นเสียงของธรรมชาติ โดยจะมีคลื่นจังหวะที่ 72 บีท (beat) ต่อ 1 นาที ไม่ดังมากจนเกินไป ซึ่งเท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจมนุษย์ในภาวะปกติ และไม่ควรฟังเสียงดังเกิน 80 เดซิเบล ถ้าฟังก่อนเริ่มเรียน เริ่มทำงาน ช่วงพัก จะทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีสุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยลดความเครียดได้
  2. ชำระล้างอารมณ์ด้วยเสียงเพลง โดยการฟังเพลงใน 20 นาทีแรก และหลังจากนั้นให้ฟังอย่างตั้งใจ โดยใส่หูฟัง นอนบนพื้นราบ และพุ่งความสนใจไปที่เสียงเพลง พร้อมหลับตาลง
  3. ตัดเรื่องขุ่นข้องหมองใจออกจากความคิด ขณะที่เพลงกำลังบรรเลง มุ่งความสนใจไปที่ลมหายใจ ควบคุมการหายใจ ให้ลึก ช้า และสม่ำเสมอ และให้จิตใจจดจ่อกับเสียงเพลงจนเกิดสมาธิ
  4. ถ้าต้องการกระตุ้นให้เกิดความคึกคัก ในขณะทำงานควรเลือกฟังเพลงเร็ว
  5. ถ้าต้องการเสริมสร้างความคิด การฟังเพลงสำหรับเด็ก เพลงย้อนยุค ช่วยให้เกิดความสงบได้ เพราะเป็นท่วงทำนองช้า
  6. เมื่อเครียดมาก และไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ให้เดินออกกำลังกาย พร้อมฟังเพลงที่ชอบนานประมาณ 30 นาที
  7. เมื่อความเครียดบรรเทาไประยะหนึ่ง ให้ตั้งใจฟังเสียงธรรมชาติรอบตัว 15-20 นาที ความเครียดจะลดลง

ที่มา : บทความเรื่อง “บีท 72” จังหวะ…บำบัดใจ โดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th


อ่านเรื่องราว ดีต่อใจ กันต่อ

คำว่า ‘บ้าน’ คิดถึง ‘บ้าน’ บอกความหมายที่หลากหลายในใจคน

The Intern โลกของคนโก๋เก๋า กับบอสเจนวายสายอีคอมเมิร์ซ

งานวิจัยฟันธง คนมีอารมณ์ขัน ฉลาด สมองดี กว่าคนอื่น