“งานวิจัยที่ไมโครซอฟท์จัดทำร่วมกับไอดีซีระบุว่า เทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT ถือเป็นนวัตกรรมอันดับหนึ่งที่กำหนดทิศทางในอนาคตของธุรกิจทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวไว้ในงานสัมมนา ‘Future Now’ ภายใต้แนวคิด AI for Thais


อัปเดตงานวิจัยและแผนก้าวในไทยสไตล์ ‘ไมโครซอฟท์’

ผลวิจัยของไมโครซอฟท์และไอดีซีเปิดเผยว่า
กว่า 95% ของตำแหน่งงานในประเทศไทย
จะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง
เชิงเทคโนโลยีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์

ไมโครซอฟท์ องค์กรนวัตกรรมที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางเทคโนโลยีในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ผ่านแพลตฟอร์ม Cloud และ AI จึงให้ความสำคัญกับงานวิจัยอย่างยิ่ง โดยมีสถาบันวิจัย Microsoft Research (MSR) ที่มุ่งสำรวจทุกขอบเขตทางนวัตกรรมเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ สำหรับการใช้งานสารพัดรูปแบบ และยิ่งเราได้ยิน AI ถี่ขึ้น ประเทศไทยก็ยิ่งต้องวางรากฐานให้ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสังคมไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยธนวัฒน์บอกว่า จะต้องคำนึงถึง 4 ด้าน ดังนี้

  • การพัฒนาทักษะเชิงดิจิทัลให้กับคนไทยอย่างทั่วถึง
  • การปรับแต่งเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพการใช้งานจริง เช่น ในด้านภาษา วัฒนธรรม กฎหมายและกรอบนโยบาย
  • การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรและนักพัฒนาทั่วประเทศให้นำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มที่
  • ความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ ออกแบบ ปรับแต่งผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อลูกค้าในประเทศไทยโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ มีโครงการที่ไมโครซอฟท์กำลังทำร่วมกับหลากหลายภาคส่วนเพื่อเร่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เช่น โครงการสำหรับเยาวชน Coding Thailand โครงการสำหรับบุคลากรในตลาดแรงงานปัจจุบัน Digital ASEAN ของ World Economic Forum เพื่อยกระดับทักษะของแรงงานกว่า 20 ล้านคนในอาเซียน ภายในปี 2563


คุยกับคุณหมอที่ไม่ได้ประจำในโรงพยาบาล แต่ทำงานวิจัยบนระบบ Cloud และ AI ในห้องแล็บ

เราพบ ดร.พญ.พิจิกา วัชราภิชาต ในวันธรรมดาที่ออฟฟิศของไมโครซอฟต์ ประเทศไทย โดยรับรู้ประวัติและผลงานของคุณหมอมาก่อนหน้า เนื่องจากเคยเขียนถึงในบทความ : ดร.พญ.พิจิกา วัชราภิชาต คุณหมอ AI ศึกษาและเทใจให้ Healthcare สรุปสั้นๆ คือ เป็นคนไทยที่ฉีกเส้นทางจากอาชีพหมอ ไปเรียนปริญญาโทด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ประเทศอังกฤษจนจบปริญญาเอก ปัจจุบันทำงานวิจัยโดยเป็นคนไทยเพียงคนเดียวของทีม Microsoft Research ประจำ ณ ศูนย์วิจัยที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

ดร.พญ.พิจิกา วัชราภิชาต

ในขณะที่การแพทย์ในภาพรวมกำลังมุ่งหน้าไปสู่ ยุคของเวชศาสตร์เชิงป้องกัน คือ มุ่งคาดการณ์และยับยั้งโรคร้ายอย่างรวดเร็ว แทนที่จะตามรักษาอาการในภายหลัง ดร.พญ.พิจิกาบอกว่า AI และ Machine Learning เป็นสองเทคโนโลยีสำคัญที่ “สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาโรคต่างๆ ได้ในอนาคต” โดยนำมาพัฒนาในด้านระบบการ ‘ประมวลภาพทางการแพทย์’ และการ ‘วิเคราะห์ประวัติสุขภาพเชิงลึกแบบก้าวหน้า’

“ศักยภาพของ AI ในการประมวลผลข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลอย่างชาญฉลาด จะช่วยเสริมความแม่นยำด้านการรักษาถึงระดับบุคคล สนับสนุนให้การทำงานของบุคลากรแพทย์ในทุกขั้นตอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะปูทางไปสู่การค้นพบใหม่ๆ อีกมากและช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ที่มีความซับซ้อนสูงสุด”

ตามโซเชียล มีเดียต่างๆ มีการพูดถึง AI ในแง่มุมของความอัจฉริยะและการเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ สำหรับประเด็นนี้ ดร.พญ.พิจิกาวิเคราะห์ให้ฟังว่า AI ทำงานในหลายๆ ด้านและวิเคราะห์ได้แม่นยำกว่ามนุษย์มาก โดยจะไม่ได้เข้ามาแทนที่ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ แต่จะเข้ามาเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถทำงานกับข้อมูลได้เต็มประสิทธิภาพกว่าที่เคย ตัดสินใจได้แม่นยำกว่า และเดินหน้าสู่การค้นพบในหลากหลายสาขาได้รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“แม้ว่าตำแหน่งงานราว 30% จะถูกกระจายออกสู่แรงงานนอกประเทศ และแทนที่ด้วยเทคโนโลยี หรือหมดความจำเป็นลงไป แต่เทคโนโลยีดิจิทัลก็จะทำให้มีตำแหน่งงานใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสใหม่ในตลาดแรงงาน ขณะที่อีก 35% จะยังคงรักษาตำแหน่งงานในรูปแบบเดิมเอาไว้ ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เราต้องเสริมสร้างทักษะในด้านใหม่ๆ ต่อไป”


AI คุยกับเราได้ แล้วไว้ใจได้ไหม?

มาที่ประเด็นด้านรากฐานเชิงศีลธรรม – ผิดชอบชั่วดีกันบ้าง เนื่องจาก AI ยังไม่สามารถรู้สึกนึกคิดในทุกๆ ด้านได้เหมือนมนุษย์ ซันนี่ พาร์ค ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและองค์กรสัมพันธ์ ไมโครซอฟท์ เอเชียแปซิฟิก จึงแสดงความคิดเห็นว่า ภาครัฐ นักวิชาการ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และภาคเอกชน ต้องร่วมมือกันกำหนดหลักการและกรอบนโยบายสำหรับการสร้างและใช้งานระบบ AI ในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้ AI ทำงานอย่างยุติธรรม มั่นคง ปลอดภัย รักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เปิดโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และมีความโปร่งใส กล่าวคือ ให้ทำงานโดยมีความรับผิดชอบนั่นเอง

วันนั้น นอกจากได้พบทีมผู้บริหารของไมโครซอฟท์ ดร.พญ.พิจิกา วัชราภิชาต เรายังได้พบ ‘เพิ่มพงศ์ เอี้ยวบันดาลสุข’ สตาร์ทอัพไทยแห่ง บลู โอเชียน เทคโนโลยี ผู้พัฒนาโซลูชั่น VRSIM โดยผสมผสานเทคโนโลยี VR และ Machine Learning เข้าด้วยกัน

เพิ่มพงศ์ เอี้ยวบันดาลสุข

อยากรู้ว่า VRSIM ทำอะไรได้บ้าง โปรดติดตามบทความภาคต่อ