น่าจะชัดเจนแล้วว่า ‘ภูมิเศรษฐกิจภาคใต้’ จะเร่งการเติบโตได้ก็ต้องเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งคงต้องพึ่งพาจังหวัดท่องเที่ยวเข้ามาช่วยเหลือ อย่างภูเก็ต สุราษฎร์ธานี หรือการจัดงานเทศกาลต่างๆ 


แรงงานกับสมการราคา

หากพิจารณาจากสมการราคาที่กำหนดขึ้น ในส่วนของ แรงงานการผลิต ปรากฏดังนี้

  • ปลาทู 1 กิโล = ปาล์ม 60 กิโล
  • ปลาทู 1 กิโล = ขี้ยาง 9 กิโล
  • หมู 1 กิโล = ปาล์ม 68 กิโล
  • หมู 1 กิโล = ขี้ยาง 10 กิโล
  • ปุ๋ย 1 ถุง = ปาล์ม 385 กิโล
  • ปุ๋ย 1 ถุง = ขี้ยาง 59 กิโล

ข้อมูลดังกล่าวนี้ อ้างอิงจากที่ระบุไว้หน้างานของชาวสวน ซึ่งจะเห็นว่ามีแนวโน้มตกต่ำของแรงงานการผลิต และการพึ่งพา ‘เศรษฐกิจฐานวัตถุดิบ’ นั้นเหมือนเป็นคำสาปของภาคการผลิต กล่าวคือ ต้องใช้เวลาในการผลิตมากกว่าภาคการผลิตอื่นจึงจะมีรายได้ในการบริโภค สะท้อนให้เห็นคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน  นอกจากนี้ ในภาพรวมของแรงงานโดยเฉลี่ย แรงงานปักษ์ใต้ทำงานมากกว่าแรงงานภาคอื่น

ถ้าเป็น อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ อาจจะอธิบายว่า แรงงานภาคการประมง เลี้ยงสัตว์ การแปรรูปปุ๋ย มีคุณภาพและศักดิ์ศรีมากกว่าการปลูกยาง ปาล์ม และยังใช้เวลาน้อยกว่าในการได้ผลผลิต 


‘ยางพารา’ พืชสวัสดิการสังคม?

แต่ปัจจุบัน เรากำลังอธิบายว่า ผลผลิตเกินความต้องการของตลาด จึงต้องลดปริมาณการผลิตหรือเจรจากับประเทศที่มีกำลังการผลิตเหมือนกันจึงจะกำหนดราคาได้ 

ได้ยินกันมานานแล้วคำอธิบายนี้ จนปัจจุบัน ‘ยางพารา’ กลายเป็นพืชสวัสดิการของสังคมไปในที่สุด คือต้องอาศัยการช่วยเหลือด้านงบประมาณจากภาครัฐ และที่ผ่านมา แทรกแซงงบไปแล้วมากกว่า 1.8 แสนล้านบาท ในรอบ 20 ปี

ต้องใช้ถนนลาดด้วยน้ำยางมากยิ่งขึ้นจึงจะช่วยกระตุ้นราคาได้

หากคิดแบบนี้ ชัดเจนว่าทำไมภาคการผลิตนี้จึงไม่มีกำลังซื้อทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างแน่นอน เนื่องจากช่องว่างด้านราคาในภาคการผลิตนั้น ยังต้องอาศัยการจัดสรรงบประมาณโดยภาครัฐลงไป เพราะตกอยู่ในแนวคิดประชา (รัฐ) นิยมที่จะเรียกร้องตามใจชอบ

เงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้สามารถเปลี่ยนภาคการผลิตใหม่แทนยางพาราได้ เพราะตามข้อเท็จจริงในช่วงเวลาหนึ่ง การขาดแคลนแรงงานด้านการบริการซ่อมแซมถูกภาคการผลิตยางพาราดึงดูดคนไป แต่ในปัจจุบันภาคการผลิต การบริการ กลับได้แรงงานจากยางพารา

ฉะนั้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องคิด ‘แพลตฟอร์มแบบใหม่’ ที่แตกต่างจากเดิมๆ กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงจากการซื้อถูกขายแพง แบบเปิดตลาดอย่างไม่มีขีดจำกัด เป็นความร่วมมือกันของนักลงทุนที่รัฐหรือเอกชนกำหนดมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่ผู้ผลิตทั่วไปเข้าถึงยาก (มาตรฐาน, เทคโนโลยี, การจัดตั้ง) โดยรัฐทำหน้าที่แจ้งรายละเอียดหรือพัฒนาสินค้าการเกษตรดังกล่าว

หากไม่ผ่านระบบตรวจสอบอัตโนมัติด้านมาตรฐานสินค้า จะไม่สามารถจำหน่ายในตลาดได้ โดยผู้บริโภคสามารถรับรู้คุณภาพและมาตรฐานสินค้าการเกษตรโดยผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงความปลอดภัยของสินค้า (อย่างรวดเร็ว) และที่สำคัญคือ การกำหนดพื้นที่การผลิตที่มีระบบนิเวศไร้มลภาวะเป็นจุดขาย โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าแปรรูปเนื้อสัตว์ นมเนย สำหรับเครือข่ายร้านค้าหรือภัตตาคารตลาดระดับบน

วิธีการแบบนี้ รัฐอุกกาบาตที่ต้องการเปลี่ยน DNA ของตนเอง เช่น ‘มองโกเลีย’ ซึ่งไม่เคยมีชื่อชั้นในการแปรรูปเนื้อสัตว์เข้าสู่ภัตตาคารจีนและร้านค้าพรีเมียมได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันน่าสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อสหรัฐใช้สงครามการค้ากับจีน แม้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนอาจยังไม่นำมาสู่การขึ้นภาษีนำเข้าหลังปีใหม่ แต่จีนก็ไม่ได้ไห้ความสนใจมาก กลับเปิดตลาดสินค้าการเกษตรจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศที่มีชายแดนใกล้ชิดกับจีนเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มขยายการค้าสินค้าเกษตรในรอบทศวรรษ โดยเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว 

จีนไม่ต้องการที่จะให้ราคาสินค้าเกษตรที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสหรัฐ มองโกเลียจึงใช้เทคโนโลยีการแปรรูปไส้กรอกจากเยอรมนี (ประเทศที่เป็นเทพด้านนี้) บวกกับจุดขายของตนเองที่บอกชัดเจน โดยระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่การผลิตที่ไร้มลภาวะ จึงทำให้ไส้กรอกของมองโกเลียส่งออกได้และเป็นที่นิยมมากในตลาดจีน

glass-sd.narod.ru

โดยราคาไส้กรอก 500 กรัม คิดเป็นราคาบ้านเราคือ 1,600 บาท เพื่อที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องกำหนดข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ด้านเนื้อสัตว์ที่จะเข้าสู่ตลาด ทั้งด้านมาตรฐานและแหล่งผลิตที่ไร้มลภาวะ รวมถึงการลดรายจ่ายการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 

วิธีการดังกล่าวนั้นเป็นแพลตฟอร์มจาก โรงเรือนถึงโต๊ะภัตตาคาร น่าจะให้คำตอบที่ดีกว่าแพลตฟอร์มประชา (รัฐ) นิยมที่ดำเนินอยู่ เพราะไม่ได้ตอบคำถามด้านการเพิ่มมูลค่าในภาคการผลิต และวกไปวนมาจนมองโกเลีย รัสเซีย ส่งออกสินค้าการเกษตรไปต่างประเทศได้ในที่สุด 

ปัญหาของรัฐอุกกาบาตคือ การเอาแต่แข่งขันทางการเมืองและตกอยู่กับสไตล์ความคิดแบบประชา (รัฐ) นิยม


 

 

เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย