ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีนโยบายหนึ่งที่รอการตัดสินใจจากภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป เพราะมีความคิดเห็นที่ยังขัดแย้งกันจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ ‘นโยบายเก็บภาษีความเค็ม’ ซึ่งหากพิจารณาจากจุดประสงค์ของนโยบายนี้แล้ว นับว่าเริ่มขึ้นจากความตั้งใจดีที่ต้องการให้คนไทยห่างไกลจากภัยโซเดียม แต่จะสิ้นสุดลงอย่างไร ประเทศไทยจะได้ใช้นโยบายนี้เหมือนกับนานาอารยประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม


‘นโยบายเก็บภาษีความเค็ม’ นโยบายชี้ชะตาสุขภาพคนไทย ที่เกิดจากความตั้งใจดี แต่ส่อแววไร้ความหวัง

ก่อนอื่น ขออัปเดตสถานการณ์ล่าสุดในเรื่องของนโยบายชี้ชะตาสุขภาพคนไทย ว่าจะได้รับการปกป้องดูแลด้วยมาตรการของรัฐ เพื่อให้ห่างไกลจาก ‘ภัยโซเดียม’ ที่แฝงอยู่ในทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่างๆ ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดหรือไม่นั้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเป็นต้นเรื่องของความคิดนี้ คือ กรมสรรพสามิต

นายพชร อนันตศิลป์ : www.excise.go.th

โดยเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ยืนยันเกี่ยวกับกรณีที่มีการนำเสนอข้อมูลว่า กรมสรรพสามิตจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในเรื่องเกี่ยวกับการเก็บภาษีสินค้าที่มีไขมันและความเค็มมาก ซึ่งเป็นอีกต้นเหตุสำคัญในการทำลายสุขภาพว่า

“ตอนนี้นโยบาย ‘เก็บภาษีความเค็ม’ อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบความเป็นไปได้ ซึ่งหากมีการจัดเก็บจริงจะต้องมีความชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนในวงกว้าง”

นอกจากนี้ อธิบดีกรมสรรพสามิตได้อธิบายเพิ่มเติมว่า อัตราการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตปัจจุบัน มีอยู่หลักๆ 3 กลุ่ม ที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ภาษีบาป ภาษีพลังงาน ภาษีสิ่งแวดล้อม ซึ่งในส่วนภาษีสิ่งแวดล้อมนี้จะรวมไปถึงสินค้าที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชนด้วย อย่างการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในน้ำหวาน เป็นต้น

ต่อมา อธิบดีกรมฯ ก็ให้ข้อมูลเรื่องกลไกที่ได้วางไว้ หากมีการจัดเก็บภาษีความเค็มว่า

“ต้องยอมรับว่าการจัดเก็บสินค้าภาษีไขมันและความเค็ม จะต้องให้ระยะเวลาในการปรับตัว คือให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับสูตรสินค้า ซึ่งหากผู้ประกอบการลดไขมันหรือความเค็มได้เลย ก็จะมีอัตราภาษีลดลง แต่หากลดไม่ได้ก็จะเสียภาษีในอัตราเดิม ขณะเดียวกัน ถ้าจ่ายเกินเวลาที่กำหนด จะไม่สามารถลดภาษีและจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในทันที”

ทั้งนี้ หากมีการเก็บภาษีไขมันและความเค็ม จะเป็นการเก็บภาษีต้นทางจากผู้ประกอบการ ไม่ต่างกันกับการเก็บภาษีสินค้าที่มีความหวาน โดยในกรณีนี้จะจัดเก็บกับสินค้าที่มีการบรรจุหีบห่อและระบุปริมาณโซเดียมที่ชัดเจน ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวต่างๆ แต่ไม่รวมอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง เพราะจะไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ

โดยหลักการแล้ว สินค้าที่สามารถลดความเค็ม หรือ ไม่มีไขมันทรานส์ ควรจะมีราคาขายที่ต่ำกว่า แต่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าของยิ่งเค็มมากกลับขายถูกกว่า ซึ่งในระยะยาวมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลกับประชาชนเป็นวงกว้างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมสรรพสามิต ย้ำถึงความตั้งใจของการเสนอ นโยบายเก็บภาษีความเค็มนี้อีกครั้งว่า ไม่ได้มีจุดประสงค์ใดๆ แอบแฝงทำนองว่า “หวังรีดภาษี” จากประชาชนแต่อย่างใด

“แนวคิดเรื่องการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าที่มีความเค็มและสินค้าที่ใช้ไขมันทรานส์ เพราะต้องการดูแลสุขภาพคนในประเทศและเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องการสร้างเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวไปด้วย และขอยืนยันว่า นโยบายเก็บภาษีความเค็ม ไม่ได้เป็นเพราะรัฐบาลถังแตกต้องการหารายได้เพิ่มแต่อย่างใด และในปัจจุบันขั้นตอนของการบังคับใช้นโยบายนี้ก็กำลังอยู่ระหว่างศึกษา ไม่ได้มีผลบังคับในเร็วๆ นี้”

อย่างไรก็ดี ล่าสุด มีรายงานข่าวความคืบหน้าของนโยบายเก็บภาษีความเค็ม โดย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า

“จากการสำรวจข้อมูลของไทย พบว่าการเก็บภาษีความเค็มในประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการเสียภาษีไม่กี่ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และหากมีการเก็บจริง อาจจะกระทบกับประชาชนที่มีรายได้น้อย จึงอยากให้กรมสรรพสามิตไปศึกษาเรื่องการเก็บภาษีอย่างอื่นแทนดีกว่าการคิดจะเก็บภาษีความเค็ม”

เพราะในอนาคต กระทรวงการคลังมีนโยบายว่า คงไม่มีการขึ้นอัตราภาษีให้สูงขึ้น แต่จะดำเนินการใน 2 วิธี คือ

  1. เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ให้เก็บรายได้มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า คนที่อยู่นอกระบบการเสียภาษีจะต้องเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น
  2. การไปโฟกัสกับการเพิ่มประเภทการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ เช่น ภาษีสินค้าออนไลน์ ภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ฟังมุมมองจากแพทย์ นโยบายเก็บภาษีความเค็ม จำเป็นไหม ถามใจดู

แม้ว่าในมุมของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การนำเสนอนโยบายเก็บภาษีความเค็ม จะเหลือแค่แสงไฟริบหรี่เต็มที ด้วยเหตุผลนานาประการที่กล่าวมา ทว่า หากมาฟังมุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน เล็งเห็นได้ถึงความจำเป็นของนโยบายนี้อย่างชัดเจน

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อาจารย์สาขาวิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า

“สถานการณ์การบริโภคโซเดียมของคนไทยในตอนนี้กลายเป็นภัยเงียบใกล้ตัว เปรียบเหมือนการสะสมความตายแบบผ่อนส่ง หากใครล้มป่วยจากการบริโภคโซเดียม นอกจากจะใช้ชีวิตลำบากแล้ว ยังเป็นภาระทางการเงินระยะยาวที่ต้องแบกรับ ซึ่งประเทศไทยมีสถิติผู้ป่วยที่ต้องล้างไตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะจากสถิติล่าสุด คนไทยกินเกลือ (โซเดียม) สูงถึง 4,351 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ มากกว่า 2 เท่าของความต้องการของร่างกาย”

ดังนั้น ผลของการบริโภคโซเดียมทำลายสุขภาพนั้น ส่งผลให้คนไทยป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังสูงถึง 7,600,000 คน และเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละเกือบ 40,000 คน หรือ วันละ 108 คน เป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตมากกว่า 500,000 คน

“เพราะฉะนั้น น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยเราควรจะมีนโยบายเก็บภาษีความเค็มเพื่อปกป้อง ดูแล และคุ้มครองสุขภาพคนไทย เพื่อลดปริมาณการบริโภคโซเดียมให้ได้”

ต่อมา ผศ.นพ.สุรศักดิ์ ยังได้สนับสนุนแนวคิดความจำเป็นของการเก็บภาษีความเค็มด้วยการยกกรณีศึกษาและ Success Case ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ดังนี้

ประเทศฮังการี เริ่มประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2554 เก็บภาษี หวาน – เค็ม เช่น เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส จากการประเมินผลในปี พ.ศ. 2556 รัฐเก็บภาษีได้  2,300 ล้านบาท/ปี

ผลที่เกิดขึ้น เพิ่มการรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้ประชาชนลดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีผลเสียต่อสุขภาพ 20-35% โดยให้เหตุผลว่า ราคาสูง (80%) และ ห่วงสุขภาพ (20%) และแม้ว่ายอดขายในผลิตภัณฑ์ที่ถูกเก็บภาษีลดลง 27% แต่ก็สามารถกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมคิดค้นและปรับสูตรอาหารเพื่อสามารถนำไปลดภาษีได้

ประเทศโปรตุเกส รัฐบาลร่างแผนภาษีในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งภาษีที่ได้นี้ ถูกไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยเสนอให้เก็บภาษีอาหารสำเร็จรูปในผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือสูง เช่น เวเฟอร์ บิสกิต อาหารที่มี cereal เป็นส่วนประกอบ มันฝรั่งแห้งหรือทอด

  • ถ้าเกลือ > 1% (หรือโซเดียมมากกว่า 400 มิลลิกรัม/100 กรัม) เก็บภาษี 0.8 euro/kg (27 บาทต่อกิโลกรัม)
  • ถ้าเกลือ < 1% (หรือโซเดียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม /100 กรัม) ไม่เสียภาษี


:: Salika’s Says ::

ด้วยเหตุนี้ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ จึงเน้นย้ำถึงจุดยืนและให้ข้อเสนอแนะว่า

“แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมีมาตรการในการรณรงค์ให้คนไทยลดการบริโภคเค็ม อย่างเช่น การมีฉลากโภชนาการ บอกค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้น นโยบายเก็บภาษีความเค็ม จึงเป็นมาตรการในการลดปริมาณการบริโภคโซเดียมของคนไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นความหวังของวงการสาธารณสุขไทยในการป้องกันสุขภาพคนไทยจากภัยโซเดียมได้ โดยควรเริ่มต้นจากสินค้าประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊ก ขนมกรุบกรอบ ทุกประเภท เป็นอันดับแรก เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมสูงมาก”

“ในเบื้องต้น การเก็บภาษีความเค็มกับสินค้าที่มีปริมาณโซเดียม ให้ยึดรูปแบบเดียวกับการเก็บภาษีความหวาน โดยต้องกำหนดเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัว เช่น ให้เวลา 3 ปี หากผู้ประกอบการไม่สามารถลดได้ก็จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งการวางมาตรการแบบนี้จะส่งผลดีต่อผู้บริโภค เพราะจะไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในทันที”


อ้างอิง :


ดูแลสุขภาพกันต่อ ด้วยข้อมูลอัปเดตจากบทความนี้

“ดูเอาไว้เผื่อใช้ฆ่าคนที่คุณรัก” สาส์นทรงพลัง ที่ หนังสั้น Ingredients กระตุ้นสังคมตระหนัก ภัยกินเค็ม

ชี้ ทางเลือกทางรอดจากผัก 10 ชนิดที่มี สารเคมีตกค้าง มากที่สุด

งานวิจัยนานาชาติ เผย ‘ดนตรีบำบัดใจ’ ต้องที่จังหวะ 72 บีท ต่อนาที ถึงจะดีต่อใจ