ประเด็นร้อนเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย แต่เป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลก แม้แต่ สหประชาชาติ (UN) ที่จัดทำโครงการ The Global Goals เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ยังนำประเด็นปัญหา ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เข้าไปเป็น 1 ใน 17 ข้อที่ต้องพัฒนาหรือแก้ไข เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ดีขึ้น
คงต้องกล่าวถึง ‘ความเปลี่ยนแปลงในระดับโลก’ ก่อน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ช่องว่างของ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ กว้างขึ้น
- ข้อแรก ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม 4.0 ในกระแสโลก
เป็นความก้าวหน้าในมิติที่ต้องการความคิด ความรู้และความเข้าใจใหม่ ที่ต่างจากความเคลื่อนไหวของโลกอดีต! ด้วยว่าความเคลื่อนไหวใหม่โดยรวม เป็นผลพวงจากนวัตกรรมความก้าวหน้าที่เป็นแรงขับของวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้า การสื่อสาร คุณภาพชีวิต และทำให้โลกเข้าสู่สังคมดิจิทัล! - สอง การเข้าสู่ ‘กระบวนการทางสังคมดิจิทัล’ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิด คุณค่า ผลประโยชน์ และขนบประเพณีในบริบทที่หลากหลายขึ้น
เนื่องจากแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ผสมผสานมิติทางกายภาพ ชีวภาพ เข้ากับโลกดิจิทัล จึงมีผลต่อการจัดปรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การผลิต และการบริการยุคใหม่ ที่พลิกผันภาคอุตสาหกรรม บริการ ไปจนถึงการบริโภค ทำให้ผู้ที่สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลนั้นๆ ขึ้นมาได้ ประสบความสำเร็จอย่างสูง - สาม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเปิดทางให้ ‘ตลาดออนไลน์’ เข้ามาทำลายตำแหน่งแห่งที่ของธุรกิจเดิมๆ หรือที่เรียกว่า Disrupt และทำลายพรมแดนระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ ลง จนถึงตำแหน่งแห่งที่ของ ‘ผู้บริหารอาวุโส’ ที่เคยเป็นหลักขององค์กร หลายภาคส่วนจึงได้รับบทเรียนครั้งใหญ่ และตระหนักถึงการปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลยิ่งขึ้นเมื่อได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับ แพลตฟอร์มพีทูพี (P2P) ที่ขจัดอุปสรรคของผู้ประกอบการในการเข้าสู่ระบบตลาดและยังช่วยลดต้นทุนลง ในช่วงที่อุตสาหกรรมการเงินกำลังพลิกผันครั้งมโหฬาร หรือแม้อุตสาหกรรมสุขภาพ ที่ต้องเผชิญความก้าวหน้าและท้าทายของนวัตกรรมที่ผสานเอากายภาพ ชีวภาพ และดิจิทัลเข้าด้วยกัน
นี่คือภาพรวมที่เคลื่อนเปลี่ยนไป
สะท้อนความจำเป็นที่จะต้องสร้าง
‘ความก้าวหน้าใหม่ของประเทศ’ ให้เกิดขึ้น
เส้นทางลด ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่กำลังดำเนินไปในหลายระดับ
เพื่อ ‘ความก้าวหน้าที่จำเป็น’ ของประเทศไทย รัฐบาลจึงเลือกทิศทางการพัฒนาตามนโยบาย ประเทศไทย 4.0 และใช้ พื้นที่ EEC ขับเคลื่อนความก้าวหน้ายุคใหม่ การออกกฎหมาย พ.ร.บ.อีอีซีมารองรับ ปรับกลไกและระบบที่เกี่ยวข้องให้ประเทศไทยสามารถเป็น พื้นที่ขับเคลื่อนสร้างความก้าวหน้าใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวได้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคที่ต้องพึ่งพาศักยภาพและความเร็วจากนวัตกรรม-ความรู้ และเทคโนโลยี
การบริหารงาน EEC เลขาธิการ EEC ได้ตั้งคณะทำงาน EEC HDC ขึ้นมาปรับสร้าง-พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเป็นกลุ่มคณะทำงานที่อยู่ในสนามหน้างานจริง ต้องใช้ทั้งความคิด ความรู้ ความเข้าใจเส้นโค้งของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก ‘พลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4’ และมีความรู้ความสามารถเชื่อมประสานกับสังคมชุมชนท้องถิ่นในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกทิศถูกทาง สร้างพลังการปรับตัวด้านการศึกษา ให้เคลื่อนรับกับทิศทางที่นโยบายกำหนดไว้ คือ การพัฒนาปรับสร้างบุคลากรป้อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่เป็นหมุดหมายของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล-ของประเทศ เพื่อยกระดับความก้าวหน้าของประเทศให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง
การทำงานของคณะทำงาน EEC HDC ตระหนักถึงประเด็นความร่วมมือกับชุมชน และการลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนายุคใหม่ ในระบบนิเวศในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีผลต่อสังคม ชุมชน และผู้คน ให้กลืนกลายสู่สังคมดิจิทัล เฉกเช่นชุมชนต่างๆ ทั่วโลก ที่สามารถสื่อสารเชื่อมถึงกันอย่างหนักหน่วง จนเปลี่ยนโลกไซเบอร์ให้กลายเป็นเวทีแห่งการมีส่วนร่วม ซึ่งมีทั้งความคิดด้านบวกและการปั้นสร้างข้อมูลที่ไม่จริง-ปั้นแต่งเพื่อทำลายได้อย่างง่ายดาย
โดยมีเป้าหมายที่มุ่งพัฒนาความรู้ความเข้าใจกับชุมชน เปิดข่องทางสื่อสารระหว่าง EEC กับสาธารณะ ให้ชุมชนในพื้นที่เข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว และเปิดกว้าง ผ่านกลุ่มผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น และสื่อท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ก็เดินหน้าจัดปรับการศึกษาที่ปรับสร้างการเชื่อมต่อระหว่างสถาบันการศึกษาทุกระดับในพื้นที่ ให้ร่วมสร้างความพร้อมที่สอดคล้องรับกับความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าที่เคลื่อนเข้ามาทุกขณะ
สองมิติความเป็นจริงที่มีผลทางตรงต่อเศรษฐกิจประเทศ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไป มีมิติความเป็นจริงสองด้าน คือ
ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการยุคใหม่ รัฐบาลกำลังยกระดับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้ผู้คนได้รับรู้และเข้าถึงข้อมูลความเคลื่อนไหว ทั้งยังมีหมุดหมายทางการศึกษาที่จะปั้นกำลังคนเข้าสู่งานดังกล่าวได้ตรงตามความต้องการต่อไป
อีกมิติหนึ่งคือ ความต้องการที่แท้จริงของคนในตลาดงานเองที่กำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากตลาดแรงงานปัจจุบันเอื้อให้เกิดงานใหม่ๆ ที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีลักษณะเป็นงานชั่วคราว คล้ายเป็น ‘เศรษฐกิจตามความต้องการของคนรุ่นใหม่’ ดังนั้น แรงงานทุกคนจะกลายเป็นผู้รับเหมา ไม่ผูกติดกับการทำงานในบริษัทที่มีความมั่นคงและไม่ยึดติดกับอายุงานในองค์กรอีกต่อไป
สองมิตินี้ จึงเป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไปจากเดิม!
การจัดปรับด้าน ‘ความร่วมมือ’ คือหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ
การกำหนดบทบาทและภารกิจของงานที่สนองตอบความร่วมมือกับชุมชนและการลดความเหลื่อมล้ำเป็นงานสำคัญ ที่นอกจากจะเข้าถึงผู้คนในพื้นที่แล้ว การเลือกรูปแบบเศรษฐกิจที่สร้างการมีส่วนร่วมมากๆ ให้เกิดขึ้น (อย่างเช่น ‘กลุ่มท่องเที่ยว’ ซึ่งต้องมีการจัดการศึกษา) ก็เป็นหัวใจสำคัญของงานนี้อย่างยิ่ง
โดยการศึกษาในทิศทางของ EEC HDC นั้น เริ่มปักหมุดที่ ‘ความต้องการ’ ของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม แทนการผลิตบุคลากรตามที่สถานศึกษาต้องการผลิต!
แต่การจัดปรับการศึกษาในงานนี้ มีเป้าหมายชัดเจน 4 ประการสำคัญ คือ มุ่งจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งกำลังขับเคลื่อนอยู่ในพื้นที่ EEC ดังนี้
- หนึ่ง ปรับสร้างคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับสากล ให้เท่าทันความก้าวหน้าของโลกยุคใหม่
- สอง วางพื้นฐานการพัฒนาทักษะและความรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน
- สาม เชื่อมโยงระบบการจัดการศึกษาเข้ากับทักษะความรู้และความก้าวหน้าของภาคเศรษฐกิจโดยรวม
- สี่ พัฒนารูปแบบการศึกษา ‘EEC โมเดล’ ที่เชื่อมต่อและปรับโลกการศึกษาแบบเดิมๆ เข้าสู่ทิศทางการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของเศรษฐกิจและการสร้างความก้าวหน้าใหม่ของประเทศ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม สร้างความก้าวหน้า มุ่งลดความเหลื่อมล้ำที่พึงเกิดจากการพัฒนายุคใหม่ ภายใต้เป้าหมายการขับเคลื่อนชุมชน-ผู้คนในพื้นที่อีอีซีไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน ซึ่งจะเป็นโมเดลนำร่องให้แก่พื้นที่อื่นในประเทศไทยต่อไป

เรื่อง : Apichatology
ติดตามความเคลื่อนไหวและอ่านรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่อีอีซี
เด็กไทยไฮเทคแน่ ‘มิตซู-ม.บูรพา’ จับมือกับ EEC HDC ตั้ง ‘Automation Park’ นำร่องหลักสูตร e-Factory
เสริมพลังมุ่งอนาคต EEC HDC ตั้งทีมยุทธศาสตร์เสริมปฏิบัติการ ‘ผลิตสร้างบุคลากรป้อน 10 S-curve’











