หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า ต้องเป็นเพราะจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถนนในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ไม่เพียงพอให้รถวิ่งแน่ๆ ที่เป็นสาเหตุของ ‘ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ’ วันนี้ เรามีสมมุติฐานใหม่ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วเกี่ยวกับสาเหตุของรถติดในเมืองใหญ่มาบอกเล่าให้ฟัง ซึ่งความจริงนี้ นอกจากจะทำให้ใครหลายคนแปลกใจแล้ว ยังทำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการวางผังเมืองที่ดีด้วย


เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งซอยตัน ‘ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ’ จึงคาราคาซังเช่นนี้

ความจริงที่ใครหลายคนยังไม่รู้ เกี่ยวกับสาเหตุของ ‘ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ’ นี้ ได้รับการเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของ คุณเสาวนิธิ อยู่โพธิ์ นักศึกษาปริญญาโท Department of City and Regional Planning, Cornell University ซึ่งกล่าวถึง การวิเคราะห์ถนนในกรุงเทพมหานคร อ้างอิงตามฐานข้อมูลของ OpenStreetMap ตามหลักการที่ใช้เป็นฐานการวิเคราะห์ในงานวิจัยของ ศาสตราจารย์เจฟ โบอิ้ง อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมือง มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น สหรัฐอเมริกา

โดยคุณเสาวนิธิ ตั้งใจหาคำตอบเพื่อคลายความสงสัยส่วนตัวที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ จากประสบการณ์ตรงเมื่อเธอต้องขับรถเข้าซอยเล็กๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อไปส่งเพื่อนกลับบ้าน และต้องขับเข้าในซอยเล็ก ลึก และตัน จนกระทั่งเมื่อเวลา 10 ปีผ่านไป ก็หาคำตอบได้ในที่สุด

ประเด็นคำตอบอยู่ที่ กรุงเทพฯ มีซอยตันเยอะมากเมื่อเทียบกับถนนทั้งหมด โดยมีซอยตันมากถึง 37.19% นั่นหมายความว่า ทุกวันนี้ชาวกรุงต้องขับเข้าขับออกจากซอยตันเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง จากนั้นก็พากันมากระจุกเป็นคอขวดเพื่อเข้าถนนเส้นใหญ่ แล้วอย่างนี้รถจะไม่ติดได้อย่างไร

ไม่ใช่แค่นั้น การมีซอยตันกระจายอยู่มากมายขนาดนี้ในกรุงเทพฯ ย่อมส่งผลให้ระบบขนส่งมวลชน เช่น รถเมล์เข้าไม่ถึงพื้นที่ชุมชน เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้ชาวกรุงอย่างเราต้องพึ่งพามอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตู้ รถสองแถว หรือติดรถคนในครอบครัว เพื่อออกมาจากซอยแล้วจึงใช้บริการระบบขนส่งมวลชนต่อนั่นเอง


ผ่าข้อมูลทางสถิติ ตอกย้ำ ทำไมกรุงเทพฯ จึงรถติดมากขนาดนี้

ชื่อเสียงเรื่อง รถติดในกรุงเทพฯ ตอนนี้ยังขจรขจายไปไกลทั่วโลก เมื่อผลวิเคราะห์ข้อมูลจราจรที่ชื่อว่า INRIX ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่รถติดเป็นอันดับ 1 ของโลก เพราะเวลาที่เสียไปกับรถติดบนท้องถนนของไทย โดยเฉลี่ยแล้วสูงถึง 61 ชั่วโมงต่อปี ทิ้งห่างเมืองรถติดอันดับ 2 และ 3 อย่าง โคลอมเบียและอินโดนีเซีย ชนิดไม่เห็นฝุ่น เพราะทั้ง 2 ประเทศนี้สร้างสถิติกับเวลาที่เสียไปกับรถติดประมาณ 47 ชั่วโมงต่อปี

และเมื่อจัดลำดับในระดับเมือง กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่รถติดเป็นอันดับ 12 ของโลก และครองแชมป์อันดับ 1 ของเอเชีย ที่รถติดที่สุด โดยประชาชนเสียเวลาไปกับรถติดเฉลี่ย 64.1 ชั่วโมงต่อปี (อันดับ 1 คือเมืองลอสแอนเจลิส เสียเวลากับรถติดไป 104 ชั่วโมงต่อปี)

ชื่อเสียงในทางลบนี้ ดูจะไม่โสภาเท่าไรนัก เพราะเมื่อเทียบกับเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ แล้ว จะยิ่งพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อลอนดอนที่เป็นเมืองเก่าซึ่งมีอายุไม่ต่างกับกรุงเทพฯ เท่าใดนัก ก็ยังมีสัดส่วนถนนที่นำไปสู่ทางตันแค่ 18.67% ของถนนทั้งหมด ขณะที่ สิงคโปร์ โตเกียว มีซอยตันหรือทางตันแค่ราวๆ 7% ส่วน มาดริด และนิวยอร์ก มีแค่ 4.6% และ 3.6% เท่านั้น


จับตามอง นโยบายเปิดทางตัน ผ่าซอยตันของ กทม. ความหวังในการแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คือความหวังที่จะมาคลี่คลายปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ด้วยการประกาศมาตรการ “5 แผน แก้ปัญหารถติดทั่วประเทศ” โดยมี กองบัญชาการตำรวจจราจร (บก.จร.) เป็นผู้ปฏิบัติ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ทำแผน ซึ่งหนึ่งในแผนทั้ง 5 นี้ เป็นนโยบายเปิดทางตัน ทะลุถนนซอย-ถนนหลัก

โดยแนวทางนี้จะให้ กทม.เป็นเจ้าภาพหลักในการสำรวจซอยตันต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าทุกเส้นทางว่า มีกี่ทางตัน และทางตันไหนบ้างที่สามารถเปิดทะลุเชื่อมต่อซอกซอยหรือถนนต่างๆ ได้ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมมั่นใจว่า หากเปิดทะลุซอกซอยได้จะช่วยระบายรถที่คั่งค้างในถนนสายหลักออกไป เช่น ซอยรามคำแหง 118 สุดซอยเป็นทางตัน แต่เมื่อมีการสำรวจก็พบว่า หากเปิดทางตันจะสามารถทะลุไปยังถนนศรีนครินทร์ได้


วางผังเมืองผิด ทำกรุงเทพฯ เป็นเมือง Super Block เดินทางยาก มีแต่ (รถ) ติดกับติด

ด้าน รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมือง ชี้ให้เห็นอีกหนึ่งหายนะจากการวางผังเมืองผิด ในบทความเรื่อง Superblock ต้นเหตุรถติดในกรุงเทพมหานคร บนเว็บไซต์ Rabbit Today ว่า

“ด้วยกรุงเทพฯ พัฒนาเมืองขึ้นจาก คูนา คันดิน ขนัดสวน ผนวกกับการเดินทางในคูคลองเป็นหลัก แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นถนน กลับสร้างถนนมาตรฐานเพียงแค่ถนนสายหลักเท่านั้น การวางผังเมืองและบล็อกมาตรฐานของกรุงเทพฯ จึงกลายเป็นบล็อกขนาดใหญ่ (Super Block) ที่มีขนาดประมาณ 2,000 x 2,000 เมตรขึ้นไป ซึ่งผลของปรากฏการณ์นี้ คือ เมื่อบล็อกใหญ่ พื้นที่ถนนก็ต้องมีขนาดเล็กลงไป ทำให้บ้านที่อยู่ด้านใน Super Block เหล่านี้ไม่สามารถเดินเท้าไปต่อกับระบบขนส่งมวลชนที่ปากซอยได้ ต้องอาศัยรถ 4 ล้อเล็ก รถเมล์เล็ก หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง”

ค่าเดินทางและเวลาในการเดินทางของชาวกรุงจึงสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพราะต้องเสียค่าเดินทางจากการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนหลักถึงบ้านพักอาศัยเพิ่มขึ้นอีก ประชาชนจึงเลือกที่จะอยู่ไกลเมืองมากขึ้น โดยขอให้อยู่บนถนนและบนระบบขนส่งมวลชนสายหลัก ซึ่งจะทำให้เสียค่าเดินทางเพียงต่อเดียว ถูกกว่าการอยู่ใกล้เมืองแต่อยู่ด้านในของ Super Block ที่ต้องเสียค่าเดินทาง 2 ต่อ

สรุปแล้ว รศ.ดร.พนิตชี้ว่า ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ มีต้นเหตุมาจากโครงสร้างทางกายภาพของกรุงเทพฯ เอง แต่แนวทางในการแก้ปัญหาที่กรุงเทพมหานครและรัฐบาลไทยทำมาตลอดหลายสิบปี คือการสร้างและพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งสายหลักและขยายให้ไกลจากศูนย์กลางเมืองมากที่สุดเท่านั้น เนื่องจากเป็นวิธีการซ้อนทางด่วนและระบบขนส่งมวลชนบนรางบนพื้นที่สาธารณะเดิม ซึ่งก็ทำได้แค่บนถนนสายหลักอย่างเดียว

ปัญหา Super Block จึงไม่ได้รับการแก้ไข เพราะหากจะแก้ไขอย่างจริงจัง ต้องเวนคืนที่ดินเพื่อเพิ่มและปรับเปลี่ยนถนนสายรองและสายท้องถิ่นเพื่อทลาย Super Block ลง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการกระทำดังกล่าว แม้ว่าจะแก้ปัญหาได้ที่ต้นเหตุแต่ก็ต้องใช้เวลานานและมีผลทางการเมืองสูง เช่น การเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนสายรอง นั่นเอง

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ จึงยังคงอยู่ เป็นเงาตามตัวแบบนี้ต่อไป


อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่บวก ความพยายามที่จะขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีรถติดน้อยลงก็เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น ตอนนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่า การจินตนาการถึงวันที่กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่มีปัญหารถติดมากวนใจชาวกรุง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ชาวกรุงคงได้แฮปปี้กันถ้วนหน้าแน่นอน


อ้างอิง :

อัปเดต ประเด็นสังคมที่น่าสนใจ กันต่อ

คนทำงานได้เฮ ‘แนวโน้มเงินเดือน ปี 2562’ ปรับเพิ่ม 5% งานไอที ครองแชมป์เป็นที่ต้องการ รับการขายธุรกิจดิจิทัล

กฎหมายไทย…รังแกเด็ก…รับใช้เผด็จการ???

จังหวะก้าวใหม่ของไทย ท่ามกลาง ‘3 มิติ’ สำคัญ ในกระแสพลิกผันของโลก