ประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องถกเถียงที่แต่ละฝ่ายต่างอ้างว่า เป็นผลงานของตนในช่วงที่กำลังดำเนินนโยบายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ดูเหมือนผู้นำทางการเมืองค่อนข้างจะวิตกกังวลว่า ผลงานที่เกิดขึ้นในรัฐบาลของตนนั้นจะส่งผลต่อคะแนนนิยมมากแค่ไหน


เมื่อพิจารณาวิธีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง คือ

  • แนวทางที่หนึ่ง การนำเสนอมาตรการทางสังคม ดังที่ภาครัฐใช้งบประมาณในการกระจายรายได้ให้แก่กลุ่มที่ยากจน เพื่อให้มีรายได้ในส่วนสวัสดิการรูปแบบต่างๆ ที่จะเรียกกัน 
  • แนวทางที่สอง มาตรการด้านการจัดเก็บภาษีแก่ผู้มีทรัพย์สินจำนวนมากและการต่อต้านการผูกขาดทางการถือครองที่ดินและทรัพย์สิน วิธีที่นำเสนอนี้ได้ยินมาตั้งแต่เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยจนจบออกมาทำงาน และผู้เชี่ยวชาญก็ยังนำเสนอวิธีการแบบนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน นำไปสู่คำถามที่ว่า วิธีแก้ไขนี้จะต้องรอใช้ไปอีกนานหรือไม่ (บางคนก็เสนอว่า ประเทศไทยควรจะเป็นเสรีนิยมใหม่และสวัสดิการสังคมจึงสามารถแก้ปัญหาได้…ก็ว่ากันไปตามที่สบายใจ)
  • แนวทางที่สาม การแก้ปัญหาสินค้าการเกษตร ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคการเมืองนิยมนำมาใช้ นำมาโฆษณาหาเสียง ว่าหากได้เป็นรัฐบาลก็จะแก้ปัญหานี้โดยอาศัยการเพิ่มราคาสินค้าในรูปแบบต่างๆ กัน

อย่างที่รู้กันในรอบหลายสิบปี
การช่วยเหลือราคา ‘ยางพารา’
จากภาครัฐใช้เงินไปมากกว่า
1.8 แสนล้านบาท
นี่ยังไม่คิดถึงสินค้าตัวอื่นๆ
อย่าง ‘ข้าว’ ที่กลายเป็นปัญหาการเมืองไป

ข้าว ยาง ปาล์ม ประมง เป็นแค่วัตถุดิบ แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจาก 1) ความต้องการของประเทศผู้นำเข้า 2) การเติบโตทางเศรษฐกิจโลก 3) ราคาของประเทศคู่แข่ง รวมถึง 4) ลดการส่งออกวัตถุดิบแล้วเน้นการใช้ภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงหาแนวทางปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน เช่น ยางพารา เป็น โกโก้ หรือ ข้าว เป็น ข้าวโพด วิธีการนี้น่าจะเพิ่มรายได้มากกว่าที่เป็นอยู่ 

ทั้งหมดที่ว่ามานั้นก็ยังเป็นการตรึงราคาหรือตั้งรับที่การผลิตวัตถุดิบและเศรษฐกิจฐานวัตถุดิบเช่นเดิม คือเป็นแรงงานชุดเดิมอยู่ ดังนั้น การเพิ่มรายได้ส่วนนี้จากทักษะแรงงานฝีมือที่มีข้อจำกัดเดิมอยู่…ดูแล้วแทบจะเป็นไปได้ยาก 

ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่า ราคาสินค้าในเศรษฐกิจฐานวัตถุดิบเพิ่มขึ้น คือตัวกำหนดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นแค่การสะกดจิตฝูงชน เพราะไม่ได้เกี่ยวกับการเพิ่มแรงงานการผลิตอะไร 

แต่ราคาผลผลิตที่สูงขึ้นเกี่ยวข้องกับความต้องการวัตถุดิบจำนวนเท่านั้น ในช่วงเวลานั้น (คล้ายกับการเก็งราคาหรือฉวยโอกาสมากกว่า) เป็นการรอให้ราคาสูงขึ้นโดยไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการสร้างความมั่งคั่งในอาชีพ แต่เป็นเหมือนเศรษฐกิจบ่อนคาสิโนมากกว่า 


ประเด็นที่สำคัญคือ แรงงานอยู่บนฐานวัตถุดิบเหมือนเดิม
แต่การเพิ่มมูลค่าดังกล่าวนั้น…ทำได้น้อย


จากข้อมูลหน้างาน ณ ปัจจุบัน ชาวสวนยางทำงานประมาณคืนละ 7 ชั่วโมง หากคำนวณค่าแรงในปัจจุบันจะได้ชั่วโมงละ 25-30 บาท เนื่องจากต้องแบ่งกับเจ้าของสวนในสัดส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ลองนึกภาพดู ถ้าทั้งสามีภรรยาเป็นชาวสวนยางจะได้เงินประมาณเท่าไหร่?

นี่ไม่ได้คำนวณในช่วงที่ฝนตกหรือหมดฤดูด้วยซ้ำ แต่หากมีรายได้แค่นี้ ขณะที่รายจ่ายค่าอุปโภคบริโภคประจำวันค่อนข้างจะตายตัว และยังมีค่าใช้จ่ายเพื่อให้ลูกไปโรงเรียน ยิ่งไม่น่าจะต้านอยู่ เห็นไหมว่าราคาสินค้าการเกษตรและอุตสาหกรรมไม่ได้กลมกลืนกัน แต่ถ้าจะคาดหวังราคาสินค้าให้เหมือนปี 2008-2010 ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจุบันการค้าโลกเปลี่ยนจาก โซนทุนขุนคลัง ไปเป็น โซนการผลิต 

ประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่กำลังแสวงหาทางเลือกอื่นๆ โดยใช้เงินสกุลอื่นและทองคำแลกเปลี่ยน แทนการอัดฉีดเม็ดแบบเดิมๆ โดยเงินดอลลาร์ คือไม่ใช่มองแต่สหรัฐรายเดียวอีกต่อไป อย่างค่าแรงลูกจ้างชาวจีนที่ขายอาหารริมถนนในประเทศ ขั้นต่ำก็ได้ประมาณเดือนละ 14,000 บาท ลองนึกภาพดูแล้วกัน ภาพจีนที่กำลังเปลี่ยนตำแหน่งจากการเป็น ‘โรงงานโลก’ สู่ประเทศ ‘ส่งออกหรือจำหน่ายเทคโนโลยี’

ในขณะที่แผนของภาครัฐคือ เปลี่ยนแรงงานจาก ‘ภาคการผลิตฐานวัตถุดิบ’ เป็น ‘ภาคการผลิตที่ไม่ใช่วัตถุดิบ’ แต่จากข้อมูลหน้างาน ความต้องการแรงงานการผลิตจากภาคการผลิตที่ไม่ใช่ฐานวัตถุดิบด้านกระบวนการผลิต (ที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนน้อย) และความเป็นไปตามข้อกำหนดหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่เห็นแผนงานที่ชัดเจน เช่น

  • มาตรฐาน อย., การเก็บรักษาไว้ได้นาน
  • การใช้วัตถุดิบในประเทศไทยที่ไม่มีในต่างประเทศ
  • การมีสารออกฤทธิ์ที่ตลาดต้องการอย่างผักพื้นบ้าน สมุนไพรไทย
  • ความต้องการวัตถุดิบที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตและมีแนวโน้มว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาด หรือมีเป้าหมายการใช้ประโยชน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ อาทิ สังคมผู้สูงอายุ ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาหารเฉพาะกลุ่ม 

แม้แต่แผนยุทธศาสตร์หลายปีข้างหน้าว่าจะทำอย่างไร ใครรับผิดชอบ (หากล้มเหลว) พื้นที่ปฏิบัติการอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ติดตามตรวจสอบ มีกลยุทธ์อย่างไรในด้านมาตรการการเงินสินเชื่อเครดิต การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ภาษี การลงทุน การเลือกหุ้นส่วน การผลิตทรัพยากรมนุษย์ การใช้ที่ดิน คลัสเตอร์อุตสาหกรรมและอื่นๆ เมื่อมองไม่เห็นแผนงานเหล่านี้ก็เหมือนกับว่า ไร้ตัวบุคคลและเจ้าภาพในการดำเนินการ ดังนั้น การจะเข้ามาอาสาเป็นตัวแทนหรือผู้นำด้านการเมืองในปัจจุบัน ควรที่จะเตรียมโรดแมปของตนเองด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไร

ที่จริงการขายฝันนั้นวัดได้ง่ายมากในกรณีนี้ กล่าวคือ หากผลิตภัณฑ์ฐานวัตถุดิบที่เคยส่งออกจากพื้นที่หรือกลุ่มจังหวัด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของการส่งออกให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ฐานวัตถุดิบ หรือ ไม่ได้ดำเนินการภายในระยะเวลาตามแผนงาน ก็เป็นตัววัดได้ว่า ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สินยังคงอยู่ ซึ่งส่งผลต่อความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อไป


 

 

เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย