ในยุค Technology Disruptive หนึ่งในธุรกิจที่ประสบปัญหาไม่น้อยหน้าอุตสาหกรรมใดก็คือ ธุรกิจบันเทิง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 


แม้หลายคนจะมองว่าธุรกิจบันเทิงไม่น่าจะประสบปัญหายุ่งยากอะไรมากนัก เพราะเป็นอุตสาหกรรมขายความสุข ที่ผู้บริโภคควักกระเป๋าจ่ายไม่ยากไปกับการเสพละคร ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เพื่อคลายเครียด

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจบันเทิงก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนไม่แพ้อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นกัน โดยเฉพาะในยุค Technology Disruptive นี้

มองไปที่วงการละคร YouTube Thailand เคยเปิดผลสำรวจที่เขย่าจอโทรทัศน์ออกมาว่า ผู้ชมชาวไทยจำนวน 61% ดู YouTube มากกว่าโทรทัศน์ อีกทั้งสถิติการชมแบบ Re-Run ก็พบว่า YouTube มีสัดส่วน 89% ของยอด Re-Run ทั้งหมด โดยเฉพาะแฟนละครช่อง 3 ดู บุพเพสันนิวาส ผ่านทาง YouTube จำนวน 34.7 ล้านคน หรือเกือบครึ่งประเทศ ในช่วงที่ละครได้รับความนิยม

วงการเพลงยิ่งทรุดหนักเมื่อยอดขาย CD ที่ตกต่ำฉุดร้านเทปให้ทยอยปิดตัวไปทีละราย ไม่ว่าจะเจ้าเล็กเจ้าใหญ่อย่าง B2S ถึงกับประกาศปิดแผนก CD เพลง เพราะพฤติกรรมการฟังเพลงของวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของอุตสาหกรรมดนตรี หันไปฟังเพลงออนไลน์ผ่านระบบ Streaming ทั้งบน YouTube และ Platform ฟังเพลงอื่นๆ อาทิ Joox Deezer Spotify

สื่อสิ่งพิมพ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากจะมีข่าวนิตยสารปิดตัวเดือนละหัวสองหัว ยอดขายหนังสือเล่มยิ่งลงเหว เนื่องจากคน Generation ใหม่นิยมอ่านอะไรสั้นๆ บนมือถือมากกว่าที่จะทนอ่านตัวหนังสือพรืดๆ บางคนพาดหัวข่าวยังอ่านไม่จบประโยค ส่งผลให้วงการสิ่งพิมพ์เข้าไปนอนในห้อง ICU มาหลายปีแล้ว

ทำไปทำมา ดูเหมือนจะเหลือธุรกิจบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวที่น่าจะได้รับผลกระทบจาก Technology Disruptive น้อยที่สุด นั่นคือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะแม้ว่าช่องทางการขายแผ่น DVD จะหดตัวอย่างรุนแรงจากการมาถึงของการดูหนังผ่านระบบออนไลน์ แต่อย่างน้อย ธุรกิจหนังก็ยังมีหลังพิงที่แข็งแกร่งคือ โรงภาพยนตร์ ที่คนดูต้องยอมออกจากบ้านมาตีตั๋วเพื่อเข้าชมหนังที่อยากดู จากเงื่อนไขของบรรดาค่ายหนังที่จับมือกันแน่น และไม่ยอมลดราวาศอกให้กับธุรกิจดูหนังออนไลน์

เพราะอย่างไรเสีย แฟนพันธุ์แท้ดาราหรือผู้กำกับ ต้องขอดูหนังใหม่ทันทีที่เข้าฉาย การกระตุ้นความอยากด้วยการปิดช่องทางทั้งหมดเพื่อให้ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของตนเป็นสถานการณ์เฉพาะที่ต้องมาดูที่โรงหนังเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้าง DVD เถื่อน และการไม่ขายลิขสิทธิ์ให้กับค่ายหนัง Streaming หรือถ้าจะขายก็ขายช้าเพื่อกำจัดคู่แข่งตัวฉกาจที่จ้องขโมยเรตติ้งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

กระนั้นก็ดี ยังมีบริษัทภาพยนตร์ Streaming ค่ายหนึ่งพยายามฉีกกฎเกณฑ์นี้ทิ้งอย่างไม่ไยดี ทั้งที่ถูกสหบาทารุมสกรัมทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดของการเข้าชิงรางวัลหนังหลักๆ ประจำปีของโลก หรือการเตะถ่วงไม่ปล่อยลิขสิทธิ์หนังให้ไปฉายผ่านระบบ Streaming ง่ายๆ ค่ายภาพยนตร์ดังกล่าวมีชื่อว่า NETFLIX

NETFLIX คือโมเดลธุรกิจที่เกิดขึ้นท่ามกลางเว็บดูภาพยนตร์และเว็บดาวน์โหลดหนังออนไลน์เถื่อนที่ระบาดหนักมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่แทนที่จะหลีกเลี่ยงข้อครหาของค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ที่พากันเพ่งเล็งเว็บหนังเถื่อน NETFLIX กลับนำรูปแบบของเถื่อนมาทำให้ถูกกฎหมาย นั่นคือการเปิดธุรกิจบริการดูหนังออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

NETFLIX ค่อยๆ คืบไปทีละน้อย จากการเปิดตัวด้วยการซื้อลิขสิทธิ์ Series ชื่อดังๆ มาฉาย ทำตนเสมือนไม่ใช่คู่แข่งของธุรกิจภาพยนตร์ Mainstream และเมื่อ Series ทะยานขึ้นสู่ความนิยมอย่างรวดเร็ว แทนที่ NETFLIX จะกระโจนใส่หนังใหญ่ กลับมุ่งหน้ากับ Series ต่อไป แต่เป็นการลงทุนสร้าง Series ของตัวเองแทนการซื้อ

netflix series
www.proximus.be/en/id_b_cr_best_netflix_series_2017

แน่นอนว่า บริษัทฉายหนังออนไลน์ลุกขึ้นมาทำ Series เอง ในระยะแรกย่อมไม่มีทรัพยากรบุคคลในมือ โดยเฉพาะผู้กำกับ ซึ่ง NETFLIX แก้เกมด้วยการว่าจ้างผู้กำกับหนังใหญ่ให้มาทำ Series ซึ่งนอกจากจะดึงแฟนพันธุ์แท้ผู้กำกับให้มาเป็นสมาชิก NETFLIX ได้เป็นจำนวนมากแล้ว ผลงานที่ออกมายังสดใหม่ แปลก และแหวกแนวไปจาก Series เดิมๆ ที่ใช้ผู้กำกับสาย Series หน้าเก่าๆ

พร้อมๆ กับผลกำไรจาก Series ที่ NETFLIX ได้มาเป็นกอบเป็นกำ NETFLIX ไม่รอช้าที่จะนำหนังใหญ่มาเริ่มทยอยฉาย แม้จะเก่าสักหน่อย แต่ด้วยฐานแฟน Series ที่ NETFLIX สร้างไว้ ทำให้รายได้วิ่งฉิว และเมื่อมั่นใจมาถึงจุดหนึ่งแล้ว NETFLIX จึงประกาศเดินหน้าสร้างหนังของตัวเองทันที

อย่างไรก็ดี เมื่อ NETFLIX ก้าวข้ามเส้นมาเป็นคู่แข่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลัก จึงถูกรับน้องด้วยการเจอกับ ‘เพดานแก้ว’ ที่มาในรูปของการปฏิเสธไม่ให้หนังของ NETFLIX เข้าประกวดรางวัลใดๆ เลย โดยยกกฎข้อหนึ่งขึ้นมาอ้าง กล่าวคือ ภาพยนตร์ที่จะเข้าชิงรางวัลใหญ่ๆ ของโลกได้นั้น จะต้องเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา

แต่ NETFLIX ก็แก้เกมด้วยการส่งหนังเข้าไปประกวดในประเทศอื่นๆ ที่มีรางวัลภาพยนตร์เป็นที่เชื่อถือของคนดูหนัง ซึ่งทำให้ NETFLIX เคยมีข้อพิพาทกับเทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้ว ทว่า NETFLIX ก็ไม่ท้อถอย ประกาศเดินหน้าสร้างภาพยนตร์ของตนเองต่อไป และมีผลงานออกมาเรื่อยๆ พร้อมกับเดินสายประกวดรางวัลหนังหลักๆ ของโลกไปด้วย

Netflix Film Roma

และดูเหมือนว่ากระแสจะเริ่มตีกลับ เมื่อสมาชิกของ NETFLIX ที่มีอยู่มากมายทั่วโลกเริ่มออกอาการเบื่อหน่ายบรรดาค่ายหนังยักษ์ใหญ่และเครือข่ายโรงภาพยนตร์ ซึ่งนักธุรกิจระดับอ๋องในวงการหนังระดับสากลย่อมจมูกไวกว่าคนธรรมดาและได้กลิ่นความขัดแย้งนี้ จึงยอมอ่อนข้อด้วยการเปิดโรงหนังให้ NETFLIX เริ่มนำภาพยนตร์เข้ามาฉายในหลายประเทศ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกาเอง

ส่วนในบ้านเรา แม้สมาชิก NETFLIX จะยังมีปริมาณไม่มาก ทว่า ก็ต้องถือว่ามีและมีอยู่จริง ทำให้เหล่าเถ้าแก่โรงหนังที่กำลังกลุ้มใจกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ออกจากบ้านมาตีตั๋วภาพยนตร์น้อยลงทุกที เริ่มเปิดไฟเขียวให้ NETFLIX นำหนังเข้ามาฉายในโรงได้

ซึ่ง NETFLIX ก็ไม่รอช้าที่จะประเดิมฉายภาพยนตร์เรื่อง ROMA ผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของผู้กำกับรางวัลออสการ์ที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ Alfonso Cuarón เจ้าของหนังเรื่อง ‘Gravity’ ที่เพิ่งเข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่ผ่านมาหมาดๆ นั่นเองครับ