เมื่อวาน มติยูเอ็นรับรองว่ารัสเซียคุกคามด้านการทหารของยูเครนในบริเวณช่องแคบเคียร์ช บริเวณทะเลอะซอฟ (ไม่มีผลใดๆ แก่รัสเซีย) ซึ่งทำให้เห็นประเทศส่วนใหญ่ที่ผนึกกำลังกันอย่างชัดเจนเพื่อรับรองการเป็นพันธมิตรของนาโต้และกลุ่มนิยมแองโกลแซกซอน (ไม่รู้ว่าไทยอยู่ฝ่ายนี้หรือไม่? ไม่เห็นข้อมูล)


อีกซีกหนึ่งนั้น คัดค้านโดยเสียงข้างน้อยจำนวน 19 เสียง ที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซียอย่างชัดเจน ที่น่าสนใจคือ เพื่อนบ้านของเรา 3 ประเทศอยู่กับรัสเซีย ด้วย ได้แก่ เมียนมาร์ สปป.ลาว กัมพูชา ยกเว้นเวียดนาม ไม่รู้ว่าอยู่ฝั่งใด ไม่เห็นข้อมูลรายงาน แต่คาดว่าตนเองได้ประโยชน์จากทั้ง 2 ฝ่าย จึงงดออกเสียง 

ในขณะที่การยั่วยวนทางการทหารปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต คือ ขึ้นอยู่กับแผนงบประมาณของเพนตากอนในยุคทรัมป์ที่ต้องการลดรายจ่าย หากเป็นเมื่อก่อน จะตั้งฐานทัพบริเวณรัฐดาวเทียมของตนเองและดำเนินการซ้อมรบโดยมีเรือลาดตระเวนของตนเองตรวจตามชายฝั่ง เพื่อจับกุมหรืออนุญาตให้เรือพาณิชย์เดินทางไปจุดหมายหรือไม่อนุญาตให้เข้าเทียบท่าเรือก็ได้

แต่ในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องงบประมาณ ยุคทรัมป์หนี้ของสหรัฐพุ่งถึง 21 ล้านล้านดอลลาร์ และการทำสงครามการค้าจีนนั้น ทำให้ตัวเลขทางการค้าของสหรัฐลดอัตราการส่งออกลงและขาดการลงทุนด้านการผลิตภายในประเทศ ทดแทนอุตสาหกรรมการผลิตที่นำเข้าจากจีน บวกลบคูณหารแล้วต้นทุนก็ยังแพงกว่าจีน เนื่องจากไม่สามารถลดมาตรฐานการครองชีพในแต่ละเมืองได้ (คนจนบริโภคเกินฐานะตนเองและไม่อยากทำงานที่มีรายได้ต่ำกว่าที่เคยได้รับ)


การเปลี่ยนกลยุทธ์ ‘ต้นทุนต่ำ’ เพื่อให้รัฐดาวเทียมทำงาน

สหรัฐจึงเปลี่ยนไปใช้แผนยั่วยวนทางการทหารซึ่งมีงบประมาณต่ำกว่า แต่ต้องมีพันธมิตรเป็นรัฐดาวเทียมและรัฐอิสระที่พร้อมเผชิญความขัดแย้งกับคู่ต่อสู้ของตนเอง

ในเอเชีย สหรัฐใช้กลยุทธ์อินโดแปซิฟิก ซึ่งสามารถค้นหาสามประเทศที่ไม่ไว้วางใจจีนได้ คือ อินเดีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งสหรัฐประสบความสำเร็จในเรื่องนี้บางส่วน ในขณะที่ยุโรป เป็นตัวประกันของสหรัฐในฐานะรัฐดาวเทียมที่ยังไม่สามารถกำหนดนโยบายการต่างประเทศของตนเองได้อย่างอิสระ โดยสหรัฐใช้ยุโรปเป็นศูนย์กลางการทหาร โลจิสติกส์ และการเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการคุ้มครองอธิปไตย

แต่ปัญหาคือ ยุโรปยังให้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาการคลังของสหรัฐน้อยอยู่ แต่สหรัฐมีความต้องการรายได้จากยุโรปเพิ่มมากขึ้น ทั้งการบังคับ (นาโต้สัญชาติอียูไม่ยอมเพิ่มงบประมาณ) และสมัครใจเชิงกรรโชก (ซื้อสินค้าจากผู้ขายรายเดียว เช่นกรณีพลังงาน) นอกจากนั้น ยังมีประเด็นด้านตลาดพลังงานของโลกในปัจจุบัน ที่ใช้หลักในการกำหนดราคาจากความร่วมมือของรัสเซียกับโอเปก

และเมื่อวานก็มีข่าวที่ไม่ค่อยสู้ดีนักสำหรับวอชิงตันเช่นกัน คือ รัสเซียมีแผนลงทุนการขุดเจาะน้ำมันในแอฟริกาและการก่อสร้างเส้นทางการค้าจากตะวันตกของเซเนกัลไปซูดาน แบบเดียวกับโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีนที่ลงนามก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานไปในวงเงิน 2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อควบคุมตลาดพลังงานในทศวรรษหน้า และน่าจะสถาปนาตนเองเป็นมหาอำนาจโลกด้านตลาดพลังงานต่อไป (น่าสนใจว่า ผู้นำของเขาคิดได้อย่างไร) ซึ่งก็อาจมีปัญหาด้านความเสี่ยงจากก่อสร้างเส้นทางรถไฟในแอฟริกากลางบ้าง แต่หากใช้กองกำลังทหารรัสเซียก็น่าจะเอาอยู่ โดยในสนามรบซีเรียก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่แค่การทิ้งระเบิดจากเครื่องบินรบอย่างเดียวที่สหรัฐนิยมใช้ แต่ยังใช้ได้ผลในภาคสนามด้วย

ในขณะที่อนาคตของยุโรปขึ้นอยู่กับท่อแก๊สรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งท่อแก๊สโครงการกระแสตุรกีสนับสนุนยุโรปใต้และกระแสเหนือ 2 สนับสนุนเศรษฐกิจเยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี โดยตรง ดังนั้น หากรัสเซียขายแก๊สได้มากเท่าไหร่ รัสเซียจะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการทหารมากยิ่งขึ้นเท่านั้น 

ดูในช่วงปี 2004 เป็นต้นมา จากการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้กองกำลังทหารรัสเซียมีความทันสมัยและประชากรมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนสามารถเปลี่ยนจาก รัฐอิสระระดับภูมิภาค เป็น รัฐศูนย์กลางที่สำคัญและกล้าเผชิญหน้ากับสหรัฐ

สหรัฐจึงต้องใช้ ‘ยูเครน’ รัฐดาวเทียมล่าสุด เข้าก่อกวนยั่วยวนทำสงคราม ประกาศกฎอัยการศึกตามแคว้นที่อยู่ใกล้ชายแดนรัสเซีย คาดว่าก่อนปีใหม่ รัสเซียอาจจะถูกก่อกวนอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดสงคราม หรือการปะทะกันบริเวณชายแดน หรือบริเวณรัฐอารักขาของรัสเซียในมอลโดว่า

งานนี้เพนตากอนใช้เงินลงทุนน้อย เมื่อคิดเป็นตัวเลขแล้วราคาถูก ใช้ไม่ถึง 10 ล้านดอลลาร์ในการปฏิบัติการ ดีกว่าไปสร้างฐานทัพเรือและใช้กองเรือลาดตระเวนของตนเอง


กำไรที่ ‘เพนตากอน’ ได้รับ

หากเกิดการปะทะกัน ก็อาจจะมีการปิดท่อแก๊สที่ยูเครนส่งไปสนับสนุนอียู อียูก็จะเผชิญความหนาว และหากเป็นไปตามคาด รัฐสภาอียูก็อาจยกเลิกโครงการกระแสเหนือ 2 ไม่ซื้อแก๊สจากรัสเซีย หันไปใช้แก๊สจากสหรัฐที่มีราคาต่างกันถึง 100 ดอลลาร์ หรือราคาที่มากกว่ารัสเซียร้อยละ 30 ซึ่งวิธีการดังกล่าว จะสามารถขายแก๊สสหรัฐได้ในตลาดยุโรป

ปัญหาที่ตามมา เศรษฐกิจยุโรปก็จะยุติการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แก๊ส โดยเฉพาะเยอรมนี จากการประเมินตัวเลขคาดว่า หากใช้แก๊สจะทำให้คนอเมริกันตกงาน 700,000 คน และยุโรปจะมีความวุ่นวายทางเศรษฐกิจตามมา 

ในขณะที่ยุโรปใต้ก็อาจมีปัญหา ท่อแก๊สกระแสตุรกีก็อาจมีปัญหา กล่าวคือ โคโซโว รัฐดาวเทียมของสหรัฐในบอลข่าน ลงมติจัดตั้งกองทัพตนเองขึ้นมาแทนที่กองกำลังรักษาสันติภาพ ภายใต้การสนับสนุนของเพนตากอน ทำให้บริเวณดังกล่าวนั้นเป็นเส้นทางหนึ่งของโครงการท่อแก๊สตุรกี 

เป็นที่รู้กันดีว่าโคโซโวมีปัญหากับเซอร์เบีย เพราะเซอร์เบียคัดค้านการจัดตั้งกองทัพโคโซโว เนื่องจากสามารถปิดเส้นทางท่อแก๊สอีกแห่งหนึ่งของรัสเซีย ซึ่งจะทำให้ยุโรปเกิดวุ่นวายทางเศรษฐกิจมาก และสหรัฐก็ต้องการควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนเองด้วย 

นี้คือภาพรวมในยุคของตัวประกันแบบที่ใช้กลยุทธ์ต้นทุนต่ำ ซึ่งดูแล้วเศรษฐกิจโลกในปีหน้าต้องถดถอยอย่างแน่นอน เพราะไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐที่พยายามโต้กลับเพื่อความอยู่รอดทางการคลังของตนเอง

คงต้องออมเงินและเก็บเงินไว้ก่อนละ ประชาชนอย่างเรา (ถ้ามี)


  • เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย