สุนทรพจน์ในวาระพิเศษ ครบรอบ 40 ปี นโยบายปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจเพื่อการเปิดประเทศ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากในวันนั้น บนเวทีการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ (CPD) ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำประเทศจีน ได้ออกมากล่าว สุนทรพจน์ สี จิ้นผิง ที่ย้ำจุดยืนของจีนที่มีความเด่นชัดและชัดเจน ว่า ‘จีนไม่ต้องการเป็นเจ้าโลก’ ขอเดินหน้าสร้างตำนานความสำเร็จ พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินให้โลกจำ ซึ่งใจความนี้ ประธานาธิบดีแดนมังกร ต้องการสื่อถึงความสำเร็จในนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและเปิดประเทศที่ผ่านมาของตนนั่นเอง


คนข้น สังคมนิยมจาง คำจำกัดความ นโยบายจีนสร้างชาติ จาก เหมา เจ๋อตุง & เติ้ง เสี่ยวผิง สู่ สี จิ้นผิง

Deng Xiaoping เติ้งเสี่ยวผิง

ก่อนที่จะไปพูดถึง สุนทรพจน์ สี จิ้นผิง อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นรากฐานแนวคิดที่นำมาสู่นโยบายปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจเพื่อการเปิดประเทศ เมื่อ 40 ปีก่อนของ เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตประธานาธิบดีจีน ซึ่งส่งต่อมายัง ประธานาธิบดี สิ จิ้นผิง ต่อมา นั่นคือ แนวทางการปกครองประเทศตามลัทธิคอมมิวนิสต์แบบสมบูรณ์ เบ็ดเสร็จ ของ เหมา เจ๋อตุง ผู้นำจีนโลกไม่ลืม ด้วยนโยบายปฏิวัติตลอดกาล ปกครองประเทศบนทฤษฎีความขัดแย้ง และแนวทางปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อสร้างสังคมจีนที่ปราศจากชนชั้นและสร้างความเท่าเทียมอย่างสมบูรณ์

แนวคิดที่โดดเด่นในสมัยที่ เหมา เจ๋อตุง ปกครองประเทศ คือ แนวคิดที่ต้องการให้คนทุกระดับ ทุกอาชีพ ถือเรื่องการเมืองเป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และต้องการให้มวลชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ต้องการให้เยาวชนที่เติบโตขึ้นหลัง ค.ศ. 1949 เรียนรู้การปฏิวัติด้วยการปฏิบัติจริง เหมา เจ๋อตุง จึงให้ความสำคัญต่อพลังของเยาวชนอย่างมาก โดยแนวคิดนี้ถ่ายทอดออกมาผ่าน สุนทรพจน์ ของเขา ในโอกาสที่เขาไปเยือนสหภาพโซเวียตเป็นครั้งที่ 2 ในโอกาสฉลองครบรอบ 40 ปี การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต เขากล่าวสุนทรพจน์ต่อเยาวชนจีนที่ศึกษาอยู่ที่สหภาพโซเวียตว่า

“โลกนี้เป็นของพวกท่านเช่นเดียวกับของพวกเรา แต่ในท้ายที่สุด โลกจะเป็นของพวกท่าน เยาวชนทั้งหลายซึ่งเต็มไปด้วยพลังและชีวิตชีวา เป็นความเบิกบานของชีวิตเหมือนกับพระอาทิตย์ในยามเช้า ความหวังของพวกเราคือท่านนั่นเอง เยาวชนทั้งหลาย”

ส่วนแนวคิดของ เติ้ง เสี่ยวผิง แตกต่างกับ แนวคิดของ เหมา เจ๋อตุง อย่างเห็นได้ชัด เพราะ เติ้ง เสี่ยวผิง เป็นผู้นำจีนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประเทศจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง โดยแนวคิดหลักของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจีน คือ แนวคิดปฏิบัตินิยมที่นำมาซึ่งนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนใน ค.ศ. 1978 โดย เติ้ง เสี่ยวผิง ไม่ยึดติดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์หรือลัทธิมาร์กซิสม์อย่างเคร่งครัดเหมือนในสมัยที่ เหมา เจ๋อตุง ปกครองประเทศจีน แต่เขาปรับตามสภาพของสังคมจีน ดังคำกล่าวซึ่งเป็นที่จดจำว่า “เราต้องผสานสัจธรรมของลัทธิมาร์กซิสม์เข้ากับสภาพความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรมของประเทศจีน”

ในสมัยที่ เติ้ง เสี่ยวผิง ปกครองจีน เขาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจให้มั่งคั่งเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนและทำสิ่งใดก็ได้ที่จำเป็น แม้จะขัดกับแนวทางคอมมิวนิสต์ เช่น การนำระบบเศรษฐกิจการตลาดมาใช้เพื่อให้รัฐเข้มแข็งและสร้างความกินดีอยู่ดีแก่คนจีน เติ้งไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์สังคมนิยมที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมให้เท่ากันทุกชนชั้นตามที่ เหมา เจ๋อตุง ยึดถือ แต่อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้ว เขายืนยันว่าจีนจะไม่ละทิ้งลัทธิมาร์กซิสม์ (Marxism) เพราะสำหรับผู้นำจีนแล้ว จุดประสงค์ของการปฏิรูปเศรษฐกิจไม่ใช่การทำให้จีนเป็นแบบชาติตะวันตก แต่เป็นความปรารถนาที่จะฟื้นฟูความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์หลังจากยุคเหมาและการปฏิวัติวัฒนธรรม รวมถึงเพื่อสร้างชาติและรัฐที่เข้มแข็งซึ่งความมั่นคงทางการเมืองเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศ รัฐบาล และพรรคเข้มแข็ง

จากแนวทางของ เติ้ง เสี่ยวผิง จึงวิเคราะห์ได้ว่า จีนยังคงเชื่อมั่นและใช้ระบอบสังคมนิยมในการปกครองชาติ ทว่า มีการปรับและประยุกต์ให้เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งจะนำพาจีนให้ก้าวหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ได้ และแนวคิดนี้เอง ที่ส่งผ่านมายัง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำประเทศคนปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ


เปิดบันทึกประวัติศาสตร์ สุนทรพจน์ สี จิ้นผิง ส่งใจความสำคัญถึงชาวโลก “จีนไม่ต้องการเป็นเจ้าโลก” และ “ไม่ยอมรับคำสั่งจากใคร”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” ของ เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนที่เริ่มขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน มีบทบาทสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง กระทั่งครองตำแหน่ง ประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกา คู่อริทางการค้าในปัจจุบัน เท่านั้น

โดย สี จิ้นผิง ได้หยิบยกสถิตินี้มาเกริ่นในสุนทรพจน์ของเขา ในโอกาสครบรอบ 40 ปี นโยบายปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจเพื่อการเปิดประเทศ ใจความว่า

“นับตั้งแต่แผนยุทธศาสตร์นโยบายปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจเพื่อการเปิดประเทศ ได้รับการอนุมัติให้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2521 อันเป็นแนวทางที่ริเริ่มโดยอดีตประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยวผิง ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ให้กับจีน เห็นได้ชัดเจนจาก สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของจีนต่อเศรษฐกิจโลก เพิ่มขึ้นจากเดิม 1.8% เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เป็น 15.2% ในปัจจุบัน ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐเท่านั้น”

ดังนั้น ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการก้าวกระโดดไปอีกขั้นของสังคมนิยมในแบบของจีน ซึ่งช่วยทำให้เกิดการฟื้นฟูที่ยิ่งใหญ่ของจีนในยุคสมัยใหม่ได้ และจีนได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของลัทธิสังคมนิยมในเชิงวิทยาศาสตร์ ด้วยความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้แล้วด้วย


เมือง เฉิงตู เส้นทางสายไหมใหม่
เมืองเฉิงตู คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางการค้าที่เรียกว่า “เส้นทางสายไหมใหม่” ตามนโยบายของ สี จิ้นผิง

“การเปิดประเทศ นำมาซึ่งความก้าวหน้าฉันใด การปิดตัวหรือล้อมกรอบตัวเอง นำมาซึ่งความล้าหลังฉันนั้น”

คำกล่าวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ สี จิ้นผิง ก่อนที่เขาจะประกาศจุดยืนต่อว่า จีนจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อไปโดยสานต่ออุดมการณ์ของ เติ้ง เสี่ยวผิง เพื่อนำพาประเทศให้รอดพ้นจากสถานการณ์สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ที่แม้ว่าผู้นำจีนและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐจะเห็นชอบสงบศึกการค้าอย่างน้อย 90 วันแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าศึกนี้ยังคงคุกรุ่นและรอวันประทุขึ้นได้ตลอดเวลา

โดย หลักการของ เติ้ง เสี่ยวผิง 3 ข้อ ที่ สี จิ้นผิง ยึดมั่น คือ

  1. เศรษฐกิจของจีนยังต้องคงความเป็นสังคมนิยม แต่เป็นระบบสังคมนิยมที่ยอมรับระบบทุนนิยม อันเป็นระบบตลาดแบบตะวันตก
  2. จีนจะเลือกสร้างแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง มุ่งเน้นให้ชาวจีนมีเงินออมและมีทรัพย์สินเป็นของตัวเองในแบบที่จับต้องได้
  3. สองข้อข้างต้นรวมกันเป็น ‘สังคมนิยมสมัยใหม่’ ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์สถานการณ์ทุกเมื่อ เพื่อกำหนดแนวทางให้จีนประสบความสำเร็จในการก้าวไปให้ถึงเป้าหมาย

สี จิ้นผิง ยังกล่าวต่อเพื่อสื่อสารอย่างชัดเจนว่า “จีนไม่ต้องการเป็นเจ้าโลก แต่ต้องการให้โลกจำจีนในฐานะประเทศที่มีส่วนร่วมสร้างอนาคตร่วมกันกับมวลมนุษยชาติมากกว่า” โดยจีนยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับอำนาจละมุนเชิงวัฒนธรรม หรือ Cultural Soft Power และส่งเสริมให้วัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจะพัฒนาอัตลักษณ์ของชาติให้ปรากฏชัดเจนทั้งในสายตาของประชาชนในประเทศและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน จีนยังมุ่งมั่นในการก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางของโลก ในฐานะประเทศที่สนับสนุนให้เกิดสันติภาพในโลก และสนับสนุนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของโลก และ สี จิ้นผิง ยังย้ำถึงความภาคภูมิใจว่า ที่ผ่านมาพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนมีความชัดเจนมากในการสร้างความแข็งแกร่งและเดินหน้าฟื้นฟูภาวะความเป็นผู้นำของจีนในทุกด้าน ควบคู่ไปกับการปราบปรามคอร์รัปชันในชาติอย่างเด็ดขาด และดำรงไว้ซึ่งธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอันแข็งแกร่ง

“แม้ว่าจีนจะประสบความสำเร็จหลายอย่างด้านเศรษฐกิจ แต่จีนจะไม่ครอบครองความเป็นใหญ่เหนือชาติอื่นๆ จีนไม่ขอเป็นเจ้าโลก”

จีนจะขอมีส่วนในการสร้าง “อนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ” โดยที่ผ่านมา เรามีตัวอย่างความก้าวหน้าจำนวนมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือนสวรรค์และโลก และทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จะไม่มีใครมาอยู่ในตำแหน่งที่จะมาบงการคนจีนได้ว่า อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ”

“จีนจะไม่เบี่ยงเบนออกจากระบบการเมืองแบบพรรคเดียว หรือยอมรับคำสั่งจากประเทศใด เพราะจีนไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่น ดังนั้น จึงไม่ยอมถูกครอบงำและควบคุมด้วยเช่นกัน”

ส่วนจุดยืนที่จีนยังยึดมั่นต่อไป และเป็นหมุดหมายในการบริหารประเทศของ สี จิ้นผิง เองด้วย คือ จีนยังคงยืนหยัดที่จะพยายามเป็นส่วนหนึ่งของการ สนับสนุนสันติภาพโลกและปกป้องความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการแสดงบทบาทเป็นผู้นำในการรับมือวิกฤตความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Changes) ด้วย


ที่มา :

  • https://www.facebook.com/ChinaReportAseanThailand/posts/292543301466020
  • https://www.bbc.com/thai/international-46603875
  • บทความเรื่อง “แนวคิดผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงของจีน ในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมและสมัยปฏิรูป (Chinese Leaders’ Thoughts and Changes in China during the Cultural Revolution and Reform Periods) โดย ผศ.ดร.ศิริพร ดาบเพชร อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพฯ (วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีที่ 20 ฉบับเดือนมกราคม-ธันวาคม 2560)

อัปเดต เรื่องของ จีน ในอีกหลากหลายมุมมอง กันต่อ

ชวนผู้ประกอบการไทยรอบรู้ ‘กฎหมายอีคอมเมิร์ซใหม่ของจีน’ ก่อนลุยตลาดอีคอมเมิร์ซจีน

‘ชิงต่าว’ เมืองเบียร์ที่น่าศึกษา แต่รู้จักในฐานะ ‘ศูนย์โลจิสติกส์อัจฉริยะ’ แห่งอนาคตไว้จะยิ่งดี

จาก ‘ความฝันของจีน’ สู่ 11 มาตรการ เพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมใน ‘กว่างซี’