ไม่ใช่ครั้งแรกแน่นอน ที่ประเทศไทย ต้องเผชิญกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เพราะหากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปแล้ว ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราของไทยต้องเผชิญกับปัญหาราคายางที่ผันผวนตลอดเวลา บางครั้งราคาก็ถีบตัวขึ้นแบบไม่รู้สาเหตุ ขณะเดียวกัน บทราคาจะลด ก็ลดลงมาเสียจนน่าใจหาย ทั้งที่ ยางพารา เป็นสินค้าทางการเกษตร เป็นพืชเศรษฐกิจระดับโลก ที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ในปริมาณที่ไม่น้อยในแต่ละปี ฉะนั้น นี่ถึงเวลาแล้วหรือเปล่า ที่ทุกภาคส่วนจะต้องหันมาคิดเรื่องมาตรการ การสร้างอนาคตและ เพิ่มมูลค่ายางพาราไทยในตลาดโลก ด้วยนวัตกรรม ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกทางรอดเดียว ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาราคายางตกต่ำนี้ให้เบาบางลง

จากแนวคิดข้างต้นนี้ จึงขยายผลสู่ งานเสวนาและระดมความคิดเห็นที่จัดขึ้นโดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เรื่อง “สร้างอนาคตและ เพิ่มมูลค่าให้ยางพาราไทยในตลาดโลก ด้วยนวัตกรรม” จากมุมมองของวิศวกรมืออาชีพ และหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอทางออกของปัญหาด้วยหลักการทางวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้ถูกจุด


วิเคราะห์จุดอ่อน ก่อปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จากมุมมองทางวิศวกรรม

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในปี 2560 ทำให้ทราบว่า ประเทศไทยส่งยางพาราไปขายต่างประเทศด้วยมูลค่าสูงถึง 215,833 ล้านบาท แซงหน้าข้าวที่มีมูลค่า 175,161 ล้านบาท

แต่เมื่อพิจารณามูลค่าส่งออกยางพารารวมของ 3 ประเทศหลัก คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย กลับมีมูลค่าน้อยกว่ารายได้ของบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์อย่างบริดจสโตนและมิชลินเกือบ 3.5 เท่า

เวทีงานเสวนาของ วสท.ได้หยิบยกข้อเท็จจริงนี้มาอภิปรายเพื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหา โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในงานได้สะท้อนจุดอ่อนของการบริหารจัดการยางพาราของไทย ในประเด็นต่อไปนี้

  • การเดินยุทธศาสตร์ที่ขาดการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์กลางน้ำและปลายน้ำเพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่ายางพาราของบ้านเรา
  • ราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่อง สาเหตุจากปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน
  • ไทยส่งออกยางพาราในรูปสินค้าเกษตร ไม่มีการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขาดการควบคุมโซนนิ่งพื้นที่ปลูกยางพารา 
  • ในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ชะลอซื้อ ขณะที่จีนซึ่งเคยเป็นผู้ซื้อยางพารารายใหญ่ หันมาเป็นผู้ผลิตเอง ปลูกยางเอง และเข้าไปลงทุนในเวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา

และปัจจัยที่ส่งผลต่อราคายางพารายังเป็นไปตาม ราคาน้ำมัน ด้วย หากน้ำมันแพง ราคาพอลิเมอร์ที่กลั่นจากน้ำมันดิบจะแพงไปด้วย โรงงานอุตสาหกรรมจึงหันมาซื้อยางพาราแทนพอลิเมอร์

ชาวสวนยางในประเทศไทยจึงรวมตัวกันยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ต่อมาปลายปี 2560 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยหนึ่งในมาตรการแก้ปัญหาคือ เพิ่มปริมาณการใช้ ซึ่งบางหน่วยงานเห็นว่าการใช้น้ำยางสดเพื่อทำพื้นทางถนนยางพาราดินซีเมนต์ 7,000 แห่ง แห่งละ 1 กิโลเมตร จะใช้น้ำยางสด 12 ตัน นั้น สามารถแก้ปัญหาระยะสั้นและช่วยลดปริมาณสต๊อกยางในตลาดได้ถึง 9 หมื่นตัน ซึ่งส่งผลต่อชาวสวนยางโดยตรง

อย่างไรก็ตาม มีหลายภาคส่วนเห็นว่ามาตรการการผลักดันยางพาราเพื่อมาใช้ราดหรือผสมในงานก่อสร้างถนน เป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและจะมีภาระปัญหาตามมาไม่รู้จบ เนื่องจากมีข้อมูลทางวิชาการแสดงให้เห็นถึงต้นทุนที่สูงขึ้น

นอกจากนั้น ในเรื่องของความคงทนและความปลอดภัยในการใช้งานถนน ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยตรง จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์วิจัยและทำมาตรฐานตามหลักวิศวกรรมและหลักสากลก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจและลงทุน วสท. จึงเห็นว่าทุกภาคส่วนควรวิเคราะห์ความเป็นไปได้เรื่องการจัดทำมาตรฐานผู้ผลิตในการก่อสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ให้รอบด้านก่อน

รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้จากมุมมองทางวิศวกรรมศาสตร์ว่า

“ยางที่มีคุณภาพดีต้องผ่านกระบวนการผลิตที่มีต้นทุนสูง และอาจให้ผลค่าทึบน้ำที่ไม่แตกต่างกัน อีกทั้งยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีราคาผันผวนเปลี่ยนไปตามอุปสงค์และอุปทานของโลก และจะเป็นปัญหาในการคำนวณราคาก่อสร้าง จึงไม่เหมาะที่จะใช้เป็นวัสดุก่อสร้างประเภทถนน นอกจากนี้ปัญหาการใช้งานถนนผิวทางแอลฟัลท์คอนกรีต (Asphalt Concrete)  โดยใช้ยางพาราสดธรรมชาติที่มีปริมาณความชื้นจุ (Moisture Content) สูงมาก และความหนาแน่นสูงกว่ายางมะตอยในขณะผสมร้อน (Hot Mix) จะทำให้น้ำในยางพาราเดือดและก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานได้”


ดันกลยุทธ์ เพิ่มมูลค่ายางพาราไทยในตลาดโลก ด้วยนวัตกรรม ทางเลือกทางรอดเดียวของยางพาราไทย

ดังนั้น เมื่อถามถึงประเด็นที่จะนำสู่ทางออกของปัญหาราคายางพาราผันผวนนี้ วิทยากรบนเวทีเสวนาได้นำเสนอกลยุทธ์สำคัญ ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งต้องการผลักดันประเทศด้วยนวัตกรรมเพื่อก้าวเป็นไทยแลนด์ 4.0 ว่าควรหันไปส่งเสริมการทำวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับยางพาราไทยสู่กลางน้ำและปลายน้ำ ด้วยงบส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวัสดุยางเป็นวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีมูลค่าสูงและทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น

“แท่นยางรองสะพาน” (Neoprene Bearing Pad) ทำหน้าที่ลดการสั่นสะเทือนของสะพานในขณะที่มีรถบรรทุกหนักแล้รผ่าน เพี่อเสริมสร้างความปลอดภัยและลดความเสียหายของสะพานทั่วประเทศไทยที่มีอยู่หลายหมื่นแห่ง

“ยางตัดการสั่นสะเทือนของหลังคาโดยอุปกรณ์แขวนฝ้า” ซึ่งจำเป็นต้องใช้เพื่อลดเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือน และมีการใช้อย่างกว้างขวางในห้องที่ต้องการความเงียบ

เทคโนโลยี “วัสดุแผ่นยางรองที่มีคุณภาพพิเศษเพื่อแยกตัวอาคารออกจากฐานราก” หรือ Base Isolation Technology ซึ่งเทคโนโลยีก่อสร้างนี้จะช่วยป้องกันความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวให้กับสิ่งปลูกสร้าง เช่น อาคาร สะพาน 

นวัตกรรมนี้มีหลักการทำงาน คือ รองรับโครงสร้างทำให้แยกตัวเป็นแบบกึ่งอิสระกับพื้นดินในแนวราบ คล้ายกับจุดรองรับแบบล้อ (Roller Support) เพื่อให้โครงสร้างสามารถเคลื่อนตัวกลับมายังตำแหน่งเดิมได้ ซึ่งต้องพัฒนาคุณสมบัติการรับแรงของยาง

โดยแนวคิด Base Isolation นี้ เริ่มพัฒนาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ในสหรัฐอเมริกา และวิจัยพัฒนาโดยสมาคมวิจัยผู้ผลิตยางแห่งมาเลเซีย (Malaysian Rubber Producers’ Research Association) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเบิร์คเลย์แห่งแคลิฟอร์เนีย (University of California Berkeley) สหรัฐอเมริกา และส่งไปจำหน่ายทั่วโลก

ปัจจุบันมีการนำเอาเทคโนโลยี Base Isolation ไปใช้งานกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน นิวซีแลนด์ ชิลี เป็นต้น ซึ่งในญี่ปุ่นมีการใช้งานกว่า 4,000 อาคาร (ในปี ค.ศ. 2015) นอกจากนี้ยังพัฒนาต่อเนื่องเป็นวัสดุสำหรับลดการสั่นสะเทือนให้กับอุปกรณ์ไฮเทคหรือมีคุณค่าต่างๆ ในอาคาร เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล, วัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์

 

อีกรูปแบบหนึ่งที่มีการใช้งาน คือ “Laminated Rubber Isolation” เป็นรูปแบบการใช้ยางที่มีความยืดหยุ่นและมีการใช้แผ่นเหล็ก (Inner Steel Plate) แทรกสลับกันเป็นชั้นๆ ภายใต้ยางเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแรงในแนวดิ่ง ซึ่งยึดแกนกลางด้วยแกนตะกั่ว (Lead Plug) ส่วนด้านบนและล่างมีการประกบเหล็กแผ่นหนา

หรือจะเป็นการ เพิ่มมูลค่ายางพาราไทยในตลาดโลก ด้วยนวัตกรรมที่สามารถส่งเสริมการวิจัยพัฒนา คือ Tuned Mass Damper หรือ TMD ลูกตุ้มตัวหน่วงแรงลมหรือแรงแผ่นดินไหวสำหรับตึกสูง ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่าควบคุมแรงสั่นสะเทือนได้ดี ยอดตึกหยุดแกว่งได้เร็ว ทำให้การก่อสร้างสามารถลดความหนาของผนังตึกสูงลงได้มาก  ช่วยประหยัดวัสดุก่อสร้างและลด cost การสร้างตึก ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์อาคารสูงบ้านเราที่มีมากขึ้น โดยโอกาสทางตลาดนี้ก็ไม่ได้เกิดเพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังขยายไปกว้างไกลในอาเซียนอีกด้วย



Salika”s Says

ในโอกาสนี้ รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ ที่ปรึกษา คณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. ได้สรุปข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการสร้างอนาคตและมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราไทยอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ว่า 

  1. รัฐบาลควรตั้งงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนายางพาราไทยสำหรับเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีนวัตกรรมและมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งได้ประโยชน์หลายฝ่าย ทั้งเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศ ส่งเสริมรายได้เกษตรกร อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
  2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันในการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เช่น การยางแห่งประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และสำนังานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, มหาวิทยาลัย, กระทรวงพาณิชย์
  3. ควรวางแผนพัฒนานวัตกรรมยางเชิงพาณิชย์ ในระยะไม่เกิน 3 ปี
  4. ควรควบคุมปริมาณและวางแผนการปลูกยางให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปแล้ว
  5. ในระยะสั้นต้องรีบดำเนินการให้การทำถนนพาราซีเมนต์มีมาตรฐานและเป็นระบบ เพื่อสามารถกำหนดราคากลางและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้ถนนได้

ที่มา : งานแถลงเสวนา เรื่อง “สร้างอนาคตและเพิ่มมูลค่ายางพาราไทยในตลาดโลก” ในวันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561 จัดโดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)


มีมุมมองสร้างสรรค์ นำเสนอทางออกของปัญหาเศรษฐกิจไทย ให้อ่านกันต่อ

เครื่องมือที่ใช้แข่งขันเพื่อ ‘การส่งออกสินค้า’ ของรัฐศูนย์กลาง

แผนกระจายความมั่งคั่งด้านทรัพย์สินส่วนบุคคล…ยังไม่เกิด ความเหลื่อมล้ำ…ก็จะยังไม่ลดลง

DNA ของรัฐอุกกาบาต ที่ไม่สามารถช่วยเศรษฐกิจชาติดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน