เมื่อวานนี้มีรายงานข่าวว่า ทางการสหรัฐกำลังพิจารณาที่จะลดจำนวนทหารในอัฟกานิสถาน โดยฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังจะถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานประมาณ 7,000 นาย จากจำนวนทหารในปัจจุบันที่มีมากกว่า 14,000 นาย และในซีเรียจำนวน 2,000 นาย แต่ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการเมื่อไรและอย่างไร


เห็นได้ชัดว่านโยบายของวอชิงตันในตะวันออกกลาง ไม่ได้พิสูจน์ตัวเองก่อนหน้านี้ ทรัมป์จึงดำเนินนโยบายของเขาตามที่สัญญาไว้เพื่อรายงานแก่สังคมในช่วงต้นเดือนมกราคมปีหน้า

จากตรงนี้ทำให้เข้าใจได้ว่า นโยบายเพนตากอนในตะวันออกกลางนั้นกำลังอับจน สหรัฐกำลังเผชิญปัญหาใหญ่กับการใช้จ่ายเงินจำนวนมากทั้งในการปฏิบัติการทางทหารโดยตรงและในการปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งไม่ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างคุ้มค่า โดยบอกแค่ความสำเร็จเล็กน้อยว่าปราบไอเอสได้ ซึ่งจริงๆ แล้วนั้นกองทัพรัสเซียเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด

สหรัฐใช้เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในการปฏิบัติการทางทหารและสร้างความมั่นใจในการดำเนินงานในอัฟกานิสถาน รวมถึงการดำเนินงานของซีเรียอีกหลายพันล้านดอลลาร์

กลายเป็นปัจจัยด้านข้อจำกัดทางการเงินที่กำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีการแก้ไข 

สิ่งนี้ตอกย้ำอีกครั้งว่าความทะเยอทะยานไปทั่วโลกของเพนตากอนเริ่มลดความมั่นคงทางการเงินและการลดบทบาทของวอชิงตันในตะวันออกกลางลงไป

อีกทั้งทีมงานของทรัมป์ได้ค้นพบความจริงที่ว่า ในอนาคตอันใกล้ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะเปลี่ยนระบอบการปกครองของอัสซาดได้ เพราะความพยายามโค่นล้มรัฐบาลซีเรียตั้งแต่ปี 2554 เวลา 7 ปีที่ผ่านมาไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในระบอบการปกครองของอัสซาด ยิ่งกว่านั้น เราสามารถพูดได้ว่าอัสซาดเสริมตำแหน่งของเขาในซีเรียจนมั่นคงในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายของสหรัฐจึงไร้ประโยชน์

นอกจากนี้ การตัดสินใจของทรัมป์ที่จะถอนทหารออกจากซีเรียถือได้ว่าเป็นนโยบายในการควบคุมการเผชิญหน้ากับรัสเซีย ซึ่งการที่ทรัมป์ตัดสินใจเช่นนี้ สามารถอธิบายได้ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า เขาเป็นนักธุรกิจที่ประเมินสถานการณ์ตามความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ ส่วนกองทัพสหรัฐมีรายจ่ายและภารกิจทางทหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจส่งสัญญาณที่ดีว่าโลกกำลังลดการเผชิญภัยคุกคามจากการก่อการร้าย เนื่องจากเพนตากอนเป็นตัวสนับสนุนทั้งอาวุธและการเงินให้ไอเอสในตะวันออกกลาง

ส่งสัญญาณว่าเอลริยาดและอังการ่าควรเข้ามามีบทบาทแทนสหรัฐ แต่ทั้ง 2 ประเทศนี้ต่างก็มีปัญหาทางด้านภูมิเศรษฐกิจกับรัสเซีย กล่าวคือ รัสเซียเป็นผู้จัดการโอเปกในปัจจุบันแทนซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากรัสเซียเป็นตัวกำกับหลักในด้านปริมาณน้ำมัน ส่วนอิหร่านได้รับสินเชื่อเครดิตจากรัสเซียมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ในการปกป้องอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้รอดพ้นจากการคว่ำบาตรของสหรัฐ

เอลริยาดจึงไม่เผชิญหน้ากับมอสโควอย่างแน่นอน 

ในขณะที่ตุรกีได้รับประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และโครงการแก๊สกระแสตุรกีจากรัสเซีย การเผชิญหน้ากับรัสเซียไม่ได้ประโยชน์ นอกจากเล่นเกมตุกติกของตนเองในกรณีซีเรีย เพื่อจะได้ดินแดนบางส่วน ซึ่งเตหะรานก็คงไม่ยอม คาดว่าอย่างมากพันธมิตรของสหรัฐก็ทำได้แค่ถ่วงเวลาเพื่อผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ 

ที่รัสเซียต้องการคือ เป็นเจ้าของรายใหม่ที่เข้ามาควบคุมตะวันออกกลางอย่างแท้จริง ทั้งการควบคุมเส้นทางการค้า การลงทุนในตลาดพลังงานในตะวันออกกลางและแอฟริกา และรัสเซียต้องการขายข้าวสาลี เนื้อสัตว์ นม เนย อาหารทะเล ในบริเวณดังกล่าวด้วย

https://www.facenews.ua/…/ill…/articles/6d95c1cce9240a02.jpg

การออกจากตะวันออกกลางของเพนตากอนสร้างความไม่มั่นใจต่ออียูและนาโต้ เพราะไม่มีใครให้หลักประกันความปลอดภัยได้ในยุคของทรัมป์ ถือได้ว่าเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของรัสเซียและอิหร่าน โดยสอดคล้องกับการลาออกของ เจมส์ แมตติส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ผู้ได้รับฉายาว่า ‘สุนัขบ้า’ เป็นเวลาหลายปีที่ให้บริการแก่ทำเนียบข่าวในการส่งสัญญาณแห่งความทุกข์ไปในตะวันออกกลาง 

นี่อาจเป็นของขวัญจากพระเจ้าก่อนวันคริสต์มาสอย่างแท้จริง เป็นการเข้าสู่ยุคแห่งความเงียบสงบที่ปราศจากการก่อการร้าย


  • เรื่องโดย : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย