หลังจากที่ได้อ่านข่าวดี ความว่า ททท. เปิดผลสำรวจพฤติกรรมเชิงลึกนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ชี้ทั่วโลกมั่นใจบริการทางการแพทย์ของไทย คาดตลาดเมดิคอลทัวริซึ่ม ปี 2561 สร้างรายได้กว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้กว่า 13% เผยไทยมีโรงพยาบาล-คลินิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI จากองค์กรรับรองมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลกถึง 64 แห่ง สูงสุดในเอเชีย-อันดับ 4 ของโลก” ต้องยอมรับว่ามีความหวังขึ้นมาอย่างมาก กับการเดินตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนา ‘ไทยแลนด์ เมดิคัล ฮับ’ ให้เป็นศูนย์รวมการให้บริการทางการแพทย์ครบวงจร โดยเฉพาะการพัฒนาให้ไทยเป็นแหล่งรองรับ ‘การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ หรือ ‘Medical Tourism’ ชั้นนำของภูมิภาคนี้

ทว่า เมื่ออ่านข่าวจบ ก็อดมาทบทวนไม่ได้ว่า การจะทำให้ตัวเลขทางสถิติที่บ่งชี้ถึงรายได้เข้าประเทศซึ่งอ้างอิงตามข่าวข้างต้นเป็นจริง คงไม่ใช่แค่การสนใจตัวเลขทางสถิติที่สวยหรู ทว่า ต้องมาพิจารณากันว่า ตอนนี้ การแพทย์ไทย มีความพร้อมแค่ไหน โดยเฉพาะความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์


ที่ประชุม EEC HDC ชี้ อยากไปถึง ‘ไทยแลนด์ เมดิคัล ฮับ’ ต้องหันมองความพร้อมทางการแพทย์ทุกด้านก่อน

ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์

จากการประชุมการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ณ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่จัดไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ในส่วนของการนำเสนอเบื้องต้นของกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้เกริ่นถึงปัจจัยสำคัญที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการพัฒนา ไทยแลนด์ เมดิคัล ฮับ ต้องคำนึงถึง ซึ่งนั่นก็คือ ความพร้อมทางการแพทย์หลายภาคส่วน ที่จะมาประกอบกันเพื่อผลักดัน ไทยแลนด์ เมดิคัล ฮับ ให้ไปถึงฝั่งฝัน ดังนี้

  • เทคโนโลยีทางการแพทย์

เมื่อ ศ.พญ.จิรพร ได้มีโอกาสมารับผิดชอบ และเป็นส่วนหนึ่งของ แผนพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ก็ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาข้อมูลด้านการแพทย์ของไทย และพบว่าในส่วนของอุตสาหกรรม Healthcare ที่จะเข้าไปอยู่ใน Industrial Park มีไม่มากนัก เพราะธุรกิจในส่วนนี้ จะครอบคลุมเรื่องของ New and Modern Service อย่าง E-Health หรือ M-Health Medical Service ที่จะเกี่ยวข้องกับการทำ Medical record และ Collective Technology ต่างๆ ซึ่งในตอนนี้ ความพร้อมในเรื่องนี้ในบ้านเรายังคงเป็นจุดอ่อนและอุปสรรคในการขับเคลื่อนการแพทย์ไทยให้ไปสู่ในระดับสากลอย่างมาก

  • งานวิจัย นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์

ด้านการทำ Research หรืองานวิจัยที่เกี่ยวกับ เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ หรือ Medical Instrument ก็ยังมีการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างต้นแบบ หรือ Prototype ไม่มากพอ เพราะเรายังขาดบริษัทต่างๆ ที่เป็นสื่อกลางที่จะพาอุตสาหกรรมนี้เข้าสู่การพาณิชย์ หรือ Commercial Mode เรียกว่าตอนนี้ถ้าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผลขึ้นในบ้านเรา ศ.พญ.จิรพร มองว่า เป็นเรื่องที่หืดขึ้นคอเลยทีเดียว

สาเหตุเป็นเพราะปัจจัยและทรัพยากรด้าน Material Sciences มีไม่มากพอที่จะมารองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมด้านนี้ด้วย จากสถานการณ์นี้จึงนำมาสู่ภาวะกระอักกระอ่วน และเป็นคำตอบว่าทำไมตอนนี้ยังไม่มีการลงทุนไหนที่กล้ามาร่วมมือกับเราในการพัฒนาความก้าวหน้าด้านนี้ไปด้วยกัน ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึง หากเราต้องการสร้างระบบสาธารณสุขเบ็ดเสร็จ หรือ Comprehensive Healthcare ที่เราจะทำให้เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซี”

  • อุตสาหกรรมการผลิตยา

มาถึงในส่วนของ Medical Supply ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน เริ่มจากเรื่องที่สำคัญอย่าง อุตสาหกรรมยา ที่เราทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมยาในประเทศของเรา วัตถุดิบตั้งต้น หรือ Ethic Ingredients ในการผลิตยาเรายังไม่สามารถผลิตเองได้ ต้องพึ่งพาวัตถุดิบเหล่านี้จากบริษัทยาต่างประเทศทั้งหมด แล้วก็มาแพ็กตามแพ็กเกจจิงของยาแต่ละชนิด การเป็นผู้ผลิตตั้งแต่นับหนึ่ง ตอบได้เลยว่า ไม่มี ยกเว้นกลุ่มยาสมุนไพร จากฝั่งการแพทย์แผนไทยที่เรามีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบตั้งต้นนี้ได้


อีอีซี คือความหวัง ขับเคลื่อนให้ประเทศมีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ได้เร็วขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนโครงการอีอีซีนี้ ศ.พญ.จิรพร มองว่าจะทำให้นักลงทุนจากหลายประเทศสนใจเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจในอุตสาหกรรมทางการแพทย์นี้ โดยเฉพาะในเรื่องของ Medical Devices ยกตัวอย่าง กลุ่ม United Imagine Service หรือ UIS ที่ประเทศจีน มีธุรกิจด้านอุปกรณ์เครื่องมืออันทันสมัยด้านเฮลธ์แคร์ เปิดเผยว่ามีแผนที่จะเข้ามาลงทุนในอีอีซี และถ้าเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่จะมีการผลิตเครื่องมือเอ็กซเรย์ ซึ่งเป็นอานิสงส์ที่ไทยได้จากการเข้ามาลงทุนของต่างชาติและยังจะได้รับการถ่ายทอด knowhow จากผู้ผลิตชั้นนำของโลกอีกด้วย

สำหรับประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นจะพัฒนาตัวเองเป็น Medical Hub ของอาเซียน หรือ ‘ไทยแลนด์ เมดิคัล ฮับ’ ศ.พญ.จิรพร ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า

“ต้องยอมรับว่า ความตั้งใจขับเคลื่อน ไทยแลนด์ เมดิคัล ฮับ นี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคเอกชน Private Sector มากกว่าภาครัฐ Public Sector ยกเว้นที่ได้เห็นมาว่ามีโรงพยาบาลของรัฐในเขตอีอีซี คือ โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ที่มีความตั้งใจตั้งแต่ตอนสร้างว่าอยากพัฒนาตนเองให้เป็นโรงพยาบาลมาตรฐานเมดิคอล ฮับ ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐในไทยเอง ก็ต้องยอมรับว่า แค่รับผู้ป่วยชาวไทยเอง ก็ยังไม่เพียงพอ การจะพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลไปรับผู้ป่วยชาวต่างชาติ จนเป็นต้นแบบเมดิคอล ฮับ จึงน่าจะเป็นเรื่องยากทีเดียวในตอนนี้”

ต่อมา ในประเด็นที่เกริ่นมาในตอนต้น ถึงตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยวัตถุประสงค์ด้านการดูแลสุขภาพหรือ Medical Tourism ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้น ศ.พญ.จิรพร ตั้งคำถามว่า ในสถานการณ์ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เรามีบุคลากรด้าน Medical Tourism รองรับการขยายตัวของธุรกิจนี้แล้วหรือ?

เพราะจากตัวเลขสถิติของกระทรวงแรงงาน บุคลากรด้านการแพทย์ครบวงจรที่เราต้องการในปี 2560 คือ 9,000 คน แต่ในปี 2570 คืออีกสิบปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการบุคลากรด้านนี้เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณถึง 20,000 คน

“อย่างไรก็ตาม ถ้าโฟกัสแต่ในพื้นที่อีอีซี ที่เรากำลังจะเดินหน้าแผนพัฒนากำลังคนเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมทางการแพทย์นี้ ในส่วนของความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นหมอนั้น ต้องบอกว่าแทบไม่ขาดแคลนเลย เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยผลิตแพทย์ออกมาได้ในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 2,500 คน เพียงแต่ต้องบอกตามตรงว่า การจะพัฒนาให้ผู้ที่จบแพทยศาสตร์มาเป็นแพทย์เฉพาะทาง แต่ด้วยทางปฏิบัติที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันทำให้แนวทางการพัฒนาบิดเบี้ยวไป”

“เพราะเมื่อวิเคราะห์ถึงความต้องการ ตอนนี้ประเทศไทยต้องการ Family Medicine หรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่ดูแลคนทุกเพศทุกวัยที่เป็นสมาชิกในครอบครัวได้แบบองค์รวม (Holistic) เพราะสภาวะการใช้บริการทางการแพทย์ของคนไทยตอนนี้ มันผิดแปลกมาก เวลาความดันขึ้นไปหาหมอเฉพาะทางด้านหัวใจ พอปวดท้องไปหาหมอเชี่ยวชาญด้านโรคทางเดินอาหาร แล้วหมอที่เชี่ยวชาญแต่ละฝ่ายไม่ประสานงานเกี่ยวกับคนไข้เลย ไม่มีใครเป็นตัวเชื่อม”

ดังนั้น ศ.พญ.จิรพร จึงมองเห็นโอกาสในวิกฤตนี้ว่า

“ถ้าทางอีอีซีอยากสร้างนวัตกรรมด้านสาธารณสุขใหม่ขึ้น การวางแผนว่าจะมี Registered EEC Citizens นับว่ามาถูกทางแล้ว จากจุดนี้ก็ต้องเดินหน้าต่อยอดการสร้าง เมดิคัล ฮับ ของอีอีซี ให้เป็นต้นแบบของการแพทย์ที่มี Family Medicine หรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โดยใช้ระบบการลงทะเบียนประชากรในอีอีซี และให้คนดูแลระบบเป็นคนส่งข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ หากทำได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างต้นแบบสมาร์ทซิตี้ที่มีระบบแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวครบวงจร”

โดย ศ.พญ.จิรพร อธิบายเพิ่มเติมว่า ประเทศคิวบาเป็นต้นแบบของความสำเร็จในการประยุกต์เอาโมเดลนี้ไปใช้ โดยให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวลงไปในชุมชน ดูแลคนในชุมชนประมาณ 50,000 คน ถ้าแพทย์ลงไปวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็นความเจ็บป่วยที่เกินความสามารถของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ก็จะส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่นอกชุมชนเพื่อรักษาต่อไป

“ดังนั้น หากจะนำโมเดลนี้มาปรับใช้ในบริบทของอีอีซี ก็ต้องเริ่มคิดจากจำนวนประชากรที่ลงทะเบียนในระบบว่ามีกี่คนที่อาศัยอยู่ในเมือง ที่พักอาศัยในพื้นที่อีอีซี จากนั้นก็สร้างสถานพยาบาลโดยจัดสรรให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเพื่อดูแลคนในชุมชนนั้นอย่างเพียงพอและทั่วถึง ซึ่งถ้าอีอีซีทำได้ ย่อมเป็นการยกระดับระบบสาธารณสุขในเมืองและเป็นต้นแบบของการวางระบบสาธารณสุขรูปแบบใหม่ของประเทศด้วย”


เปิดความจริง ก่อนไปถึง ‘ไทยแลนด์ เมดิคัล ฮับ’ ไทยมีบุคลากรการแพทย์เพียงพอแล้วหรือยัง?

ประเด็นสำคัญสุดท้าย ที่ ศ.พญ.จิรพร ชี้ให้ที่ประชุม EEC HDC เห็น คือ ปัจจัยด้านการขาดแคลนบุคลากรทางแพทย์ของไทย ที่ยังคงเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ พัฒนาและผลิตบุคลากรทางการแพทย์มาตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจรให้เพียงพอก่อน และเพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ศ.พญ.จิรพร ยกตัวอย่างสถานการณ์การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ให้ฟังว่า

“ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ที่จัดได้ว่าขาดแคลน หากจะวางระบบการสาธารณสุขครบวงจรในพื้นที่อีอีซี คือ ทันตแพทย์ เภสัชกร และที่ขาดเยอะที่สุด คือ พยาบาล แค่เฉพาะในเขต 3 จังหวัดในพื้นที่อีอีซี จากผลสำรวจล่าสุดขาดอยู่ไม่น้อยกว่า 3,000 ตำแหน่ง (เฉพาะจังหวัดชลบุรีแห่งเดียว ขาดอยู่ 1,700 ตำแหน่ง)”

ต้นเหตุของปัญหานี้ ศ.พญ.จิรพรชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นเพราะสถาบันการศึกษาไทยผลิตพยาบาลออกมาไม่เพียงพอในแต่ละปี แต่ปัญหาอยู่ที่ รัฐไม่มีตำแหน่งทางราชการที่จะบรรจุให้กับพยาบาลต่างหาก กอปรกับค่าตอบแทนที่ได้รับก็ไม่เพียงพอกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เพราะอาชีพพยาบาลทั่วไปแบ่งเป็นพยาบาลที่เข้ากะกลางวัน และกะกลางคืน ซึ่งพออายุมากหรือแต่งงานไป พยาบาลส่วนใหญ่ก็มักจะลาออกไปดูแลครอบครัวหรือเป็นแม่บ้าน และยิ่งในยุคที่อาหารเสริมเป็นที่นิยม มีการขายประกันสุขภาพ พยาบาลส่วนใหญ่ก็ย้ายไปทำอาชีพขายอาหารเสริม ขายประกันก็ไม่น้อย ทำให้ขาดแคลนพยาบาลในภาพรวม และนอกจากนั้น ยังมี นักรังสีเทคนิค ที่ทั่วประเทศยังขาดอยู่ประมาณ 1,000 กว่าตำแหน่ง

และเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนนักรังสีเทคนิค ศ.พญ.จิรพร วางแผนว่าจะมีการจัดทำหลักสูตรและเชิญชวนผู้ที่เรียนจบสาขาวิทยาศาสตร์ มาศึกษาต่อเพื่อไปประกอบอาชีพเป็นนักรังสีเทคนิค ซึ่งถ้าผู้เรียนเรียนจบสาขาวิทยาศาสตร์ อาจศึกษาต่อโดยใช้เวลาเพียง 2 ปี ถึง 2 ปีครึ่งเท่านั้น ก็สามารถไปประกอบอาชีพได้

ต่อมา ในประเด็นเรื่อง Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ ศ.พญ.จิรพร ชี้ว่า ทุกวันนี้มีแต่การนำเสนอข่าวว่า เราเตรียมพร้อมเข้าสู่ Aging Society กันแล้ว แต่ไม่มีใครออกมาพูดเรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ Aging Society นั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง จะเตรียมสร้าง Care Provider หรือผู้ที่จะมาให้บริการด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น นักกายภาพบำบัด พยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งบอกได้เลยว่าขาดแคลนอย่างมาก ทั้งที่ผู้ที่เรียนจบในสาขานี้ได้รับเงินเดือนตั้งต้นสูง คือไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อเดือน

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ศ.พญ.จิรพร จึงต้องการนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถมาช่วยแบ่งเบาปัญหา ด้วยการรับหน้าที่เป็น คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ที่มีส่วนในการผลิตบัณฑิตคุณภาพด้านเทคนิคการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว และที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ Ultra Sound School นอกจากนั้น ยังวางแผนว่าจะทำ Non-degree เพื่อสร้าง Senior Care Provider อีกโปรแกรมหนึ่ง


อ้างอิง : รายงานข่าว เรื่อง “ทั่วโลกมั่นใจ การแพทย์ไทย ดันรายได้เมมดิคอล ทัวริซึม พุ่ง 2.6 หมื่นล้าน” หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 20 – วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2561


อ่านความจริง บนเส้นทางการพัฒนาประเทศ ไปสู่เมดิคัล ฮับ 

ความต้องการบุคลากรเพื่อพัฒนา การแพทย์ครบวงจร และ การสาธารณสุข ในพื้นที่ EEC

อยากให้การแพทย์ไทยก้าวไกล เข้าถึง เท่าเทียม เทคโนโลยี AI ช่วยอะไรได้บ้าง

มหิดล ร่วมมือ มจธ. พัฒนา ‘ขดลวดค้ำยัน’ อุปกรณ์ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ลดการนำเข้าได้จริง