มีงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า แนวโน้มภาพอนาคตการศึกษาและการเรียนรู้ของไทยในปี พ.ศ. 2573 จัดทำโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้


ประการแรก นโยบายและวิธีการทำงานของทั้ง 3 ประเทศ คือสาธารณรัฐฟินแลนด์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐเกาหลี ผลการศึกษาพบว่า

(1) คุณภาพของผลลัพธ์และผลผลิตของระบบการศึกษาทั้ง 3 ประเทศอยู่ในระดับเดียวกันของโลก สามารถเทียบเคียงกันได้

(2) นโยบายและวิธีปฏิบัติแตกต่างกัน โดยจำแนกได้เป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วแรกมีลักษณะยืดหยุ่น ให้อิสระในการทำงานและการตัดสินใจไม่มีการประเมินเชิงตัดสิน และไม่มุ่งการแข่งขัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสาธารณรัฐฟินแลนด์ ส่วนอีกขั้วหนึ่ง มีลักษณะรวมอำนาจ ควบคุม และกำกับดูแลอย่างจริงจัง ขับเคลื่อนเป้าหมายด้วยการประเมิน และเน้นการแข่งขัน ซึ่งพบในสาธารณรัฐสิงคโปร์และเกาหลีใต้

(3) ลักษณะร่วมทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่

(3.1) ให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษาที่เป็นเลิศ
(3.2) สร้างความทั่วถึงและความเท่าเทียม เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(3.3) ปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้
(3.4) ใช้ภาษามากกว่า 1 ภาษาในการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับภาษาแม่ของผู้เรียนระดับปฐมวัย ทั้งนี้มีการกระจายลักษณะร่วมนี้สู่การปฏิบัติในการจัดการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพร้อมร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ที่เป็นภาคีเครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาโดยยึดคุณภาพและความโปร่งใสเป็นสำคัญ
(3.5) ให้ความสำคัญกับคุณภาพครูในระดับสูง เห็นได้ชัดจากการคัดเลือกนักศึกษาครูกระบวนการผลิต การรับเข้าทำงาน การพัฒนา การวางเส้นทางวิชาชีพและการประเมิน เป็นที่น่าสังเกตว่าในเรื่องการวางเส้นทางวิชาชีพครูและการประเมินครูมิใช่จุดเน้นของสาธารณรัฐฟินแลนด์ เนื่องจากมีความเชื่อเบื้องต้นว่าครูมีสมรรถนะสูง รับผิดชอบสูง และสามารถกำกับตนเองได้


ประการที่สอง ภาพฉายอนาคตสาธารณรัฐฟินแลนด์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ภายใน ค.ศ. 2030
สำหรับการฉายภาพอนาคตการศึกษาของประเทศทั้ง 3 ในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 นั้น เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามปฏิญญาอินชอน ส่วนอีกสองประเทศมีลักษณะเฉพาะ

ประการที่สาม ผลการเปรียบเทียบกับประเทศไทย มีข้อแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างประเทศไทยและประเทศคู่เทียบ คือ

(1) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นเนื้อหาการเรียนรู้มากกว่าบูรณาการเนื้อหา ทักษะแห่งศตวรรษ และสาระท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

(2) ยังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบและสนับสนุนการเรียนรู้ได้เช่นเดียวกับทั้งสามประเทศ

(3) ในส่วนของการฝึกหัดครูนั้น พบว่า

3.1 ระบบการผลิตของไทยยังไม่สัมพันธ์กับระบบการใช้ครู
3.2 คุณสมบัติพื้นฐานผู้ที่จะเข้าเรียนยังไม่ได้อยู่ในระดับเก่งเท่ากับนักศึกษาครูของอีก 3 ประเทศ
3.3 สมรรถนะของบัณฑิตครูยังไม่สามารถสร้างศรัทธาให้กับวิชาชีพครูได้
3.4 วิชาชีพครูยังไม่เป็นตัวเลือกของผู้เรียนที่ถือเป็นระดับยอดของประเทศ


ประการสุดท้าย ภาพอนาคตการศึกษาขั้นพื้นฐานและการฝึกหัดครูของประเทศไทย พ.ศ. 2573 จำแนกเป็น 5 ภาพหลัก ดังนี้

ภาพอนาคตที่ 1 กระจาย: ระบบบริหารการศึกษาไทยจะกระจายอำนาจการปฏิบัติสู่ท้องถิ่น แบบประสานพลังด้วยความร่วมมือร่วมใจ ร่วมรับผิดชอบ โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีการกำหนดนโยบายที่มีมาตรฐาน/ตัวชี้วัดกำกับชัดเจน และมีความยืดหยุ่นตามบริบทท้องถิ่น

ภาพอนาคตที่ 2 แกร่ง: หลักการพื้นฐานการจัดการศึกษาที่แข็งแกร่งด้วยการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ยึดคุณภาพมาตรฐานระดับสากลตามแนวคิดการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาเป็นคานงัดคุณภาพมีระบบและกลไกเพื่อพัฒนาการวัดและการประเมินผลเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบก้าวกระโดด โดยในภาพนี้ได้ฉายภาพย่อยอีก 4 ภาพ ที่เป็นองค์ประกอบของความแกร่ง ได้แก่

2.1 เคียงบ่าเคียงไหล่ หมายถึง คุณภาพการศึกษาที่สามารถแข่งขัน และร่วมมือได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งในระดับภูมิภาค และระดับสากล

2.2 โดดเด่น หมายถึง ผู้เรียนทุกระบบและทุกระดับต้องมีโอกาสเข้าถึงคุณภาพสูงอย่างสะดวก ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยไม่มีอุปสรรคด้านภูมิหลังและประสบการณ์สังคม มีคุณภาพพื้นฐานที่โดดเด่น และสำคัญ คือ สามารถใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาในกลุ่มประเทศอาเซียนตามบริบทพื้นที่ได้อย่างน้อย 1 ภาษา และภาษาในกลุ่มประเทศอาเซียนบวกอีก 1 ภาษา ในระดับใช้การได้ดี

2.3 มั่นคง หมายถึง ผู้เรียนมีอนาคตมั่นคงจากการเลือกช่องทางการศึกษาได้ตามความถนัด และตามความสามารถของตนเอง หากไม่ได้ศึกษาต่อก็สามารถเป็นแรงงานที่มีสมรรถนะพอในการทำงานเพื่อพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงวัย หรือช่วงชีวิต

2.4 คานงัด หมายถึง ใช้นวัตกรรมเป็นคานงัดคุณภาพการศึกษาให้ก้าวกระโดดโดยครอบคลุมถึงนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมสังคม และนวัตกรรมด้านยุทธศาสตร์การสอน 2.5 ลํ้าหน้า หมายถึง การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากระบบการประเมินเพื่อป้อนผลสู่การพัฒนาคุณภาพ

ภาพอนาคตที่ 3 หยั่งลึก หมายถึง การศึกษาปฐมวัยเป็นปัจจัยในการสร้างพื้นฐานของชีวิตที่แข็งแกร่ง และเป็นรากลึกสำหรับการเติบโตของประเทศอย่างมั่นคง

ภาพอนาคตที่ 4 ยกระดับ คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึง เท่าเทียม สามารถร่วมมือและแข่งขันได้ในระดับสากล

ภาพอนาคตที่ 5 พลิกพลัง ของวิชาชีพครู ด้วยการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้เป็นวิชาชีพชั้นยอด มีความมั่นคงและยั่งยืน เป็นวิชาชีพชั้นสูงที่สังคมให้การยอมรับและเชื่อถือ โดยในภาพนี้ได้ฉายภาพย่อยอีก 3 ภาพ ที่เป็นองค์ประกอบของการพลิกพลัง ได้แก่

5.1 ศรัทธา วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพที่ประชาชนยอมรับ และเชื่อถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคนเพื่อพัฒนาประเทศ ครูมีความศรัทธาต่ออาชีพของตนเอง มีการพัฒนาตนและอาชีพสู่ความเป็นมืออาชีพที่จะคงอยู่ในวิชาชีพได้อย่างน่าเชื่อถือ และเป็นที่ไว้วางใจได้ของสังคม

5.2 ชั้นยอด ระบบการฝึกหัดครูจะได้รับการปฏิรูปให้เทียบเคียงกับประเทศที่มีครูชั้นยอดได้โดยเริ่มจากการวางแผนจำนวนการผลิต มีระบบการคัดเลือกคนเก่งเข้ามาเป็นครูออกแบบการเรียนรู้บนฐานวิจัยที่มีสมรรถนะด้านภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างน้อย 2 ภาษา ในระดับดี มีระบบการฝึกวิชาชีพครูอย่างเข้มข้นโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ให้หลักประกันแก่ผู้ที่เข้าศึกษาวิชาชีพครูโดยระบบประกันเงิน ประกันผลสัมฤทธิ์และประกันงาน

5.3 มั่นคง และยั่งยืน ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่ผู้ประกอบวิชาชีพสามารถอยู่ในระบบได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยระบบบริหารจัดการการเข้าสู่วิชาชีพ การรักษาครูดีไว้ในวิชาชีพอย่างจริงจัง การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการกำหนดผลประโยชน์และสวัสดิการที่เทียบเคียงได้กับวิชาชีพชั้นสูง และดึงดูดใจให้เยาวชนของประเทศเลือกเป็นอาชีพ 1 ใน 3 ที่ต้องการเลือกหลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย


มองการศึกษาในแง่มุมอื่นๆ

กระบวนทัศน์ e-Education ที่น่าศึกษา กับแนวทางการจัดการศึกษาของไทย

จาก Business Intelligence สู่ ‘Education Intelligence’ : แพลตฟอร์มใหม่ในแวดวงการศึกษา

หนังดี ที่นักการศึกษาต้องดู ‘Waiting for Superman’