จากข้อมูลตาม Presentation ที่จัดทำโดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เรื่อง ‘ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ยุคไทยแลนด์ 4.0’ บอกให้ทราบว่า ประเทศไทยอยู่ในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหาร ที่ผลิตผลมวลรวมนั้นสามารถเลี้ยงประชากรโลกได้ 250 ล้านคน (4 เท่าของประชากรไทย) ทั้งยังเป็นผู้ผลิตสินค้าสำคัญซึ่งเป็นที่ต้องการของประชากรโลก ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ไก่ กุ้ง ยางพารา น้ำตาล สับปะรดกระป๋อง ปลาทูน่ากระป๋อง และลำไย หากใครได้ฟังข้อมูลทางสถิติที่กล่าวมานี้ อาจสรุปได้ว่าไทยเป็น ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรโลกชั้นนำ แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทุกคนมองให้รอบด้าน ก็จะเห็นศักยภาพของประเทศร่วมภูมิภาคอย่าง อินเดีย ที่ตอนนี้กำลังก้าวสู่ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรโลกรายสำคัญ วันนี้เราจึงขอเข้าไป เจาะกลยุทธ์ อินเดีย ด้านการส่งออกสินค้าเกษตร มาบอกกัน


เจาะกลยุทธ์ อินเดีย บนเส้นทางการก้าวสู่ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรระดับโลก

เอกสารประชาสัมพันธ์ของ ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า อินเดีย นับเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากมีพื้นที่การเกษตรขนาดมหึมาและมีเกษตรกรจำนวนมาก ทว่า ที่ผ่านมา สาเหตุที่ทำให้อินเดียไม่สามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปจำหน่ายในตลาดโลกมากนักก็เพราะยังไม่สามารถควบคุมคุณภาพ มาตรฐานของผลิตผลที่ได้ ส่งผลให้ผลิตผลที่ได้เสื่อมคุณภาพ เสียหายระหว่างกระบวนการขนส่งไปจำนวนมากนั่นเอง

ด้วยตระหนักในจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังตลาดโลกนี้เอง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา รัฐสภาอินเดียจึงมีมติอนุมัตินโยบายส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร โดยตั้งเป้าให้อินเดียมีรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2565 และจะเพิ่มขึ้นไปถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2568 ซึ่งถ้าเจาะกลยุทธ์ อินเดีย จะพบว่านโยบายการปฏิวัติและพลิกโฉมสินค้าเกษตรของอินเดียที่จะส่งออกไปทั่วโลกนั้นมีความน่าสนใจมาก ดังนี้

  1. สร้าง Brand India ให้เป็นที่นิยม โดยให้รัฐบาลท้องถิ่นมีส่วนร่วมนำเสนอกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพและโดดเด่นเป็นพิเศษ ยกตัวอย่าง มีความเก่าแก่ดั้งเดิม เป็นของประจำถิ่น เป็นของพื้นเมือง สร้างมูลค่าเพิ่มและความนิยมในตลาดโลกได้
  2. ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพพร้อมส่งออก และแข่งขันในตลาดโลกได้
  3. ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการผลิต แปรรูป และพัฒนาสถานที่เก็บรักษาสินค้า โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าที่เน่าเสียง่าย
  4. มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ขนส่งสินค้าให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การขนส่งสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ซึ่งต้องมีระบบเก็บรักษาสินค้าเกษตรให้ยังคงมาตรฐาน คุณภาพ จนถึงมือผู้รับ
  5. เพิ่มความหลากหลายของสินค้าเกษตรสำหรับส่งออก และทำให้สินค้าเข้าสู่ Global Value Chain ให้เร็วที่สุด

โดยทางรัฐบาลอินเดียได้วางแผนการใช้งบประมาณเพื่อดำเนินการตามนโยบายฯนี้ถึง 1.4 หมื่นล้านรูปี หรือประมาณ 194 ล้านดอลลาร์ ทีเดียว


วิเคราะห์ เจาะกลยุทธ์ อินเดีย จากนโยบายส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรโลกล่าสุด

หากถามว่า ทำไมนโยบายฯ นี้จึงน่าสนใจ? ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ได้แถลงผ่านเอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับเดียวกันนี้ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียได้มุ่งเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรโดยพึ่งพาการบริโภคจากตลาดในประเทศเท่านั้น และยังมีการปกป้องตลาดสินค้าเกษตรด้วยการบิดเบือนกลไกตลาดผ่านระเบียบต่างๆ อาทิ การประกันราคาขั้นต่ำให้สินค้าเกษตรสำคัญ การตั้งกฎระเบียบการส่งออกสินค้าเกษตรอินเดียแบบซับซ้อน และยังเปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรอินเดียไม่น่าเชื่อถือ ขาดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ส่งผลให้ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนในธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรของอินเดีย

ดังนั้น การประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของอินเดีย ว่าจะยกระดับขีดความสามารถด้านการส่งออกสินค้าเกษตรไปสู่ตลาดโลก โดยมีเจตนาที่จะผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ ที่ขัดต่อกลไกการตลาด และยังให้คำมั่นว่าจะส่งเสริมการส่งออกด้วยนโยบายที่ยั่งยืนและเหมาะสม

ด้วยเหตุนี้ ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ สร้างศูนย์การผลิต แปรรูป จัดเก็บ และจำหน่ายสินค้าเกษตรครบวงจร สร้าง Cold Chain ขึ้นกว่า 280 แห่งทั่วประเทศและมีมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติ ในสาขาแปรรูปอาหารเพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ (จากเดิม 500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2557)

นอกจากนั้นยังมีความริเริ่มในการจัดงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและผลิตผลทางการเกษตรหลายครั้งในอินเดีย เพื่อมุ่งแนะนำสินค้าอินเดียให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย



Salika’s says

จากนโยบายเชิงรุกที่อินเดียใช้ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรโลกนี้ ภาคการเกษตรของไทยจะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อตอบสนองนโยบายนี้บ้าง

  1. การปรับบทบาทของอินเดียครั้งนี้ นับเป็นโอกาสและช่องทางของธุรกิจไทยที่สนใจจะลงทุนด้านธุรกิจการผลิต ขนส่งแปรรูป อาหารเพื่อจำหน่ายในอินเดีย หรือเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ เพราะรัฐบาลอินเดียมีแนวโน้มที่ดีในการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร และมีมาตรการต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติอย่างกว้างขวาง
  2. อินเดียอาจไม่ใช่เป้าหมายที่ดีนักในการส่งเสริมการส่งออกสินต้าประเภทผัก ผลไม้ เกรดรอง ของไทย เพราะตอนนี้อินเดียกำลังยกระดับตัวเองเพื่อก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรด้วยตนเอง และอาจกลายเป็นคู่แข่งของไทยในตลาดโลกด้านนี้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ ทางภาคการเกษตรไทยจึงควรปรับยุทธศาสตร์ให้อินเดียเป็นเป้าหมายในการส่งออกสินค้าการเกษตรคุณภาพสูง ซึ่งมีความต้องการในกลุ่มผู้บริโภคชั้นสูงชาวอินเดีย และเป็นสินค้าที่หาได้ยากในอินเดียอยู่
  3. เมื่ออินเดียมุ่งหน้ามาเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าการเกษตรที่สำคัญ ปรากฏการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อไทยในระยะยาว เพราะอินเดียอาจกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในอนาคต และมีศักยภาพเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกเทียบเท่าจีนได้เลย อย่างไรก็ดี คาดว่าพัฒนาการของอินเดียจะยังไม่เกิดขึ้นแบบก้าวกระโดด และไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนที่ไทยต้องตื่นตระหนกในอนาคตอันใกล้นี้

เพราะที่ผ่านมา การนำนโยบายของรัฐบาลอินเดียเกี่ยวกับการส่งเสริมการเกษตรไปปฏิบัติจริง ก็ยังคงมีปัญหาส่งผลให้เกษตรกรชาวอินเดียประท้วงรัฐบาลบ้างเป็นครั้งคราว ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้ คือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรโลกของอินเดียในครั้งนี้ มีความมุ่งมั่น เอาจริง และยังถูกกำหนดให้เป็นนโยบายหลักนำร่องของรัฐบาลอินเดียมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และน่าจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องกระทั่งเกิดผลสัมฤทธิ์แน่นอน


ที่มา : รายงานข่าว คอลัมน์ ทูตไทย ชี้ช่องต่างแดน เรื่อง “อินเดีย กับบทบาทผู้ส่งออกสินค้าเกษตรโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม 2561


อยากรู้ กลยุทธ์การเจาะตลาดต่างประเทศ อ่านกันต่อเลย

2019 ปีแห่ง ‘นวัตกรรมเพื่อผู้หญิง’ เปิดตัวไอเดียโดนใจ คิดค้นโดยผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก

สิงคโปร์ : เกาะเล็กที่มีข้อจำกัดมาก แต่ปรับตัวก้าวไกลจนเป็น Smart City ที่ไทยต้องเรียนรู้!!!

ถอดบทเรียน ‘ธุรกิจ 100 ปี’ แดนอาทิตย์อุทัย สร้างกิจการอย่างไร ให้ยิ่งใหญ่และยั่งยืนเกินร้อยปี