เหตุที่กล่าวถึงการลงทุนสร้างพื้นที่ระดับเวิลด์คลาสบ่อยครั้ง เนื่องจากภาครัฐใช้พื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง เป็นพื้นที่เป้าหมายในการยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้พ้น ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ขณะเดียวกันก็จัดปรับการพัฒนาประเทศให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก อันเป็นยุทธศาสตร์ ‘ความก้าวหน้าใหม่’ ที่สำคัญยิ่ง


ย้อนแย้ง แย่งชิง = หยุดการพัฒนาประเทศ

ต้องยอมรับว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาครั้งนี้ เป็นความท้าทายในภาคปฏิบัติ เพราะเต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม มากล้นด้วยความยากลำบากและซับซ้อนยิ่ง 
ด้วยเหตุว่ารากฐานในโครงสร้างใหม่ที่กำกับขับเคลื่อนด้วยระบบราชการแบบเดิมๆ ไปสู่ความก้าวหน้ายุคใหม่ เคลื่อนตัวอยู่ในกระแสการเติบโตของโลกในยุคอุตสาหกรรม 4.0 มีสภาพที่มากไปด้วย ‘ความต่าง’ และ ‘ช่องว่าง’ ในรายละเอียดมากมายและย้อนแย้งในตัวมันเองอย่างยิ่ง! ทั้งในบริบททางเศรษฐกิจ สังคม พื้นฐานเทคโนโลยี ระบบ ระเบียบกฎหมาย ไปจนถึงในความคิดคำนึงของผู้คนส่วนใหญ่

ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงยุค 4.0 เป็นกระบวนการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจสังคมจากวิธีคิดมโนทัศน์ที่คนบางกลุ่มบางส่วนเคยชินกับ 1) การช่วงชิงทรัพยากร 2) การแสวงหาภูมิเศรษฐกิจที่มุ่งแรงงานจำนวนมาก-ราคาถูก ภายใต้ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่ขาดประสิทธิภาพ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม 4.0 เป็นความก้าวหน้าที่ทำลายล้างระบบและกระบวนการผลิตแบบเดิม (Disruptive) ด้วยการยึดโยงกับฐานความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และมาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องฐานความรู้ การลดการบริโภคทรัพยากร การมุ่งดูแลสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ทำให้กระแสเก่าที่เคยชินกับความคิดความเชื่อเดิมๆ กับกระแสใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ แตกต่างกันเกือบจะสิ้นเชิง!


เพราะไม่รู้ จึงต้องสร้าง ‘เศรษฐกิจฐานความรู้’

ยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็นเรื่องของ การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) นวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่ไทยต้องปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ตั้งแต่พื้นฐานความเข้าใจของผู้คน ระบบระเบียบราชการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งถึงเทคโนโลยีที่จะนำใช้ในการผลิต การบริการ การบริโภค และการเชื่อมต่อกับโลก

กล่าวได้ว่า สังคมเศรษฐกิจโลกยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็นโลกใบใหม่ที่ไร้พรมแดน ไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา มีเทคโนโลยีเข้าช่วยปรับฐานประสิทธิภาพ เพิ่มความเร็ว ความแม่นตรง และสร้างความเท่าเทียมเสมอภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยศักยภาพใหม่ที่มีพลังล้นเหลือทั้งเศรษฐกิจ สังคม การบริการ การสร้างคุณภาพชีวิตยุคใหม่ ที่ครอบคลุมถึงการแพทย์และการดูแลสุขภาพทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าใหม่ของการดำรงชีวิตของมนุษยชาติ นี่คือนัยความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงที่มากด้วยโอกาส ความท้าทายใหม่ และการถูกดิสรัปชัน หากไม่สามารถปรับตัวทันโลกที่เปลี่ยนไป!

ประเทศไทยในยุค 2560 ได้เร่งขยับปรับตัวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เพื่อสร้างโอกาสครั้งใหม่ให้กับประเทศ ด้วย การสร้างนโยบายประเทศไทย 4.0 กับ การสร้างพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งการเลือกพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีความได้เปรียบที่สุดในอาเซียน คือ พื้นที่ภาคตะวันออกเขตจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ให้เป็นพื้นที่การลงทุนระดับโลก โดยมุ่งดึงเอาความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาปรับทักษะ ปรับฐานความรู้สู่การเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลกที่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ภายใต้ชื่อ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC


ความมุ่งมาดปรารถนาและเชื่อมั่นในพื้นที่ EEC

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ชี้เป้าหมายการพัฒนา EEC ว่า  

EEC เป็นพื้นที่การลงทุนที่เชื้อเชิญนักลงทุนทั่วโลกมาลงทุน ซึ่งต้องมีความพร้อมในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน เราพุ่งเป้าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคมและการแข่งขันในระดับโลก จึงต้องยกระดับศักยภาพการผลิต การบริการ และสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงโลจิสติกส์การคมนาคม โดยให้บริการแบบ one stop service มีการเชื่อมต่อกับประชาคมโลก เพื่อดึงทุนและฐานความรู้มาช่วยพัฒนายกระดับประเทศสู่ความก้าวหน้าครั้งใหม่

การสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพื้นที่ EEC จึงมีความหมายต่อการยกระดับความก้าวหน้าใหม่ของประเทศ ที่ต้องปฏิบัติการทุกมิติด้วยความมุ่งมั่น ฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคเดิมๆ ที่คั่งค้างอยู่ เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้นและให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับท้องถิ่นและประเทศ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว นี่คือความมุ่งมั่นของผู้นำภาคปฏิบัติการในการพัฒนาพื้นที่ EEC

ขณะเดียวกันเสียงตอบรับของประชาคมท้องถิ่น จากวันที่เริ่มดำเนินการจนถึงวันที่เกิดพระราชบัญญัติ พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เสียงตอบรับของผู้คนในท้องถิ่นขยายวงกว้างจนครอบคลุมทุกชุมชน จากที่ไม่ได้รู้อะไรมากนักก็ได้รู้เข้าใจและร่วมสนับสนุน จนกลายเป็นความมุ่งมาดปรารถนาของผู้คนในที่สุด สังคมท้องถิ่นเข้าใจการยกระดับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของท้องถิ่น ที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ อยากมีส่วนร่วมจัดปรับทิศของประเทศไปสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนอย่างจริงใจ

นายสุทธา เหมสถล แกนนำกลุ่มเครือข่ายประชาคมชุมชนภาคตะวันออก ประธานกลุ่มรักษ์บ้านฉาง  คนพื้นที่สะท้อนถึงมุมมองการพัฒนา EEC ว่า เป็นโครงการที่ช่วยปรับฐานการพัฒนาสู่ความยั่งยืนที่มีความหมาย มีคุณค่า ทั้งการช่วยปรับแก้ปัญหาเก่าที่สั่งสมมานานและการมุ่งสู่อนาคต

ชาวบ้านที่ติดตามการทำงาน ได้เห็นถึงการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่สั่งสมมานาน ตั้งแต่เรื่องที่ดินทำกิน เรื่องรถติด เรื่องการคมนาคม การจัดปรับผังเมือง จนถึงการสร้างโอกาสใหม่ด้านอาชีพ ซึ่งความรู้ทางเทคโนโลยีจะช่วยให้คนทุกระดับตั้งแต่ฐานล่างที่เป็นเกษตรกร ได้เพิ่มความสามารถด้านการผลิตและเพิ่มรายได้ต่อไร่ 2-3 เท่า เป็นอย่างน้อย รวมทั้งได้เห็นการพัฒนาการศึกษา การปรับวางผังเมืองใหม่ ที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

“และเท่าที่ได้คุยกัน ผู้คนทั้ง 3 จังหวัดเห็นด้วยทั้งหมด ส่วนปัญหาเรื่องของการก่อสร้างที่มีผลกระทบบ้างก็ธรรมดา คนส่วนใหญ่เห็นด้วยสนับสนุนให้ความสำคัญกับ EEC มาก เพราะเข้าใจถึงการทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม การพัฒนาเมือง และการพัฒนาที่นำไปสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน สรุปแล้วเขาเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับ EEC ช่วยปรับสร้างประเทศครั้งใหญ่

นี่คือเสียงสะท้อนจากชุมชนท้องถิ่น ที่บอกถึงความมุ่งมั่นและความปรารถนาอันแรงกล้าที่กระจ่างชัดยิ่ง


เรื่อง : Apichatology

 

 

 


ย้อนอ่านบทความที่สะท้อนปัญหาสำคัญของประเทศ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : ต้นทางการ ‘พัฒนา’ ที่ถูกกดทับด้วย ‘อำนาจ’

‘ครู’ จะทำอย่างไรในโลกยุค ‘หักศอก’ และนักศึกษาก็ไม่เชื่อว่า หลักสูตรการศึกษาจะตอบโจทย์ชีวิต โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

การสร้าง ‘นิสัยที่ดี’ คือต้นธารของการศึกษาที่ไม่แพง