การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่มีรายได้น้อยกับคนที่มีสินทรัพย์ส่วนตัวในระดับมั่งคั่ง ดูเหมือนจะเป็นประเด็นร้อนก่อนสิ้นปีเก่าที่กระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐออกมาให้คำมั่นในหลายรูปแบบ อย่างการแก้ปัญหาความยากจนภายใน 20 ปี หรือจะเป็นการตั้งสำนักงานแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (ดูแล้วนานไปตั้ง 20 ปี) ซึ่งน่าจะทำได้เร็วกว่านี้ 


จริงๆ แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้ ประเทศส่วนใหญ่ต้องมีอัตราการเติบโตของจีดีพีอย่างน้อยร้อยละ 6 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปีต่อเนื่อง คือยิ่งนานยิ่งดี และหากมีอัตราการสะสมทุนร้อยละ 35 ของจีดีพี ก็จะเห็นผลได้ชัด

หากพิจารณาจากสูตรที่คุยกันตรงนี้ ก็ยังไม่เห็นว่ามีนโยบายพรรคการเมืองใดในปัจจุบันที่สามารถตอบโจทย์ได้ ก็น่าจะมั่นใจได้ว่าคงจะต้องรออีกนานกว่าจะมีผู้อาสามาทำหน้าที่แทนประชาชน 

ที่แน่ๆ การจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยเป็นเรื่องของ ‘สวัสดิการทางสังคม’ ไม่ได้เป็นเรื่องของการเพิ่มรายได้และทรัพย์สินส่วนตัว เนื่องจากไม่เกี่ยวกับการเพิ่มแรงงานการผลิตใดๆ 

ฉะนั้น การรับปากว่าจะให้นั่นให้นี่ ก็ยังวกไปวนมาในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรของส่วนรวมให้แก่คนที่มีรายได้น้อยอยู่ ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนตัว ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจปีหน้าด้วยแล้ว ยิ่งไม่น่าไว้วางใจ

โดยเฉพาะนโยบายของทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ เหมือนลูกโซ่ การหารายได้เข้าประเทศยิ่งยากมากขึ้น แม้แต่การคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงก็น่าจะเป็นภารกิจที่ทำไม่ได้

ทั้งยังอาจเกิดสงครามอีกด้วย เนื่องจากรายงานของวารสาร The National Interest ระบุว่า ตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามมี 5 แห่ง ได้แก่ บริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นทางการค้าของไทยโดยตรง คาบสมุทรเกาหลี อ่าวเปอร์เซีย ยูเครน และที่อื่นๆ ซึ่งการระบุพื้นที่ว่าจะเกิดสงครามขึ้น ก็ควรที่จะนำการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมาคำนวณด้วย 

แต่การหารายได้ส่วนนี้ต้องหันมาพิจารณา
ภาคการเกษตรหรือภาคการผลิตจริงๆ จังๆ
เพราะแรงงานและประชากรส่วนใหญ่
อยู่ในภาคการผลิตมากกว่าร้อยละ 40 

และที่แน่ๆ ในสภาวการณ์ปัจจุบัน การแจกที่ดินแปลงย่อยให้แก่เกษตรกรไม่น่าจะแก้ปัญหานี้ได้ เป็นแค่การแก้ปัญหาการขาดแคลนปัจจัยการผลิตของเกษตรกรรายย่อยเท่านั้น

เพราะไปดูแพลตฟอร์มการผลิตของประเทศอื่นๆ เกษตรกรที่มีอัตราการเติบโตของสินค้าการเกษตรและรายได้ในปัจจุบัน มักจะผลิตพืชพันธุ์ในแปลงปลูกขนาดใหญ่ และมีการจัดตั้งระบบการผลิต การแปรรูปวัตถุดิบในแนวลึก คือมีลักษณะเป็นโรงงานโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่า เจ้าของจะต้องเป็นกลุ่มทุนอย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยอาจอยู่ในรูปของการลงทุนร่วมกันของเกษตรกรรายย่อยที่รวมพื้นที่แปลงกันเป็นขนาดใหญ่เพื่อดำเนินการเชิงพาณิชย์ และเนื่องจากปัจจุบันส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ภาคการเกษตรก็จึงสามารถเข้ามาแข่งขันได้ในรูปแบบนี้ได้

ส่วนฟาร์มขนาดเล็ก ไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติที่ทันสมัยแบบที่ผู้เล่นรายใหญ่สามารถหาซื้อและจัดการได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ต้องการประสบความสำเร็จ ต้องจำไว้ว่าการอยู่รอดของพวกเขาขึ้นอยู่กับความสนใจที่มีต่อเทคโนโลยีชั้นสูงด้วยเช่นกัน

เนื่องจากโอกาสทีี่ผู้ผลิตสินค้าเกษตรจะซื้ออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้ในครัวเรือนและในฟาร์มขนาดเล็กยังอยู่ในวงจำกัด และยังขาดการสนับสนุนด้านเทคนิคการใช้อุปกรณ์ ดังนั้น แทบไม่ต้องกล่าวถึงศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายที่มีไม่เพียงพอในตลาด รวมทั้งขาดบุคลากรในภาคการเกษตรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้เทคโนโลยีทำฟาร์มได้อย่างแม่นยำด้วย

นอกจากนั้น หากถ่ายโอนความสัมพันธ์ของ “ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์” “ฟาร์มเกษตร” กับ “รูปแบบการทำสัญญา” หากพิจารณาวงจรด้านการบำรุงรักษาแบบการพยากรณ์ โดยยึดตามการตรวจสอบสภาพทางเทคนิคของอุปกรณ์โดยอัตโนมัติและการชำระเงินค่าอุปกรณ์ตามเวลาที่ใช้จริง แบบจำลองของ “Uber for agricultural equipment” ก็น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฟาร์มขนาดเล็ก เพราะนอกจากจะช่วยบำรุงรักษา ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้อุปกรณ์ทางการเกษตรได้อีกทางหนึ่ง

แต่หากนำระบบดังกล่าวมาใช้ในฟาร์มรายย่อยของบ้านเรา บอกได้เลยว่า ยังไม่มีความพร้อม แต่มีสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าคือ หารูปแบบความร่วมมือของเกษตรกรรายย่อย โดยพัฒนาแต่ละพื้นที่หรือที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน รับจ้างผลิตในแปลงขนาดใหญ่ แล้วแปรรูปเพื่อการค้าหรือส่งออก โดยรัฐเป็นเจ้าของและจัดสรรรายได้จากผลประกอบการให้ แบบนี้น่าจะทำได้ดีกว่า 

ฉะนั้น การเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้า น่าจะทำให้ภาคการผลิตนั้นซบเซาไปอีกนาน และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ หากนโยบายยังเป็นแบบนี้คือ ฝันกลางวันและไม่ได้เสริมสร้างให้เกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขัน สุดท้ายก็จะรวมตัวกันปิดถนนและขอเงินกันต่อไป

ตัวอย่างของแปลงขนาดใหญ่ที่ชาวนารวมตัวกันแล้วประสบความสำเร็จ คือ การผลิตและแปรรูปถั่วเหลือง ขณะที่ยังเป็นแป้ง โดยไม่มีการแยกสารดังกล่าวด้วยน้ำหนัก โมเลกุล และคุณสมบัติทางเทคนิค ซึ่งมีแนวโน้มเป็นที่นิยมในฝรั่งเศส แคนาดา และเบลเยียม ทั้งนี้ ได้รับการพัฒนามาประมาณ 7-8 ปีแล้ว

โดยโรงงานผลิตโปรตีนถั่วจะได้รับอนุญาตให้ใช้วัตถุดิบแทนที่กากถั่วเหลืองได้ นั่นคือ แป้งถั่ว ซึ่งสามารถส่งออกไปยังจีน ประเทศที่มีการบริโภคแป้งถั่วในเมนูอาหารประจำชาติมากมาย

การแปรรูปนี้จึงช่วยให้ได้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีปริมาณโปรตีนสูง 53% ปลอดจากสารบัลลาสต์ และโปรตีนถั่วยังมีค่าของการย่อยกรดอะมิโนเฉลี่ยที่ 94% มีปริมาณไลซีนมากถึง 4.2% 

การวางแผนที่จะใช้วัตถุดิบในการผลิตเพื่อแปรรูปแนวลึกแบบนี้ น่าจะเหมาะสำหรับการผลิตและการแปรรูปพืชตระกูลถั่ว เช่น การปลูกพืชหมุนเวียนที่ใช้น้ำน้อย ต้องปลูกในพื้นที่ที่รองรับพืชผลทางการเกษตรที่ทนแล้งได้

นอกจากนี้ การเปิดตัวพืชตระกูลถั่วว่าเหมาะสำหรับการปลูกพืชหมุนเวียน มีผลดีต่อการเก็บเกี่ยวในอนาคตสำหรับผู้ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตอาหารสัตว์และการเลี้ยงสัตว์ด้วย

สรุปแล้ว การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาคการเกษตรมีทางรอดทางเดียวคือ ต้องแปรรูปสินค้าให้ลึกมากยิ่งขึ้นและหาแพลตฟอร์มการผลิตที่ตอบโจทย์เรื่องต้นทุน การแข่งขัน และสร้างความร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละคน

ที่สำคัญ หน่วยงานภาครัฐต้องไปเจรจาการค้ากับต่างประเทศ กำหนดราคา และอัตราแลกเปลี่ยน เพราะกว่าแพลตฟอร์มการผลิตแบบจัดสรรหรือกระจายที่ดินเพื่อการปฏิรูป การแทรกแซงราคาสินค้าอาจสวนทางกับแนวโน้มทางการค้า เนื่องจากการส่งออกในปัจจุบันไม่สามารถรับประกันว่า จะช่วยเพิ่มทรัพย์สินส่วนตัวได้


ความเหลื่อมล้ำ เกษตรกร
เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

 

 

 

 


บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ ‘ความเหลื่อมล้ำ’

แผนกระจายความมั่งคั่งด้านทรัพย์สินส่วนบุคคล…ยังไม่เกิด ความเหลื่อมล้ำ…ก็จะยังไม่ลดลง

หนึ่งในยุทธศาสตร์ลด ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ในไทย คือใช้โพรเจ็กต์ใหญ่อย่าง ‘EEC’ เคลื่อนไหวเพื่อนำร่อง

‘ความร่วมมือ’ คือหัวใจพิชิตช่องว่างความเหลื่อมล้ำในโลก