ในช่วงปีที่ผ่านมา ความคืบหน้าของ ‘การสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี’ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทั่วโลกต่างเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ด้วยอยากเห็นสองประเทศสามารถยุติความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลานานได้เสียที โดยล่าสุด แม้การเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ยังไม่มีความคืบหน้า แต่ในวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์คาบสมุทรเกาหลีว่า มีตัวแทนจากเกาหลีใต้ข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีเหนือ เพื่อร่วมพิธีเปิดโครงการ ซ่อม-สร้าง ถนนและรางรถไฟ เชื่อมคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งสองเสร็จสิ้นภารกิจการสำรวจเส้นทางรถไฟและถนนเชื่อม 2 ประเทศ ร่วมกันไปเมื่อเร็วๆ นี้ 


ตามติดพิธีเปิดโพรเจ็กต์ ‘การสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี’ ครั้งประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ โลกต้องจำครั้งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่โสมขาวหรือเกาหลีใต้ราว 100 คน ที่ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่และประชาชนจำนวน 5 คน ซึ่งเกิดในเกาหลีเหนือ ได้ร่วมโดยสารไปในรถไฟขบวนพิเศษสีแดง-ขาว-น้ำเงิน 9 ตู้โดยสาร ที่มีข้อความข้างตัวรถเขียนว่า “เปิดยุคแห่งสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน” เชื่อมต่อถนนและรถไฟ ใต้-เหนือ ที่มุ่งหน้าออกจากสถานีรถไฟกรุงโซล เกาหลีใต้ แต่เช้าตรู่ ไปยังปลายทางเมืองแกซอง เมืองชายแดนในเกาหลีเหนือ

รถไฟขบวนสันติภาพนี้ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงก็มาถึงสถานีปันมุนในเมืองแกซอง จุดทำพิธีเปิดโครงการเชื่อมการจราจรทางบก ที่เป็นไปตามมติเห็นชอบร่วมกันของประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ และคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เมื่อครั้งการประชุมร่วมกันครั้งที่ 3 ณ กรุงเปียงยาง เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ว่าเห็นตรงกันให้ ซ่อม-สร้าง ถนน-รถไฟ ร่วมกันภายในสิ้นปีนี้        

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวต่างประเทศรายงานข้อเท็จจริงว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดพิธีในวันนี้ มีความกังวลเกิดขึ้นด้วยว่ารถไฟขบวนนี้ รวมถึงวัสดุอื่นๆ ที่นำเข้าไปยังเกาหลีเหนือเพื่อทำพิธีเปิดอาจละเมิดมาตรการคว่ำบาตรที่สหประชาชาติประกาศใช้กับรัฐบาลเปียงยาง โทษฐานทำโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แต่ที่สุดแล้วก็โล่งใจไปได้ เพราะมีรายงานว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ยอมผ่อนปรนมาตรการคาดโทษให้เพื่อพิธีนี้โดยเฉพาะ

นอกจากความกังวลในระดับชาตินี้แล้ว ยังมีประเด็นขัดแย้งของคนเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มคลื่นใต้น้ำที่ไม่ใหญ่นัก ได้ไปรวมตัวกันในวันพิธีราว 10 คน เพื่อประท้วง ใกล้ๆ ชานชาลาสถานีรถไฟกรุงโซล ด้วยการชูป้ายประณามผู้นำเกาหลีเหนือว่าเป็นเผด็จการ เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมแสดงจุดยืนต่อต้านโพรเจกต์วางระบบการคมนาคม เชื่อมคาบสมุทรเกาหลี ในครั้งนี้

แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวก็รายงานตรงกันว่า พิธีเปิดโครงการ ซ่อม-สร้าง ถนนและรางรถไฟ เชื่อมคาบสมุทรเกาหลีนี้ก็เสร็จสิ้น และดำเนินไปได้อย่างราบรื่น


รู้ทันความจริง ที่สองโสมส่งสัญญาณสร้างสันติภาพร่วมกัน เชื่อมคาบสมุทรเกาหลี จริงใจหรือไก่กา?

ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของพิธีเปิดโครงการ ซ่อม-สร้าง ถนนและรางรถไฟเชื่อมคาบสมุทรเกาหลีครั้งนี้ ก็ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนจากการแถลงของรัฐบาลเกาหลีใต้ว่า พิธีวางศิลาฤกษ์นี้ไม่ใช่การกระทำเชิงสัญลักษณ์หรือการโหมประโคมข่าวการลงมือเชื่อมต่อและปรับปรุงเส้นทางคมนาคมเชื่อม 2 ชาติเกาหลีจริงๆ แต่อย่างใด เพราะในทางเทคนิค ก็ยังถือว่าเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือยังทำสงครามกันอยู่ เนื่องจากสงครามเกาหลีเมื่อปี 2493 -2496 จบลงโดยไม่ได้ทำสนธิสัญญาสันติภาพ

ด้านโฆษกกระทรวงการรวมชาติเกาหลีใต้ ก็แถลงด้วยว่า พิธีการนี้เป็นแค่การแสดงถึงความมุ่งมั่นสานต่อโครงการที่ได้เจรจากันไว้แล้ว โดยโครงการนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงคมนาคมรัสเซีย จีน และมองโกเลีย รวมทั้งคณะทูตหลายประเทศที่ประจำอยู่ในเกาหลีใต้ร่วมเป็นสักขีพยาน ทว่า การก่อสร้างจริงนั้น จะดำเนินการได้ก้าวหน้าเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการคว่ำบาตรด้วย


จับตาดู! เมื่อการสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ไม่ใช่เรื่องของสองชาติ แต่มี ‘พี่ทรัมป์’ เข้ามาเกี่ยวข้อง

เห็นได้ชัดว่าพิธีเปิดโครงการนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐพยายามจูงใจรัฐบาลเปียงยางให้ยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ เพราะหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบกับ คิม จอง อึน ในการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ที่สิงคโปร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีความคืบหน้า เพราะสถานการณ์ยังคงอึมครึม เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า ดึงเรื่องและไม่ศรัทธาต่อกัน

และในมุมมองของนักวิจารณ์ ก็ต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เกาหลีเหนือยังไม่ได้รับปากอย่างเป็นรูปธรรม และไม่มีทีท่าว่าจะยอมยกเลิกคลังแสงนิวเคลียร์ไปง่ายๆ ด้านรัฐบาลวอชิงตันก็ใช้นโยบายและมาตรการกดดันด้วยการคว่ำบาตรและปล่อยทิ้งให้โสมแดงโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง เพื่อหวังว่าวันหนึ่งโสมแดงจะทนไม่ได้ ส่วนทรัมป์ก็ส่งสัญญาณผ่านการทวีตข้อความว่า เขารอคอยการประชุมร่วมกับคิม จอง อึน เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันกล่าวว่า การประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ น่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งในต้นปี 2562 ที่จะถึง

ความหวังในการประชุมกับผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้ง เกิดขึ้นหลังจาก ทรัมป์ ได้รับฟังข้อมูลจาก สตีเฟน บีกัน ตัวแทนพิเศษสหรัฐอเมริกาประจำเกาหลีเหนือ ที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเยือนกรุงโซล โดยบีกันกล่าวที่กรุงโซลว่า สหรัฐจะผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายที่ห้ามพลเมืองชาวอเมริกันเดินทางไปเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกันก็กดดันทางรัฐบาลเปียงยางอย่างหนัก ให้รับประกันความปลอดภัยแก่พลเมืองของอเมริกา และบีกันยังติดปลายนวม หยอดคำหวานว่า วอชิงตันยินดีหารือโครงการเพื่อสร้างความไว้วางใจกับรัฐบาลเปียงยางด้วย

ทางอเมริกาเปิดทางขนาดนี้ การพบกันเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างทรัมป์และคิมคงเกิดขึ้นในอีกไม่นานเกินรอ และคาดการณ์ได้เลยว่าการเจรจากันครั้งนี้จะมีผลสะท้อนไปถึงโครงการเชื่อมคาบสมุทรเกาหลี และ อีกหลายโครงการที่เป็น ‘การสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี’ เป็นแน่ เราในฐานะผู้ชมคงต้องติดตามดูกันแบบไม่กะพริบตา


ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง “สองโสมสานฝัน เชื่อม คาบสมุทรเกาหลี” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2561


ไม่ตกข่าว ทุกภารกิจสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี กันต่อ

“ทรัมป์-คิม” จับมือปลูกสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

ไชโย! สันติภาพแห่งคาบสมุทรเกาหลีจงเจริญ

สันติภาพเริ่มเบ่งบานบน คาบสมุทรเกาหลี เกาหลีหนึ่งเดียว จะเกิดขึ้นเมื่อใด