จากที่เคยเขียนบทความเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์ และฟันธงว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ คือ ผักปนเปื้อนสารเคมี หากกินบ่อยๆ ร่างกายจะได้รับสารพิษตกค้างโดยไม่รู้ตัว มาถึงตอนนี้ก็ยังคงยืนยันเช่นเดิมอย่างหนักแน่นตามบทความที่นำเสนอ ทว่า ก่อนปีเก่าจะผ่านพ้นไป เมื่อหวนคิดถึงประเด็นนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่า จะมีนวัตกรรมหรืองานวิจัยอะไรหรือไม่ ที่จะมาช่วยปรับแนวทางการผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ เพื่อสร้าง ‘ผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัย’ ให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานผักชนิดนี้ได้อย่างสบายใจและดีต่อสุขภาพ

จนกระทั่ง ก่อนหยุดยาวในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาซีรีส์ อาหารปลอดภัย ครั้งที่ 5 เรื่อง “ผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัย สบายใจเมื่อรับประทาน” โดยมุ่งสร้างความเข้าใจให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต ถึงความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผักไฮโดรโปนิกส์ ทั้งความเชื่อในการรับประทานและวิธีการผลิต ให้เข้าใกล้มาตรฐานอาหารปลอดภัยมากที่สุด


ชวนมาทำความเข้าใจเรื่องสารตกค้างในผัก อันตรายต่อสุขภาพมากน้อยเพียงใด?

เวทีเสวนาครั้งนี้มุ่งนำเสนอความจริงรอบด้านเกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์ โดยการเสวนาเริ่มต้นด้วย การอภิปรายให้ความรู้ของ ผศ.ดร.กนิษพร วังใน อาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มาพูดถึงปรเด็นฮอต เรื่อง ปริมาณไนเตรท ซึ่งเป็นสารพิษตกค้าง ที่พบในผักไฮโดรโปรนิกส์ มีปริมาณมากจริงหรือ?

“ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องสารไนเตรทที่พบในผักไฮโดรโปรนิกส์ เป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและสร้างความกังวลใจให้ผู้บริโภคมาตลอด แต่อยากให้ผู้บริโภคทำความเข้าใจว่าสารไนเตรทพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ทั้งผักที่ปลูกในดินและผักไฮโดรโปรนิกส์ที่ปลูกแบบไร้ดินด้วยสารละลายธาตุอาหาร”

“โดยสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบค่าสูงสุดของไนเตรท (ML) ของผักไฮโดรโปรนิกส์ที่ปลูกในโรงเรือนไม่ให้เกิน 4,000 หรือ 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วย และในอีกด้านถ้าร่างกายได้รับไนเตรทจากผักมากกว่าร้อยละ 70 ก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะเป็นปกติอยู่แล้ว”

นอกจากนั้น ผศ.ดร.กนิษพร ยังยืนยันว่าที่ผ่านมายังไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่ยืนยันว่าการบริโภคผักที่มีไนเตรทจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งหรือพิษต่อสารพันธุกรรมในมนุษย์แต่อย่างใด แต่จะเกิดอันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับในปริมาณที่สูงมาก หรือต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญของโคเด็กซ์ (JECFA) ได้กำหนดค่าสูงสุดของสารไนเตรทที่ยอมรับได้ในแต่ละวันไว้ที่ 3.7 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

“ยกตัวอย่างถ้าคนมีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ก็ไม่ควรได้รับปริมาณไนเตรทเกิน 222 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งถ้าผู้บริโภครับประทานผักผลไม้ให้ได้ 400 กรัม ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ ก็สามารถรับประทานผักไฮโดรโปรนิกส์ 200 กรัม และผลไม้อีก 200 กรัม จนครบ 400 กรัม ถ้าเป็นเช่นนี้ก็คาดได้ว่าผู้บริโภคจะได้รับไนเตรทเข้าสู่ร่างกายในปริมาณ 150 มิลลิกรัม ซึ่งต่ำกว่าค่าความปลอดภัยที่กำหนดไว้อยู่ดี”


ปลูก ‘ผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัย’ ได้ แค่ผู้ปลูกรู้วิธี และมีจิตสำนึกต่อสุขภาพผู้บริโภคอย่างแท้จริง

สำหรับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ทองเกตุ อาจารย์จากภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้คำแนะนำเรื่องการปลูก ‘ผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัย’ ว่า

“ผู้ปลูกต้องทราบวิธีผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัยว่า เกษตรกรผู้ปลูกผักควรวางระบบฟาร์มปลูกผักใหม่โดยใช้แนวคิดสมาร์ทฟาร์ม เลือกใช้โรงเรือนปลูกพืชที่สามารถปกป้องพืชจากฝนที่ชักนำให้เกิดโรคทางใบ ซึ่งเป็นกุศโลบายในการคควบคุมโรค ลดปริมาณไนเตรทก่อนเก็บเกี่ยว รวมถึงวางระบบการกักเก็บสารละลายที่เหมาะสม ใช้เทคนิค เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรในการส่งเสริมให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรง แทนที่การให้สารไนเตรท ก็จะช่วยลดปริมาณสารไนเตรทในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ได้”

ด้าน ดร.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการ สสส. การที่ภาควิชาการ และภาคการผลิตร่วมมือกันในการพัฒนาระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัย นับว่าเป็นการเดินมาถูกทาง เพราะการสร้างระบบห่วงโซ่ผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัยนี้จำเป็นต้องอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการศึกษาวิจัยทางวิชาการที่ต้องพัฒนากลวิธีการผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัยนี้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีการยืนยันว่าผักไฮโดรโปนิกส์ที่เรารับประทานและวางจำหน่ายตามท้องตลาด ผลิตด้วยระบบการผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดภัย ผู้บริโภคอย่างเราๆก็ควรรอบรู้วิธีการป้องกันตัวเองจากสารตกค้างที่อยู่ในผักทุกชนิด จากเอกสารให้ความรู้ประชาชน เรื่อง “การเลือกซื้อและล้างผักสด ผลไม้ ให้สะอาด ปลอดภัย” ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะวิธีกินผักอย่างรู้เท่าทันไว้ ว่า

  • ผักสดที่สะอาด ต้องไม่มีคราบดินหรือคราบขาว ซึ่งเป็นคราบของสารพิษกำจัดศัตรูพืช หรือมีเชื้อราตามใบ ซอกใบขณะที่ก้านผัก ต้องไม่มีสีขาวหรือมีกลิ่นฉุนผิดปกติ
  • เลือกซื้อผักสดที่มีรูพรุนเป็นรอยกัดแทะของหนอนแมลงอยู่บ้างเพราะเมื่อหนอนยังกัดเจาะผักได้ แสดงว่าผักนั้นมีสารพิษกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายมาก ไม่ควรเลือกซื้อผักที่มีแต่ใบสวยงาม
  • เลือกซื้อผักสดอนามัยหรือผักกางมุ้ง ตามโครงการพิเศษของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือจากแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อถือได้ ซึ่งสามารถสังเกตที่ตรารับรองคุณภาพของผัก ที่มอบให้โดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น  ตรารับรองคุณภาพระบบตรวจสอบสารพิษ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หรือสัญลักษณ์รับรองสินค้าเกษตรและอาหารจากกรมวิชาการเกษตร (เป็นเครื่องหมายรูปตัว Q)
  • เลือกกินผักตามฤดูกาลเนื่องจากผักที่ปลูกได้ตามฤดูกาลจะมีโอกาสเจริญเติบโตได้ดีกว่านอกฤดูกาล ส่งผลให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมีลง และควรเลือกกินผักพื้นบ้านตามฤดูกาล ที่สามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ง่าย เช่น ผักแว่น ผักหวาน ผักติ้ว ผักกระโดน ใบย่านาง ใบเหลียง ใบยอ ผักกระถิน ยอดแค ย่อมจะช่วยให้ลดการบริโภคผักที่ปนเปื้อนสารเคมีได้อีกทางหนึ่ง
  • ไม่กินผักชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินผักให้หลากหลายชนิด จากหลายแหล่งปลูก สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเพื่อได้รับประโยชน์ทางด้านโภชนาการครบถ้วน และหลีกเลี่ยงการรับพิษจากสารเคมีที่อยู่ในผักซึ่งจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย

ที่มา :


ตามติดประเด็นสุขภาพฮอตๆที่น่าสนใจกันต่อ

ผักไฮโดรโปนิกส์ คือ ผักปนเปื้อนสารเคมี กินบ่อยๆ ร่างกายรับสารพิษตกค้างไม่รู้ตัว

ชี้ ทางเลือกทางรอดจากผัก 10 ชนิดที่มี สารเคมีตกค้าง มากที่สุด

ต้นแบบ ‘ฟาร์มดิจิทัล’ นวัตกรรมอัจฉริยะ เอาชนะทุกข้อจำกัดการทำเกษตรในประเทศ ‘สิงคโปร์’