ก่อนสิ้นปี…เห็นบทบาทผู้นำที่กำลังหายใจทางเหงือก คือต้องเอาผลงานมาคุยกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ ขณะเดียวกัน เมื่อส่องความคิดและการปฎิบัติของผู้นำรัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน หรือ ‘ซาร์ปูติน’ เพิ่งทดลองขีปนาวุธ ‘อแวนการ์ด’ (Avangard) ที่มีความเร็วเหนือเสียง 20 เท่า ก่อนสิ้นปี 2018 และประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่


เพราะขีปนาวุธ ‘อแวนการ์ด’ นี้ สามารถเจาะโล่ต้านขีปนาวุธของสหรัฐอเมริกาได้ทั้งหมด และสามารถทำลายล้างสหรัฐได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่กดยิงไปที่สหรัฐ สหรัฐก็จะราบเหมือนหน้ากลอง รุนแรงกว่าที่ฮิโรชิม่าเคยโดนขีปนาวุธของสหรัฐโจมตีหลายเท่าตัว!
รัสเซีย อแวนการ์ด Avangard
โครงการด้านความมั่นคงของชาตินี้ รัสเซียใช้เวลา 7 ปีกว่าจะบรรลุผล แต่กว่าจะถึงวันนี้ ปูตินก็สะสมชัยชนะอย่างต่อเนื่อง

แม้หลักการทางทหารของเครมลิน (รัสเซีย) มีไว้เพื่อ ‘ป้องกันศัตรูมากกว่ารุกราน’ แต่คาดว่าเพนตากอน (สหรัฐอเมริกา) อาจต้องใช้เวลาอีก 15 ปี จึงจะไล่ทันเทคโนโลยีของอีกฝ่าย ยิ่งเมื่อพิจารณาเทคโนโลยีและงบประมาณด้วยแล้ว สหรัฐกำลังถังแตกและบริโภคหนัก แถมต้นทุนของขีปนาวุธตัวนี้ยังถูกกว่าของสหรัฐหลายเท่าตัว เนื่องจากบริษัทของรัสเซียไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นอย่างสหรัฐ

หากพิจารณาจากงบประมาณด้านการทหารที่รัสเซียใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการป้องกันอยู่ที่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่สหรัฐใช้ 7 แสนล้านดอลลาร์ ยิ่งสู้กันจึงยิ่งถังแตก

ทรัมป์จึงเรียกร้องให้นานาประเทศที่สหรัฐเข้าไปแทรกแซงด้านการทหาร…จ่ายค่าคุ้มครอง โดยสวมบทบาทเป็นขบวนการเปาเปียว (เรื่องราวของสำนักเปาเปียวที่รับส่งสินค้าและปกป้องคุ้มภัย) และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีลูกค้าของเปาเปียว ขณะที่ขีปนาวุธดังกล่าวสร้างความโกลาหลในหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอย่างมาก และ ณ ตอนนี้ ไม่มีใครกล้าจับมือเป็นพันธมิตรกับเพนตากอน เพราะแม้แต่ยุโรปก็กลายเป็นชิ้นเค้กของจีนกับรัสเซีย

คาดว่ารัสเซียกำลังก้าวสู่ S–curve อย่างเต็มตัวในอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากไร้คู่แข่งที่มีความสามารถด้านการแข่งขันพัฒนาอาวุธอีกหลายปี และจีนก็คงต้องจับมือรัสเซียในด้านการทหาร เพื่อขอให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการทหารให้ ในอนาคต รัสเซียจึงน่าจะจำหน่ายทั้งอาวุธ สินค้าการเกษตร และไฮโดรคาร์บอนให้แก่จีน

แต่กว่าจะบรรลุจุดนี้ ปูตินทดลองมาตั้งแต่ปี 2011 ท่ามกลางความล้มเหลวและการเก็บเป็นความลับขั้นสุดยอดของทีมงานซึ่งได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐ และในท้ายที่สุด ทีมงานก็ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของหุ้นส่วนรายได้จากบรรษัทรัฐ

ก่อนหน้านี้ ปูตินประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2018 เกี่ยวกับขีดความสามารถทางด้านการป้องกันการทหาร แต่ทีมงานของทรัมป์บอกว่า เป็นการปล่อยข่าว ไม่มีอาวุธแบบนี้ในโลก

แต่เมื่อมีการทดลองให้ประชาคมโลกเห็นของจริงในขั้นสุดท้ายก่อนประจำการในปี 2019 สหรัฐก็ต้องตะลึง

หากพิจารณาจากจุดนี้

  • 2014 ไครเมีย ขอเข้าร่วมเป็นแคว้นหนึ่งของรัสเซีย
  • 2016 ฮิลลารี คลินตัน พ่ายแพ้การเลือกตั้ง
  • 2017 รัสเซียส่งออกข้าวสาลีและสินค้าการเกษตรจนเป็นเบอร์ 1 ของโลก โดยเริ่มส่งออกหลังจากสู้กับมาตรการคว่ำบาตร
  • 2018 เพนตากอนถอนตัวออกจากซีเรียและอัฟกานิสถาน รัสเซียทดลองอแวนการ์ด

ทั้งหมดนี้ คือการสะสมชัยชนะอย่างต่อเนื่องของปูติน

ถึงตรงนี้ โลกคงเข้าสู่สภาวการณ์ที่ต้องแข่งขันด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะสหรัฐไม่สามารถต่อรองในโลกการทหารและการเมืองระหว่างประเทศกับรัสเซียอีกต่อไป ว่าไปแล้ว…รัสเซียเป็นตัวแทนของรัฐด้านการค้า การแข่งขัน หากไม่มีรัสเซียคอยยับยั้ง หลายประเทศคงต้องแข่งขันกันด้านอาวุธและสงครามมากยิ่งขึ้น 

คาดการณ์ว่าหลังปีใหม่
คงต้องรบกันหนักมากยิ่งขึ้น
ทั้งในสงครามการค้า
สงครามการเงิน
การแข่งขันด้านเทคโนโลยี
ของอุตสาหกรรม S-Curve


เมืองไทย…ที่กำลังหายใจทางเหงือก

หันมาดูบ้านเรา ภารกิจที่หายใจทางเหงือก ก็คือ การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องจัดหนักเพื่อให้จีดีพีเพิ่มร้อยละ 6 ต่อปีเป็นอย่างน้อย 
มาถึงตรงนี้ เพื่อแก้ปัญหาการเพิ่มสินทรัพย์ของตัวบุคคล ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นความหวังมากที่สุดคือ เขตเศรษฐกิจ EEC เพราะในเขตอื่นๆ นั้น ไม่เจาะจงไปที่การผลักดัน S-curve เหมือนในเขตนี้ แต่การปฏิบัติภารกิจก็ต้องมองความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในแบบที่ผู้นำชาติอื่นทำ คือ ‘เข้าใจว่าเป็นโครงการระดับชาติและต้องใช้มันสมองและหัวใจในการขับเคลื่อน’

ที่สำคัญนั้น ความสำเร็จต่างๆ จะเกิดขึ้นได้ หากกำหนดจิตใจร่วมกันไปที่ อธิปไตยของชาติ และ ความสามารถในการป้องกันชาติ บนพื้นฐาน ความน่าเชื่อถือในตัวเจ้าภาพหลักและทีมงาน ก็จะสามารถฝ่าฟันไปได้ 

ปัญหาสำคัญในตอนนี้คือ ขาดแรงงานและบุคลากร เนื่องจากเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านระหว่าง DNA ที่กำลังจะเกิดและ DNA ที่กำลังจะตายเพราะเทคโนโลยีแบบเดิม โดยคาดว่าอีก 2 ปี เราจะใช้หุ่นยนต์ในการผลิตมากขึ้น โรงงานแบบเดิมในเขต EEC ก็จะต้องปิดไม่ต่ำกว่า 2 แสนโรง

ภาคการศึกษาก็กำลังจะปิดหลักสูตรที่มีในแต่ละวันลง เพราะหลักสูตรส่วนใหญ่ไปได้อย่างมากแค่ ‘อุตสาหกรรมแปรรูป’ บวกลบคูณหารแล้ว ทั้งต้นทุนการผลิต ต้นทุนธุรกรรม ต้นทุนโลจิสติกส์ อัตราการแลกเปลี่ยน และยังไม่รู้ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มจะถึงร้อยละ 15 หรือไม่ หากบริษัทหรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ปรับตัวไม่ทัน คาดว่าอาคารต่างๆ ของมหาวิทยาลัยคงต้องให้เอกชนเช่าที่เพื่อทำธุรกิจแทนการสอน ไม่ต่างกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคฟองสบู่

ฉะนั้น จึงต้องให้แรงงานที่เรียนจบออกมาไปอยู่ในส่วนของการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม S-Curve

ส่วนอุปสรรคของการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่ EEC คือ ‘การขาดแพลตฟอร์มการผลิตแรงงานหรือบุคลากรในอุตสาหกรรม S-Curve’ และ ‘การขาดแพลตฟอร์มการลงทุนของแต่ละประเทศ’ จะนำมากล่าวในตอนต่อไป


ความเหลื่อมล้ำ เกษตรกร
เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย