ปีนี้ต้องหันมาไตร่ตรองและเฝ้าระวังสงครามการค้าของกระทรวงพาณิชย์กันด้วย เพราะจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่แน่นอน


การสูญสิ้นระเบียบเก่าขององค์การการค้าโลก (WTO) เนื่องจากมาตรา 7 ของ WTO ระบุว่า ประเทศต่างๆ สามารถจัดเก็บภาษีศุลกากรได้ตามประเด็นความมั่นคงของประเทศ สหรัฐอเมริกาจึงเชื่อมโยงความมั่นคงแห่งชาติกับ ‘ภาษีเหล็ก’ ทันที โดยทรัมป์เปิดกล่องวิเศษของ WTO ในการใช้มาตรานี้ สิ่งที่รออยู่ตอนนี้จึงเป็นภัยคุกคามบางอย่างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงเล็กน้อย 

ประมาณการเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า ปีนี้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจีนอาจจะลดอัตราการเติบโต 0.3 ถึง 0.5% ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งถ้าเป็นไปตามที่ผู้เชี่ยวชาญของบริษัท มูดี้ส์ ให้ข้อมูล ในปี 2019 อาจสูญเสีย 0.25% แน่นอนว่าระเบียบการค้าแบบเก่าไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป ทำให้ระบบการค้าไร้ดุลยภาพ ส่งผลให้เกิดสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ 

ถ้าดีดตัวเลขเงินดอลลาร์จะพบว่า มูลค่าการค้าของสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกปัจจุบันประมาณ 60% มีการทำธุรกรรมทางการเงินตามสภาพคล่องของเงินดอลลาร์อยู่ที่ประมาณ 60% แต่ความน่าเชื่อถือต่อเงินดอลลาร์นั้นลดลง ประเทศที่ใช้สกุลเงินสำรองเป็นดอลลาร์จึงเกิดคำถามขึ้นในยุโรป จีน อิหร่าน ตุรกี รัสเซีย และไทย ว่าเหตุใดจึงมีความไม่สมดุลบางอย่างเกิดขึ้น ในเมื่อหากวัดที่อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน จีดีพีของสหรัฐอยู่ระหว่าง 23-24% ของจีดีพีโลก และถ้าวัดจากกำลังซื้อมีประมาณ 15% น้อยกว่าจีน 2% ก็ยังใช้เงินดอลลาร์ 60%

จากความไม่สมดุลนี้เบอร์ลินประกาศว่า จำเป็นต้องสร้างระบบกองทุนการเงินยุโรป ระบบการชำระค่าเงินในยุโรป และในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีการพูดคุยกันระหว่างจีน รัสเซีย และอียูว่าจะสร้างระบบใหม่ขึ้น หลังจากสหรัฐเปลี่ยนแนวคิดจากการเพิ่มฐานะความเป็นอยู่โดยการนำเข้าสินค้าราคาถูกมาแทนที่อุปทานแรงงานของตลาดภายในประเทศและยังพ่ายแพ้ต่อการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์กับรัสเซีย จึงคิดว่าอีก 10-15 ปี เงินดอลลาร์จะยังคงมีบทบาทอยู่ โดยอาจมีการใช้ค่าเงินดอลลาร์ในการค้า 50% ยูโร 20% และใช้แต่ละแห่ง 3-4% เป็นหยวน เยน สวิสฟรังค์ รูเบิล บาท โดยเงินสกุลท้องถิ่นเหล่านี้ก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าทรัมป์จะจัดหนักกับโลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจระดับภูมิภาคจะต้องปรับตัว โดยการเสนอสกุลเงินท้องถิ่นให้สามารถชำระทุกอย่างได้สะดวกกว่า เพื่อคานอำนาจที่ไม่มั่นคงของดอลลาร์

ดังนั้น การคาดหวังว่าจะได้สิทธิในการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ไม่น่าจะช่วยเหลือได้อีกต่อไป

ดูกรณีตัวอย่างภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์สหรัฐในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 10% แต่ภาษีรถยุโรปในสหรัฐ 3% เช่นเดียวกันกับแคนาดา เมื่อแคนาดาปิดตลาดนมเพื่อสหรัฐ เนื่องจากเกษตรกรชาวแคนาดาได้รับสิทธิพิเศษจากสหรัฐ จึงเกิดความไม่สมดุลบางอย่าง เช่น ภาษีเหล่านี้ และเป็นความต้องการที่จะปกปิดการจัดหาเงินทุนของหุ้นส่วนหรือรัฐดาวเทียมของสหรัฐ 

แต่ในวันนี้ ประเทศที่เป็นพันธมิตรเติบโตขึ้นและสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ขณะที่การส่งออกสินค้าของสหรัฐ 63% เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีระดับกลางและสูง ในขณะที่จีนไล่กวดขึ้นมาประมาณ 58% แต่คาดว่าอีก 5-7 ปี จีนจะขึ้นแท่นประเทศที่ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของตนเองมากกว่าร้อยละ70 

ทรัมป์ต้องสกัดแผนงานดังกล่าวทุกวิถีทาง เนื่องจากประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐแคลิฟอร์เนีย วอชิงตัน ออริกอน คงไม่ยอมแน่ คาดว่าทรัมป์ต้องทำให้แผนงานดังกล่าวของจีนเดินไปอย่างช้าๆ หรือแช่แข็ง

สำหรับเศรษฐกิจไทยยังคงต้องเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อยร้อยละ 6 ถ้าต่ำกว่านี้จะอยู่ลำบากมากยิ่งขึ้น ไม่มีคำตอบอื่นๆ และยังมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มแรงงานการผลิต เพิ่มกิจกรรมการลงทุน และจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในเทคโนโลยีชั้นสูง 

หากมาดูโครงการของชาติตอนนี้ ฝากความหวังไว้ที่ EEC ที่เดียว ในสภาวะที่ไร้สมดุลการค้าโลก เพราะเป็นพื้นที่เดียวที่มีการลงทุนกระจุกตัวกันอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จากตรงนี้เราจึงเห็นว่าระเบียบการค้าแบบเก่าจะไม่มีพันธมิตรที่อ่อนแอ หมายถึงการผลิตสินค้าที่เน้นวัตถุดิบและการแปรรูปโดยค้าขายตามสะดวกของผู้ซื้อผู้ขายอย่างที่ผ่านมา แต่ระเบียบการแบบใหม่ที่กำลังก่อตัวจะสู้กันในด้านผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การเงิน และเศรษฐกิจ โดยการรวมตัวกันนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีส่วนร่วมกับพันธมิตรที่เข้มแข็งเท่านั้น

การรวมตัวทางกายภาพ อย่างที่เราเห็นเป็นแค่การสร้างโอกาสการเคลื่อนย้ายสินค้าและการเปิดเส้นทาง แต่ไม่ถือว่ามีความสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการกำหนดพื้นที่การค้าและการใช้สกุลเงินของท้องถิ่นตนเอง 

แน่นอนว่าการรวมตัวกันไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นกลุ่มแบบอาเซียน เป็นแค่การตกลงแบบทวิภาคีก็ได้ หากรัฐอุกกาบาตเริ่มต้นสร้างระบบกองทุนการเงิน ระบบการชำระเงินของตนเองขึ้นได้จากการเลือกการแบ่งฐานการผลิตของตนเองจากความเชี่ยวชาญได้ เมื่อนั้นก็จะสามารถกำหนดการเติบโตของตนเองกับพันธมิตรได้ 

หากพิจารณาถึงตอนนี้ อุตสาหกรรม S-curve ใน EEC ที่เป็นสัญชาติไทยมีแค่การแปรรูปอาหาร ผลไม้และการท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะอยู่ในจุดที่สามารถก่อตัวเป็นพันธมิตรกับอุตสาหกรรมที่เป็นคู่ค้าหลักได้ แต่ยังขาดการใส่แพลตฟอร์มการผลิต (การบริการ) และการเงินลงไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเกินร้อยละ 20 และเติบโตได้ในระยะยาว เนื่องจากระเบียบการค้าในยุคไร้สมดุลต้องการความแน่นอนและอิสระมากยิ่งขึ้น 

น่าจะเป็นโจทย์ที่ใหญ่ของ EEC เพราะระเบียบการค้าในปัจจุบันไม่มีห่วงโซ่ที่อ่อนแออีกต่อไป ส่วนการเผชิญกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศในกลุ่มอาเซียน บางประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกับเราก็เคยนำเอาวิธีนี้มาใช้แต่เราก็ไม่ได้สังเคราะห์หรือสรุปกฎเกณฑ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปี 2019 ขอให้ทุกท่านคิดอะไรก็สมปรารถนาทั้งตนเองและครอบครัวนะครับ


ความเหลื่อมล้ำ เกษตรกร
เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย