จะว่าไปแล้ว ในประเทศไทยก็มีหลายหน่วยงานที่มีบทบาทด้านการผลักดันงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี แต่ที่เป็นแกนหลักสำคัญก็คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. หรือ NSTDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรหลากหลาย และมีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ


6-6-10 เลขชุดกลยุทธ์ของ สวทช. ในปี 2562

ยิ่งเห็นนโยบาย ประเทศไทย 4.0 เห็นยุทธศาสตร์การพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ยิ่งเน้นย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยิ่งยวด สวทช.จึงวางกรอบการพัฒนาเพื่อความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขั้นสูง ภายใต้แนวคิด ‘NSTDA Beyond Limits : 6-6-10’ คือ 6 Research Pillars, 6 Frontier Research และ 10 Technology Development Groups : TDGs) ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาความรู้ความสามารถให้แก่คนไทยได้ 

6 ตัวแรก คือ 5 Research pillars หรือ 5 สาขาวิจัยหลักที่เป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. และอีกหนึ่งกลุ่มเทคโนโลยี ประกอบด้วย

  • Bioscience and Biotechnology 
  • Nanoscience and Nanotechnology
  • Electronics and Information Technology
  • Material and Manufacturing Technology
  • Energy Technology
และกลุ่มเทคโนโลยี Agenda–based มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เรื่องที่เร่งด่วนและต้องการความสามารถจำเพาะ ซึ่งแยกออกได้เป็น 3 หัวข้อคือ
  1. Dual-Use Technology เทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งแง่มุมสร้างเสริมความมั่นคงของประเทศ หรือประยุกต์ใช้งานด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น การใช้ระบบกวนโดรน หรือ jammer หรือเครื่องตรวจจับและติดตามอากาศยานไร้คนขับ 
  2. Rail and Modern Transportation ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงระบบรถไฟฟ้ารางเบา 
  3. Medical Devices and Assistive Technology การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเรื่องของเครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ซึ่งใช้สำหรับทั้งกับผู้สูงอายุและผู้พิการ จัดเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับประเทศไทยที่เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว

6 ตัวต่อไป คือ 6 Frontier research หรือ 6 สาขาวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีดังนี้

  • Quantum Computing
  • Bionics
  • Nano Robotic
  • Terahertz
  • DNA Data Storage
  • Atomic Precision Bioimaging & Plant Electric Circuits

ส่วนตัวเลข 10 คือ กลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมาย เรียกว่า Technology Development Groups หรือ 10 TDGs ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแบบจับต้องได้ ประกอบด้วย

  • สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ หรือ Biochemicals ต่างๆ เช่น สารประกอบที่สำคัญในอุตสาหกรรม
  • สารสกัดที่จะนำมาใช้ทำเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่มสมุนไพร
  • ยาแบบใหม่ที่ใช้กระบวนการสังเคราะห์ทางชีวภาพ
  • การทำวิจัยการแพทย์แบบแม่นยำ (precision medicine) ที่จะนำไปสู่การตั้งคลังข้อมูลพันธุกรรม การใช้เทคโนโลยีนาโนในการตรวจและรักษา รวมไปถึงการรักษาโรคแบบจำเพาะบุคคล
  • งานวิจัยที่เกี่ยวกับระบบดิจิทัล (digital) ที่ใช้กับอุปกรณ์ช่วยการผ่าตัด หรือชิ้นส่วนทดแทนอวัยวะต่างๆ
  • Food & Feed เป็นกลุ่มที่ศึกษา functional ingredients ในอาหารคน อาหารสัตว์ และอาหารเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รวมไปถึง smart packaging แบบต่างๆ ที่จะทำให้อาหารสดอยู่ได้นาน เป็นต้น
  • เกษตรแม่นยำ (precision agriculture)
  • Mobility & Logistics การศึกษาระบบโครงสร้าง การขับเคลื่อนมอเตอร์ การชาร์จไฟ ระบบควบคุมและให้สัญญาณ รวมถึงต้นแบบชิ้นส่วนรถไฟฟ้ารางเบา
  • พลังงาน ทั้งการพัฒนาแบตเตอรี่แบบแพ็ก ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงวัสดุกับระบบพลังงานทางเลือกแบบต่างๆ เช่น ไบโอดีเซล เป็นต้น และสุดท้าย
  • Dual-use defense เช่น การพัฒนาเครื่อง jammer สำหรับโดรน และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือสารเสพติดต่างๆ 

อย่างไรก็ตาม การทำวิจัย 10 TDGs และ 6 Frontier research ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่ดีพอ จึงมีการจัดตั้ง โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (National S&T Infrastructure) เพื่อสนับสนุนการพัฒนา วทน. เพิ่ม ประกอบด้วย National Biobank Center, Genome Research Center of Thailand, Thailand Supercomputer Center, Center for Cyber–Physical Systems และ Center for Life Cycle Assessment 


ผลงานวิจัยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร มีจำนวนมาก โดยในปีงบประมาณ 2561 ณ สิ้นเดือนมิถุนายน มีข้อมูลปรากฏชัดที่สาลิกาเลือกนำมาบอกต่อ เพราะเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพและความแข็งแกร่งให้ทุกภาคส่วนได้ ตลอดจนช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน ทั้งยังร่วมพัฒนากำลังคนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป อาทิ

  • มีการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ทั้งในภาคการผลิต ภาคบริการ  ภาคเกษตรกรรม และภาคสังคมชุมชน จำนวน 137 รายการ
  • ช่วยสร้างมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ที่เกิดจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จำนวน 22,371.44 ล้านบาท หรือเท่ากับ 3.3 เท่าของค่าใช้จ่าย
  • มีการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ร้อยละ 67.7 ของแผน
  • มีรายได้จากความสามารถเท่ากับ 1687.55 ล้านบาท
  • มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรจำนวน 6,781 คน 264 ชุมชน ใน 35 จังหวัด จัดทำชุดความรู้เทคโนโลยี 19 ชุด
  • มีการผลักดันให้เกิดกลุ่มคลัสเตอร์แปรรูป 2 กลุ่ม ได้แก่ มะม่วง และกะหล่ำปลี และยังพัฒนาเกษตรกรแกนนำ ผู้ประกอบการนวัตกรรมรวม 825 คน ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนได้
  • มีการถ่ายทอดผลงาน 261 โครงการ ให้แก่หน่วยงานต่างๆ รวม 335 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่า 45,000 ล้านบาท ผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของภาคการผลิตและบริการ มูลค่าเกือบ 14,000 ล้านบาท
  • จัดทำโครงการสตาร์ทอัพ เวาเชอร์ (Startup Voucher) สนับสนุนเงินด้านการตลาดให้ภาคเอกชน 87 ราย มูลค่ากว่า 64 ล้านบาท และสามารถสร้างรายได้รวม 915 ล้านบาท ฯลฯ
  • ให้ทุนการศึกษาพัฒนาบัณฑิตและนักวิจัยอาชีพที่มีศักยภาพ มากกว่า 790 ทุน สนับสนุนนักศึกษาและบุคลากรวิจัยทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานในห้องปฏิบัติการของศูนย์แห่งชาติ 324 คน
    ฯลฯ

เผยโฉม 5 ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง พร้อมสเต็ปการสร้างมูลค่าเพิ่ม

  • eLysozyme™ สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว

ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. วิจัยและพัฒนา ‘ไลโซไซม์ (Lysozyme)’ โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในไข่ขาวของไก่ มีหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนของไก่จากการรุกรานของเชื้อแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหารมีการนำไลโซไซม์มาใช้ประโยชน์ในฐานะของสารยับยั้งแบคทีเรียหรือสารกันบูดจากธรรมชาติ (Natural Preservative)

eLysozymeTM สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว สวทช.
eLysozymeTM สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว

ไลโซไซม์ ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การอนามัยโลก (WHO) และหลายๆ ประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ว่ามีความปลอดภัยในการบริโภค และได้รับอนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ยา

อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วไลโซไซม์จากไข่ขาวของไก่มีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแบคทีเรียในกลุ่มแบคทีเรียแลคติกได้ดีกว่าแบคทีเรียแกรมลบ ทว่า ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้คณะผู้วิจัยสามารถพัฒนาไลโซไซม์ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียได้ดีขึ้นทั้งแกรมบวกและแกรมลบ จึงยับยั้งครอบคลุมแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสีย แบคทีเรียก่อโรคที่มักปนเปื้อนในอาหาร และแบคทีเรียก่อโรคที่มีความสำคัญในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์

โดยผลงานวิจัยนี้กำลังจะเป็นผลิตภัณฑ์ไลโซไซม์ประสิทธิภาพสูง ภายใต้ชื่อทางการค้า eLysozymeTM (eLYS-T1)  สำหรับใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหาร และ eLysozymeTM (eLYS-T2) สำหรับใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหารสัตว์ ทั้งนี้ สวทช.ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยการผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว แก่ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไป

  • ผลิตภัณฑ์ดูดจับสารพิษจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารสัตว์จากเอนไซม์โปรติเอส (Enzyme Protease)

เป็นนวัตกรรมระดับแนวหน้าจาก สวทช. ที่ร่วมกับ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ทำวิจัยให้แก่ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่สำหรับใช้ลดปริมาณสารพิษจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถลดปริมาณสารพิษปนเปื้อนได้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะสารฟูโมนิซินและซีราลีโนน สารพิษจากเชื้อราที่สร้างความเสียหายในอุตสาหกรรมอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ เป็ด หมู วัว เป็นลำดับต้นๆ ในประเทศไทย

Enzyme Protease สวทช. NSTDA
Enzyme Protease

เทคโนโลยีเอนไซม์โปรติเอสนี้มีการถ่ายทอดให้แก่บริษัทในสิงคโปร์แล้ว โดยสร้างมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาได้มากกว่า 6,000 ล้านบาท

เอนไซม์โปรติเอสยังสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของสารพิษเชื้อราให้อยู่ในสภาพที่ไม่เป็นพิษ และไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ Zeta L-Tonic ทั้งในและต่างประเทศรวม 7 ประเทศ

  • ‘ข้อเข่าเทียม’ ที่มีขนาดรูปทรงและการงอเข่าที่เหมาะกับคนเอเชีย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และ สวทช. พัฒนาข้อเข่าเทียม ที่มีขนาด รูปทรงและการงอเข่าที่เหมาะสมกับคนเอเชีย จากการอ้างอิงการวัดกายวิภาคข้อเข่าคนไทยและคนญี่ปุ่น โดยร่วมมือกับ The New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาข้อเข่าเทียมและเครื่องมือช่วยผ่าตัด โดยมี บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล (Teijin Nakashima Medical) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายข้อเทียมในประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการกับเอ็มเทค สวทช. แต่ละฝ่ายได้ศึกษาวิจัยกายวิภาคข้อเข่าของกลุ่มตัวอย่างคนญี่ปุ่นและคนไทยเพศหญิงฝ่ายละ 100 คน นำมาใช้อ้างอิงในการออกแบบพัฒนาข้อเข่าเทียมเดิมให้เหมาะสมกับกายวิภาคข้อเข่าคนเอเชียมากขึ้น รวมทั้งออกแบบให้รองรับการงอเข่าได้ถึง 150 องศา เพื่อให้ตรงกับอิริยาบถในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการนั่งพื้นของคนเอเชียต่างจากชาวตะวันตก จึงต้องการนวัตกรรมที่แตกต่าง

ข้อเข่าเทียม สวทช. NSTDA
ข้อเข่าเทียม

นอกจากนี้ คณะวิจัยเอ็มเทคยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการศึกษาวิจัยกายวิภาคข้อเข่า การออกแบบและทดสอบข้อเข่าเทียม โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องทดสอบการสึกหรอของข้อเข่าเทียมมูลค่าร่วม 20 ล้านบาทจาก NEDO และหลังจากความร่วมมือในโครงการดังกล่าวสำเร็จ บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล เริ่มนำ ผลิตภัณฑ์ Future Knee® ที่พัฒนาขึ้น ไปใช้จริงในเชิงคลินิกที่ประเทศญี่ปุ่น

1 ปีที่ผ่านมา มีการผ่าตัดในผู้ป่วยแล้วมากกว่า 200 ราย ซึ่งประสิทธิผลของข้อเข่าเทียมหลังผ่าตัดเป็นที่ยอมรับอย่างมากจากศัลยแพทย์ งานวิจัยดังกล่าวจึงช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม ให้สามารถงอเข่าในชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ และการผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ข้อเข่าเทียมนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยชาวไทยมีโอกาสใช้เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้า

ทั้งนี้ สวทช. เตรียมจดทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยเพื่อนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ผ่านรูปแบบบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง สวทช. บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล และบริษัทเอกชนไทย เพื่อผลักดันให้เกิดบริษัทเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงขึ้นในประเทศไทย

  • ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (Thai Telecommunication Relay Service : TTRS)

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ร่วมมือกับ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ พัฒนา ระบบบริการถ่ายทอดการสื่อสารสำหรับผู้พิการด้านการได้ยินและผู้พิการด้านการพูด ประกอบด้วย บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบข้อความสั้น, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบรับ-ส่งข้อความผ่าน TTRS Message, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบสนทนาข้อความผ่าน TTRS Live Chat, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบสนทนาวิดีโอผ่านตู้ TTRS, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบแปลงเสียงเป็นข้อความผ่าน TTRS Caption และบริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบปรับปรุงเสียงพูดสำหรับคนไร้กล่องเสียงและปากแหว่งเพดานโหว่

TTRS สวทช. NSTDA
ระบบการทำงานของ TTRS

จากการพัฒนาระบบดังกล่าว มีจำนวนสมาชิกที่ใช้งานรวม 47,721 คน และมีจำนวนครั้งการใช้บริการรวม 900,934 ครั้ง ทั้งนี้ศูนย์ TTRS เป็นกลไกหนึ่งภายใต้การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเป็นบริการเพื่อสังคมที่มุ่งสนับสนุนให้ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทางสังคมสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยสร้างผลกระทบเชิงสังคมได้มากกว่า 4,900 ล้านบาท

  • PTEC มาตรฐาน ‘ห้องปฏิบัติการฯ ระดับอาเซียน’

ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ศทอ.) หรือ PTEC สวทช. เป็นหน่วยงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ ตรวจสอบ รับรองผลิตภัณฑ์ครบวงจร โดยมีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศด้วยบุคลากรมืออาชีพ และจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่แพ็กขนาดกำลังไฟฟ้า 600 กิโลวัตต์ ซึ่งได้ตามมาตรฐาน UN ECE R100 และมาตรฐานสากลอื่นๆ

ปัจจุบัน บริษัท เดมเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์เบนซ์ ร่วมกับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์
เป็นลูกค้ารายแรกของ PTEC โดยบริษัท เดมเลอร์ กำลังลงทุนก่อสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 และส่งแบตเตอรี่มาทดสอบที่ สวทช. ในเดือนถัดไป ถือเป็นศูนย์ประกอบรถแห่งแรกในอาเซียนและเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศเยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน

นอกจากยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังมีผู้ประกอบการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถโดยสารขนส่ง และแหล่งเก็บกักพลังงานอีกหลายรายที่ให้ความสนใจ นี่จึงเป็นก้าวแรกที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมีโรงงานผลิต ห้องปฏิบัติการทดสอบ รับรอง และจำหน่ายในตลาดอย่างครบถ้วน

PTEC ยังได้รับการขึ้นทะเบียนจาก ASEAN SECTORAL MRA ON ELECTRICAL AND ELECTRONIC EQUIPMENT (ASEAN EE MRA) เมื่อเดือนกันยายน 2561 ให้เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียนให้การยอมรับมากถึง 7 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และเวียดนาม 



:: Salika’s Say ::

รู้หรือไม่ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ยกให้ ‘มันสำปะหลัง’ เป็นพืชแห่งศตวรรษที่ 21 ในฐานะวัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงานทางเลือกซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทุกส่วนของมันสำปะหลังนั้นสามารถมาใช้ประโยชน์ได้หมด ไม่ว่าจะเป็น ใบ ลำต้น ราก (หัวมัน) จึงเป็นพืชที่ไม่สร้างขยะ (Zero Waste) อย่างแท้จริง

มันสำปะหลัง NSTDA สวทช.
ลักษณะหัวมันสำปะหลังพิรุณ 4

การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องวางแผนพัฒนาสำหรับการก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. จึงใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์ให้มีผลผลิตมากขึ้น ต้านทานโรค แมลง และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ เช่น ใช้ ‘บิวเวอเรีย’ ควบคุมและกำจัดเพลี้ยแป้ง ประเมินและทดสอบพันธุ์มันสำปะหลังสายพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมกับดินชนิดต่างๆ ของประเทศ รวมถึงขยายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทั้งนี้สามารถเพิ่มผลผลิตจาก 3-4 ตัน/ไร่ เป็น 5-6 ตัน/ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 9.34 ล้านบาท ในปี 2561

มันสำปะหลังพิรุณ 4 ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นสายพันธุ์ที่วิจัยและพัฒนาขึ้นใหม่โดย สวทช. มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ปลูกรวมกว่า 3,200 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ลำปาง และนครสวรรค์ ซึ่งให้ผลผลิตหัวสดสูง ปริมาณไซยาไนด์ในหัวสดต่ำ แต่สามารถรับประทานได้ และเหมาะสำหรับทำแป้งฟลาวที่ปราศจากสารกลูเต็น หรือใช้ทดแทนแป้งสาลีในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ นอกจากนี้ยังมีการยกระดับมันสำปะหลังให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น มันแผ่นอบกรอบ (มันชิพ) บราวนี่อบกรอบ โดยการเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังพิรุณ 4 กับกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปผลผลิต


อ้างอิงข้อมูลจาก