ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับ ระบบบริการสุขภาพไทย มาอย่างยาวนาน ยิ่งในตอนนี้มีความท้าทายใหม่ของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพไทย อย่างการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เกิดขึ้น ก็ยิ่งต้องเร่งวางระบบการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศให้ทั่วถึง ครอบคลุม และมีคุณภาพ ให้ได้


โดยภารกิจด้านการลดความเหลื่อมล้ำและช่องว่าง ทำให้เกิดความเป็นธรรมเพื่อให้เข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการศึกษา ไม่ได้สำคัญแค่ในระดับประเทศเท่านั้น เพราะภารกิจนี้ได้รับการบรรจุลงในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคด้านรายได้และระหว่างเพศ โดยกำหนดให้เป็น 2 ใน 17 เป้าหมายสำคัญที่ประเทศสมาชิกต้องให้ความสำคัญและพัฒนาให้เกิดขึ้นในประเทศของตนด้วย

เพื่อวางแนวทางในการกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศ ให้ประเทศไทยมีทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างเพียงพอ พร้อมรับสังคมสูงวัยและสร้างความเสมอภาคในทุกมิติได้อย่างครอบคลุม บทความ เรื่อง “ข้อมูลใช้บริการสุขภาพสะท้อนหลากมิติความต่าง” โดย วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และ พสิษฐ์ พัจนา (ตีพิมพ์ลงใน กรุงเทพธุรกิจ วาระทีดีอาร์ไอ เมื่อ 3 มกราคม 2561) และเว็บไซต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เปิดเผยข้อมูลการใช้บริการด้านสุขภาพของประเทศไทยล่าสุด ซึ่งชี้ถึงข้อค้นพบที่น่าสนใจของคนไทยทุกเพศทุกวัยกับการเข้าถึง ระบบบริการสุขภาพไทย ต่อไปนี้


กลุ่ม เด็ก สตรี คนชรา มีความเปราะบาง เจ็บป่วยมากที่สุด

ผู้เขียนบทความ เผยประเด็นแรกที่น่าสนใจว่า ในระหว่างปี 2550-2558 อัตราการเจ็บป่วยคนไทยต่อประชากรจำนวน 1 แสนคน เพิ่มมากขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 ประเทศไทย มีคนป่วยประมาณ 17,500 คนต่อประชากรแสนคน เพิ่มเป็น 22,900 คน

ในปี 2558 ผู้หญิงมีอัตราการเจ็บป่วยมากกว่าชายมาโดยตลอดจาก 19,700 คน ต่อประชากร 1 แสนคน ในปี 2550 เป็น 25,100 คน ในปี 2558 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าชาย ประมาณ 4,000-5,000 รายต่อประชากร 1 แสนคน

อัตราการเจ็บป่วยยังมีความแตกต่างกันตามกลุ่มอายุ โดยกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีอัตราการเจ็บป่วยสูงที่สุด รองลงมาคือ กลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

ในปี 2558 อัตราการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ เท่ากับ 46,400 ราย และ ของเด็กเท่ากับ 27,500 รายต่อประชากรแสนคน ส่วนผู้หญิงมีอัตราการเจ็บป่วยสูงกว่าผู้ชายทุกกลุ่มอายุ

สาเหตุของอัตราการเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นตามอายุ ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงจากการเสื่อมสภาพของร่างกายและผลจากการสะสมของพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ


สตรีภาคเหนือมีความเปราะบางต่อความเจ็บป่วยสูงสุด & คนชนบท เจ็บป่วยมากกว่า คนเมือง

ที่ผ่านมา ทุกภาคของไทยมีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มสูงขึ้น และกลุ่มผู้หญิงในภาคเหนือมีอัตราการเจ็บป่วยสูงสุด

รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและกรุงเทพมหานครตามลำดับ โดยในระหว่างปี 2550-2558 ผู้หญิงในภาคเหนือมีอัตราการเจ็บป่วยประมาณ 24,400 ราย เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30,500 รายต่อประชากรแสนคน

ด้านความต่างเชิงพื้นที่ยังสะท้อนว่า ผู้ที่อาศัยในชนบทมีอัตราเจ็บป่วยสูงกว่าผู้ที่อยู่ในเมืองประมาณ 2,000 ราย ต่อประชากรแสนคน โดยในปี 2558 อัตราการเจ็บป่วยของคนในชนบท มีประมาณ 24,000 รายต่อประชากรแสนคน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 17,900 ราย ในปี 2550

เหตุผลที่ทำให้คนในชนบทมีอัตราการเจ็บป่วยสูงกว่าคนในเมือง เกี่ยวข้องจากทั้งปัจจัยฐานะ การทำงานหนักที่ทำให้คนในชนบทมีคุณภาพชีวิตในภาพรวมต่ำกว่าคนในเมือง และคนที่อยู่ในชนบทส่วนใหญ่ เป็นผู้หญิง เด็ก และคนสูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการเจ็บป่วย สูงกว่าผู้ชายและคนกลุ่มวัยอื่นๆ ตามข้อค้นพบก่อนหน้าที่กล่าวมาแล้ว


ชายป่วยน้อยกว่าก็จริง แต่ใช้ทรัพยากรในการรักษาสูงกว่าหญิงทุกด้าน

แม้โดยรวมผู้หญิงมีอัตราป่วยและนอนโรงพยาบาลมากกว่าชาย แต่เมื่อผู้ชายล้มป่วยจะใช้ทรัพยากรโดยเฉลี่ยสูงกว่าผู้หญิงทุกปี และมีวันนอนเฉลี่ยสูงกว่าผู้หญิงประมาณ 1 วัน โดยวันนอนในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอายุเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับสาเหตุการเข้ารักษาพยาบาล ผู้ชายส่วนใหญ่ 15% ใช้บริการเนื่องจาก อุบัติเหตุ รองลงมาคือ โรคเกี่ยวกับการติดเชื้อ และโรคระบบทางเดินหายใจ แต่ถ้าเจาะไปที่กลุ่มผู้ชายอายุ 15-39 ปี 28% เข้ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน เพราะอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ ส่วนผู้หญิง ในกลุ่มอายุเดียวกัน 60% ใช้บริการเนื่องจาก การตั้งครรภ์ รองลงมาคือ โรคติดเชื้อ โรคปรสิต บางโรคและโรคเกี่ยวกับระบบหายใจ ตามลำดับ

ด้วยโรคและอาการเจ็บป่วย รวมถึงอุบัติเหตุ ที่ผู้ชายได้รับ ทำให้ผู้ชายต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าผู้หญิงในทุกพื้นที่ โดยพื้นที่ภาคใต้มีความต่างมากที่สุด ระหว่างการใช้ทรัพยากรของชายและหญิง รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


กรุงเทพมหานครใช้ทรัพยากร ใน ระบบบริการสุขภาพ เพื่อรักษาพยาบาลสูงสุด

สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่หนาแน่นมากที่สุด พบว่าใช้ทรัพยากรในการรักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยในมากที่สุด และผู้ป่วยมีวันนอนในสถานพยาบาลเฉลี่ยสูงถึง 9 วัน ซึ่งนับว่าสูงกว่าทุกปี ที่สถิติอยู่ที่ประมาณ 3-4 วัน

และพื้นที่อื่นๆรองลงมา คือ ภาคเหนือและภาคกลาง ส่วนภาคที่มีการใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดคือ ภาคใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ

สรุปว่าแม้การเข้าถึงบริการสุขภาพ ของคนไทยดีขึ้นเรื่อยๆ แต่การใช้ ระบบบริการสุขภาพ ชี้ว่า กลุ่มเด็ก สตรี และคนชรา เป็นกลุ่มที่ความเปราะบางต่อการเจ็บป่วยสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ

ดังนั้น ในบทความชิ้นนี้ จึงแนะนำไว้ตอนท้ายว่า

“เพื่อให้การใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพมีเพียงพอกับการจัด ระบบบริการสุขภาพ ในยุคที่ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยและเสริมภูมิคุ้มกันที่ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง จึงควรหาทางลดการเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทุกประเภทโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย รวมถึงป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังของประชากรสูงอายุ โดยควรป้องกันตั้งแต่อยู่ในวัยทำงาน”


เปิดต้นแบบ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลลดช่องว่างในการจัดการ ระบบบริการสุขภาพไทย ยุค 4.0

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดี ที่ในตอนนี้ความพยายามที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบบริการสุขภาพไทยมีความก้าวหน้าที่น่าพึงพอใจ ด้วยการบริหารจัดการการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมการเกิดโรค การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเอง รวมถึงการสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยที่มาของโครงการดีๆ นี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ สมาคมเฮลท์เทคไทย ได้จัดทำ e-Health Open Data Platform หรือ ศูนย์รวมข้อมูลสุขภาพจากสถานพยาบาลและผู้ป่วย ขึ้น

e-Health Open Data Platform มีจุดเด่นคือผู้ป่วยสามารถขอรับบริการได้ที่สถานพยาบาลเพื่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองในรูปแบบดิจิทัลผ่านเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชัน เช่น รายการยาที่ได้รับ ข้อมูลการแพ้ยา ข้อมูลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในรายการที่กำหนด เช่น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจการทำงานของไต การตรวจการทำงานของตับ การตรวจไขมันในเลือด รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลกับอุปกรณ์สวมใส่หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกอบด้วยการนับก้าว ความดันโลหิต และน้ำหนัก

ทั้งนี้ สามารถแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบเมื่อเข้ารับการรักษาต่างสถานพยาบาล ช่วยลดโอกาสการเกิดการได้รับยาที่ผิดพลาด ช่วยติดตามแนวโน้มของสุขภาพจากผลตรวจสุขภาพ ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบถึงการวัดค่าต่างๆ ของผู้ป่วยที่ตรวจวัดที่บ้านได้ คือ ความดันโลหิต การนับก้าว หรือน้ำหนักตัว

e-Health Open Data Platform ยังมีการจัดทำการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานพยาบาล ปัจจุบัน มีสถานพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นำร่องจำนวน 6 แห่ง คือ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันประสาทวิทยา สถาบันโรคทรวงอก สถาบันทันตกรรม สถาบันโรคผิวหนัง และโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ที่ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษากับสถานพยาบาลโดยยื่นความประสงค์และลงนามในเอกสารเปิดใช้งานระบบ ซึ่งจะได้รับชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านในการเข้าสู่ระบบโดยคำนึงถึงพื้นฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลสูงสุด


ที่มา :

  • บทความ เรื่อง “ข้อมูลใช้บริการสุขภาพสะท้อนหลากมิติความต่าง” โดย วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ พสิษฐ์ พัจนา (ตีพิมพ์ลงใน กรุงเทพธุรกิจ วาระทีดีอาร์ไอ เมื่อ 3 มกราคม 2561) และเว็บไซต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
  • บทความ เรื่อง ส่งเสริมสังคมสุขภาพดีด้วยดิจิทัล เว็บไซต์สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (http://www.depa.or.th/en/article/ส่งเสริมสังคมสุขภาพดีด้วยดิจิทัล)

อัปเดตวิธีการปรับเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกันต่อ

ทางออกประเทศไทย พัฒนา ‘เกษตรกร 4.0’ เตรียมความพร้อมสู่ Smart Agriculture Thailand

นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในบริษัทไม่ใช่เรื่องหมูๆ แล้วจะให้ ‘ผู้ประกอบการ’ อย่างเราทำอย่างไร?

ส่องความล้ำหน้าด้าน HealthCare ที่นำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาช่วย (ดูแล) ชีวิต