‘พายุปาบึก’ ที่พัดเข้าฝั่งอ่าวไทย ทำให้เห็นด้านหนึ่งของภูมิเศรษฐกิจภาคใต้ที่เกิดขึ้นคือ ‘เศรษฐกิจแบบระดมสรรพกำลัง’ ซึ่งแสดงถึงการเคลื่อนย้ายปัจจัยต่างๆ รวมทั้งผู้คน เข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อย และหน่วยงานเกือบทั้งหมดในพื้นที่ก็ให้ความสนใจในการแก้ปัญหา


แต่ปัญหาคือ ประชาชนยังกังวลต่อทรัพย์สินของตนเอง ซึ่งในส่วนนี้ อนาคตอาจต้องมีหน่วยงานหรือเครื่องมือช่วยดูแลความปลอดภัยด้านทรัพย์สินของผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือต่อไป 

อีกปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อเจอฤทธิ์พายุปาบึกทำเสาไฟฟ้าล้ม ผู้คนมีความกังวลเมื่อไม่มีไฟฟ้า แสงสว่าง และขาดการติดต่อ ซึ่งในจุดนี้ ควรจะมีการวางแผนสำรองด้านระบบทดแทนพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ เพื่อคลายความกังวลในพื้นที่ 

ในขณะที่เกษตรกรที่มีสัตว์เลี้ยงประสบปัญหาเรื่องการเคลื่อนย้ายสัตว์และการขาดแคลนอาหารสัตว์ ปัญหานี้เกิดซ้ำซากทุกปี และยังไม่สามารถที่จะระดมสรรพกำลังได้ รวมทั้งการแก้ปัญหาโรคระบาด ความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง เพื่อยับยั้งการตกต่ำของราคาวัว แต่อีกด้านหนึ่ง ธรรมชาติในพื้นที่ก็ถูกเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยการนำข้อมูลมาประมวลผล ‘ปริมาณการผลิต’ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 

หากหันไปดูก่อนหน้าที่ พายุปาบึก จะเข้ามา ฝนตกมาเกือบ 3 อาทิตย์ เกษตรกรไม่ได้กรีดยาง และน้ำก็ท่วมในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดปัญหาโรคปากเท้าเปื่อยในโคและสร้างปัญหาให้แก่เกษตรกรรายย่อย เนื่องจากไม่ได้มีการวางแผนระมัดระวังด้านปศุสัตว์ไว้ อย่างที่รับรู้กันอยู่ว่า แผนจะทำงานก็ต่อเมื่อมีโรคระบาดแล้ว จึงสร้างความเสียหายอย่างมากให้แก่เกษตรกรบางพื้นที่ เช่น ที่อำเภอเมือง สงขลา และสภาพความชื้นในพื้นที่ก็น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกยาง เลี้ยงโค ดังนั้น หากเกษตรกรยังผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนแบบเดิมๆ การสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านแรงงานนั้นทำได้ยากและมีอุปสรรคมาก ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเกือบเดือนครึ่ง ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นหรือมากพอก็จะยังอยู่จุดเดิม

สำหรับเกษตรกรแบบเดิมที่เลี้ยงโคโดยอาศัยการหาหญ้าจากแหล่งธรรมชาติหรือปลูกหญ้าเอง และไม่ได้กำหนดโซนพื้นที่การผลิต ไม่น่าจะใช่คำตอบที่ดีนัก และที่สำคัญ ยังไม่มีมาตรการหรือแพลตฟอร์มการผลิตที่ชัดเจนพอที่จะยืนยันความปลอดภัยในพื้นที่ว่าไร้มลภาวะและโรคระบาด จึงมีผลให้เกิดการระงับการซื้อขายโคในพื้นที่ระบาดอย่างน้อย 3 เดือน 

สภาพภูมิเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างเป็นแบบนี้ซ้ำซากมาแล้วหลายปี จึงไม่ค่อยน่าเชื่อมากเท่าไหร่ว่า ภาคใต้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างที่หลายคนกล่าวขวัญกัน เพราะทุกกิจกรรมวัดจากชั่วโมงแรงงานและผลตอบแทน อย่างการปลูกยางพารา ณ ปัจจุบัน วัดผลออกมามีรายได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 25 บาท ส่วนการเลี้ยงวัวมีรายได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 500-800 บาท ซึ่งถ้าเป็นโคขุนก็ถือว่ามูลค่าแรงงานต่ำมากเกษตรกรก็ไม่อยากจะโทษใครนอกจากตนเอง เพราะยังไม่มีใครอธิบายว่าทำอย่างไรมูลค่าแรงงานต่อชั่วโมงจะสูงขึ้น

สำหรับเหตุการณ์แบบนี้ที่อื่นๆ ทำอย่างไรในปัจจุบัน นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจ กว่าพายุจะสงบ ที่เห็นจากประสบการณ์คือ การนำเอาเทคโนโลยี GIS มาใช้ในพื้นที่การผลิตเพื่อช่วยลดการใช้แรงงาน การใช้ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ โดยสามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 15-20 จึงเป็นวิธีสมัยใหม่ที่ทำได้โดยใช้งบประมาณที่คุ้มค่าและยั่งยืน 

นอกจากนั้น การปรับเปลี่ยนของภูมิอากาศช่วยทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ช่วยให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ การเลือกสายพันธุ์พืชและสัตว์ที่เหมาะสมกับพื้นที่บนเงื่อนไขเฉพาะของสภาพภูมิอากาศ ในส่วนนี้คือความแม่นยำของการใช้ที่ดินและการเกิดวงจรที่สมดุล เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพต่อการใช้ทรัพยากร ซึ่งการใช้วิธีการเหล่านี้ในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปไม่ได้ 
หากปราศจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การระบุชนิดของสัตว์ อาการป่วยของสัตว์ ระบบการผสมพันธุ์  น้ำหนักและการเจริญเติบโตของสัตว์ตามระยะเวลา ระบบชลประทานอัจฉริยะ ระบบวิเคราะห์ตัวอย่างดิน แต่การวางแผนจัดทำระบบการผลิตที่มีความแม่นยำจนถึงจุดที่คอมพิวเตอร์จะคำนวณปริมาณของปุ๋ยที่จะต้องใช้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้นั้น ต้องมีขอบเขตข้อมูลที่แน่ชัดก่อน

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้เราสามารถควบคุมเงื่อนไขด้านการจัดเก็บและการขนส่งผลิตภัณฑ์แช่เย็นและแช่แข็ง ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลง 30 เปอร์เซ็นต์ การสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลจึงน่าจะช่วยทำนายกิจกรรมทางการเกษตรของเกษตรกรผู้ผลิตให้สามารถคาดการณ์ผลผลิตได้ เช่นจากข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลการตรวจสอบและอื่นๆ ช่วยให้วางแผนการผลิตในระยะเวลา 3-4 เดือนข้างหน้าได้ 

หากเห็นแล้วว่าภัยธรรมชาติหรือสภาพอากาศที่ส่งผลรุนแรงต่อปริมาณการผลิตที่อาจลดลงหรือสูญเสียไป แต่เมื่อทุกอย่างมีการหว่านไว้แล้วก็สามารถบอกได้ว่า การเก็บเกี่ยวจะเป็นเช่นไร และการใช้มาตรการเร่งด่วนของเศรษฐกิจระดมสรรพกำลังก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ถึงตอนนี้ อยากจะให้ภาครัฐกำหนดภารกิจที่ทะเยอทะยานกว่า ‘บัตรสวัสดิการคนจน’ นั่นคือ การสร้างเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดการวางแผนสำหรับกลุ่มธุรกิจการเกษตรในภาคใต้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกิจกรรมสำหรับปีต่อไป โดยคำนึงถึงการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผู้ผลิตทางการเกษตรทั้งหมดและประสานงานวางแผนจากส่วนกลาง ด้วยการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานจำนวนมากและการนำเอาระบบมาใช้ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะช่วยให้เกิดการคาดการณ์และได้คำแนะนำที่แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ทราบวิธีการวางแผนเศรษฐกิจในท้ายที่สุด

ในความเห็นของเรา เชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นการแก้ปัญหาภูมิเศรษฐกิจภาคใต้ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ ซึ่งภาคอื่นๆ ก็มีความต้องการเช่นกัน รวมถึงตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากภาคการผลิตที่เป็นการทำฟาร์มขนาดเล็ก พบว่าครึ่งหนึ่งของการทำเกษตรกรรมเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอยู่อย่างกระจัดกระจาย หากเราเป็นคนแรกที่สร้างแพลตฟอร์มดังกล่าว เราก็จะสามารถเป็นผู้นำในพื้นที่นี้ได้ 

ต้องมาดูกันในอนาคตว่า แผนงานทะเยอทะยานของภาครัฐจะเป็นอย่างไรในปีต่อไป เพราะประเทศที่เคยนำเข้าสินค้าเกษตร ปัจจุบันกลายเป็นประเทศส่งออกไปแล้วเพราะมีเทคโนโลยีดิจิทัลช่วย


ความเหลื่อมล้ำ เกษตรกร
เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย