จากเอกสารเผยแพร่เรื่อง “เมืองปราจีนบุรี สร้างเมืองสมุนไพร ด้วยแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business)” ที่จัดทำโดย ณัฐธิดา เย็นบำรุง และ ฐิติรัตน์ รู้เสงี่ยม ผู้ช่วยวิจัย ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เกริ่นให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นของ ปราจีนบุรี สมาร์ทซิตี้สมุนไพร ที่ใครหลายคนอาจยังไม่รู้ที่มาว่า ทำไมเมืองงามแห่งนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองสมุนไพร


“ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจกันว่า จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเมืองอุตสาหกรรม เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ที่นี่ไม่น้อย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่มีต้นทุนทางภูมิศาสตร์และเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีผืนป่าเขาใหญ่อันเขียวขจี มีแม่น้ำปราจีนบุรีที่ได้นำพาความสมบูรณ์มาสู่วิถีชีวิตและเกษตรกรรม อีกทั้งตัวจังหวัดเองก็มีเรื่องราวประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า เล่าขานต่อกันมาอย่างยาวนาน และที่สำคัญ ขณะนี้ปราจีนบุรีมีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็น ‘เมืองแห่งสมุนไพร’ ด้วย”

โดยแนวคิดการริเริ่มสร้างเมืองแห่งสมุนไพรนี้ เริ่มขึ้นพร้อมกับการเดินหน้าส่งเสริมและลงพื้นที่อย่างจริงจังของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ได้เข้าไปสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน ให้มุ่งไปสู่แนวคิดเดียวกันในการสร้างธุรกิจของเมืองด้วยการเป็นแหล่งผลิตสมุนไพร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ


ปฐมบทการสร้าง ‘ปราจีนบุรี สมาร์ทซิตี้สมุนไพร’ ต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองด้วยธุรกิจเพื่อสังคม

ดังที่ผู้วิจัยได้บรรยายไว้ว่า แนวคิดการสร้าง ปราจีนบุรี สมาร์ทซิตี้สมุนไพร เริ่มจากการลงพื้นที่สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน ให้ชุมชนรักษาทรัพยากรท้องถิ่น แล้วเผยแพร่ความรู้โดยเน้นที่การทำให้เห็นภาพร่วมกันในกระบวนการเรียนรู้ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้

จากนั้นจึงดำเนินกิจกรรม ครอบคลุมตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลสมุนไพรจากหมอยาพื้นบ้าน อนุรักษ์ตำรายาโบราณ ส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้แก่ชาวบ้าน รวมทั้งรับซื้อสมุนไพร ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้แก่ชาวบ้านในชุมชน อีกทั้งมีการพัฒนาการผลิตยาจากสมุนไพรที่เหมาะสม ทำให้ปราจีนบุรีในวันนี้ เป็นทั้งแหล่งปลูกและผลิตสมุนไพรแปรรูปปลอดสารเคมีที่แรกของไทย ให้กลายเป็นของกิน ยา เครื่องสำอาง อุปกรณ์สปา ฯลฯ

นอกจากนี้ ร้านอาหารหลายร้านในจังหวัด เมื่อเห็นความโดดเด่นตรงนี้ ก็ปรับเอาสมุนไพรมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ หรือนำสมุนไพรมาเป็นส่วนประกอบในการประกอบอาหาร สามารถดึงดูดลูกค้า สร้างเอกลักษณ์และรายได้ให้กับทางร้านอาหาร และเป็นการขับเคลื่อนเมืองไปในทิศทางเดียวกันทั้งจังหวัด


แพทย์หญิง ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร Key Person ผู้ริเริ่มหยิบสมุนไพรมาขับเคลื่อนธุรกิจพัฒนาเมือง

หากถามว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการสร้าง ปราจีนบุรี เมืองแห่งสมุนไพร คือใคร ชื่อของ แพทย์หญิง ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ต้องได้รับการกล่าวถึงอย่างแน่นอน เพราะ “หมอต้อม” ที่ใครๆ รู้จักนี้เอง เป็นผู้รับนโยบายสาธารณสุขมูลฐานมาจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2526 โดยมุ่งหวังให้ประชากรโลกทุกคนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ด้วยการผลักดันและสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก

ในตอนนั้น หมอต้อม รับตำแหน่งหัวหน้างานผลิตยาทั่วไปและยาปราศจากเชื้อ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ได้วางแผนทำงานตอบรับนโยบายโดยวางแนวคิดที่ต้องการมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรเพื่อใช้ในท้องถิ่น การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการผสมผสานการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพรในท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนในการรักษาพยาบาล เพราะหมอต้อมเล็งเห็นว่าการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพรเป็นภูมิปัญญาที่สามารถหาได้ในชุมชน ทั้งยังสอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นนี้ด้วย

เมื่อแนวคิดนี้ตกผลึก ในปีเดียวกันนี้เองที่หมอต้อมและทีมบุคลากรของทางโรงพยาบาล เริ่มเดินหน้าเข้าไปร่วมเป็นวิทยากร เผยแพร่ความรู้เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพให้กับชุมชน ซึ่งจากการฝึกอบรมนี้เองที่ทำให้พบขุมความรู้จากชาวบ้านจังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีภูมิปัญญาและความรู้มากมายด้านการใช้ยาสมุนไพร ซึ่งหมอต้อมเคยบรรยายไว้ว่า

“เราได้ทำความรู้จักสมุนไพร ตัวยาธรรมชาติที่ในการเรียนคณะเภสัชศาสตร์ที่ผ่านมาไม่เคยสอน หรือสอนแค่ 200-300 ตัวเท่านั้น ความรู้ที่ชาวบ้านมีเลยเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ล้ำค่ามาก ความรู้ที่บุคลากรของโรงพยาบาลฯ ตั้งใจนำไปสอนนั้น เป็นเพียงความรู้ที่จำมาจากตำราจึงเทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่มี ขณะที่ความรู้จากตำราเป็นแค่ความรู้ลายลักษณ์อักษร แต่ความรู้ของชาวบ้านกลับเป็นความรู้ที่มีชีวิต สั่งสมผ่านประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ที่มีการนำไปใช้จริง”


จากภูมิปัญญา สู่การนำไปผลิตเป็นยาสมุนไพร ใช้รักษาผู้ป่วยจริงในโรงพยาบาล สนับสนุนแนวทางพึ่งตนเอง

พ.ศ. 2529 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตยาสมุนไพรของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยฝ่ายเภสัชกรรมของโรงพยาบาลฯ เริ่มต้นนำ เสลดพังพอนตัวเมีย ซึ่งเป็นการปรับเอาความรู้ที่ได้จากชาวบ้าน มาใช้ในการผลิตยารักษาโรคเริมและงูสวัด ในรูปแบบกลีเซอรีน ซึ่งใช้ได้ผลดีมาก จากจุดนี้เองที่ต่อยอดความมั่นใจว่าสมุนไพรไทยตัวอื่นๆ น่าจะมีศักยภาพในการรักษาทางการแพทย์ได้ ทางฝ่ายเภสัชกรรมฯ จึงเริ่มผลิตยาสมุนไพรชนิดอื่นขึ้นมา เพื่อใช้รักษาร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันของโรงพยาบาลในตอนนั้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ตอนนั้นก็มีการนำเสนอทางออกในการดำเนินชีวิตให้อยู่รอดในยุคข้าวยากหมากแพง ซึ่งการพึ่งพาตนเองด้านการดูแลสุขภาพก็เป็นหนทางหนึ่งที่ใช้ในการแบ่งเบาปัญหาปากท้องของผู้คนในตอนนั้น

รัฐบาลเล็งเห็นศักยภาพและมอบหมายให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ดำเนินโครงการสนับสนุนและจัดทำโครงการสาธิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สมุนไพรครบวงจร โดยศึกษาตั้งแต่กระบวนการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การแปร รูปวัตถุดิบสมุนไพร การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ เพื่อหาแนวทางพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทย สนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและช่วยเหลือเศรษฐกิจในชุมชน

จากจุดนี้เอง ที่เกิดการยกระดับการพัฒนาสมุนไพรของโรงพยาบาลโดยเชื่อมโยงกับชุมชนกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง ในฐานะเป็นผู้ผลิตสมุนไพรภายใต้แนวคิดระบบเกษตรอินทรีย์เพื่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบแก่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงเป็นต้นแบบของธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) ที่ชัดเจน


เปิดโมเดลขับเคลื่อน ‘ปราจีนบุรี สมาร์ทซิตี้สมุนไพร’ ด้วยแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม

แนวคิดกิจการเพื่อสังคมเป็นแนวคิดและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจการเพื่อสังคมเป็นกิจการทางธุรกิจที่มุ่งหวังผลประโยชน์ไม่ใช่แค่ทางธุรกิจ แต่ต้องการให้แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ด้วย โดยใช้กลไกการบริหารจัดการที่ดีของภาคธุรกิจมาบวกกับความรู้และนวัตกรรมสังคม สร้างความยั่งยืนทางการเงินจากรายได้หลักที่มาจากสินค้าหรือบริการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาค และมีการนำผลกำไรที่เกิดขึ้นไปลงทุนซ้ำเพื่อขยายผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้น

การพัฒนาเมืองสมุนไพร ปราจีนบุรี จึงเป็นโมเดลของการทำงานร่วมกันระหว่างมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรและชุมชน โดยพัฒนาเป็นธุรกิจชุมชน (Social Business) ที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งโรงพยาบาลและชุมชน ซึ่งสามารถแบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ

  1. การพัฒนาแหล่งเพาะปลูกและผลิตสมุนไพร ร่วมกับชุมชนกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง ภายใต้แนวคิดระบบเกษตรอินทรีย์เพื่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรไปพร้อมกัน
  2. การแปรรูปและจัดจำหน่ายสมุนไพร ดำเนินการและบริหารโดยมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มูลนิธิฯ จะรับซื้อผลิตภัณฑ์จากชาวบ้านที่ได้รับมาตรฐาน เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าสมุนไพรทั้งในลักษณะของยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์สำหรับอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ส่งจำหน่ายทั้งในเมือง ในประเทศ และต่างประเทศ

ถอดหลักการ ‘การพัฒนาเมืองตามโมเดล ปราจีนบุรี เมืองแห่งสมุนไพร’

กระบวนการในการสร้างและพัฒนาเมืองสมุนไพร มีหลักการ ดังนี้

  • พัฒนาแหล่งผลิตสมุนไพร พร้อมกับพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

จากแนวคิดที่ต้องการพัฒนาสมุนไพรพร้อมกับการพัฒนาสังคม มูลนิธิฯ เห็นว่าปราจีนบุรีมีต้นทุนที่ดีในการททำเกษตรกรรม และชาวบ้านมีประสบการณ์ในการปลูกพืชเป็นอย่างดี จึงเริ่มสร้างเครือข่ายกับชุมชนให้เข้ามาพัฒนาสมุนไพรร่วมกัน โดยใช้กลไกการส่งเสริมการรวมกลุ่ม เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกัน ในระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์และมีระบบการค้าที่เป็นธรรรม

นอกจากนั้น โครงการนี้ยังมีความมุ่งหมายที่จะปรับกระบวนทัศน์ใหม่แก่ชุมชน โดยมูลนิธิฯ ได้ให้แนวคิดแก่ชาวบ้านว่า “ปลูกแล้วต้องกิน ใช้ ในชีวิตประจำวัน เหลือค่อยขาย” ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมทั้งดูแลให้ความรู้ในเรื่องของการทำบัญชีครัวเรือน เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนมีแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วย

  • กำหนดมาตรฐานทุกกระบวนการของการผลิตสมุนไพร

สมาชิกทุกคนจะต้องทำข้อตกลงเข้าร่วมโครงการสมุนไพรเกษตรอินทรีย์เป็นลายลักษณ์อักษร ยอมรับการปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และยินยอมให้มีการตรวจพื้นที่ทำเกษตรทุกแปลง เพื่อให้สามารถรับรองกระบวนการผลิตและการจัดการในการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ คือไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชและโรคพืช และมีระบบการผลิตที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • รับซื้อผลผลิตในราคาที่สูง

ตามความตั้งใจว่าจะทำให้เกิดระบบการซื้อขายที่เป็นธรรม ดังนั้น เมื่อกลุ่มสมุนไพรหมู่บ้านดงบัง สามารถทำตามแนวคิดและมาตรฐานของการปลูกสมุนไพรให้มีประสิทธิภาพ ทางมูลนิธิฯ ก็จะทำหน้าที่รับซื้อผลผลิตสมุนไพรตากแห้งทุกชนิดทั้งหมดที่มูลนิธิฯ ต้องการในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด

  • พัฒนาและวิจัยสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง

เพื่อค้นหาสรรพคุณสมุนไพรตัวใหม่ นำมาต่อยอดเป็นยารักษาโรคหรือผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในครัวเรือนได้มากขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยต่างๆ

  • สร้างโรงงานสำหรับผลิตยา

เพื่อรองรับการพัฒนาและการผลิตที่มีคุณภาพ จึงจัดซื้อเครื่องจักรสำหรับการผลิต ด้วยกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรทุกด้านแบบครบวงจร อย่างแคปซูล 500,000 แคปซูลต่อวัน ชาชง 2,000 ซองต่อวัน เครื่องดื่มสมุนไพร 5,000 ขวดต่อวัน เครื่องสำอางแต่ละชนิดผลิตได้ 3,000 ชิ้นต่อวัน และยังสามารถสกัดสารจากสมุนไพรด้วยเครื่องสกัดมริมาณ 100 ลิตรต่อชั่วโมง

  • พัฒนาความรู้เรื่องสมุนไพรให้ประชาชน

พร้อมสร้างพื้นที่จัดจำหน่ายที่หลากหลาย เพราะหลังจากสามารถพัฒนาสมุนไพรออกมามากมาย ในรูปแบบของยารักษาโรคที่ใช้ในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแล้ว มูลนิธิฯ ต้องการให้ประชาชนคนทั่วไปเปลี่ยนกระบวนทัศน์หันมาใช้สมุนไพรอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ดังนั้น ตอนนี้ทางมูลนิธิฯ จึงวางแผนการทำงานโดยมุ่งไปที่การให้ความรู้ในเรื่องสมุนไพร ทั้งจัดอบรมการผลิตยาสมุนไพรเพื่อใช้เอง อบรมเรื่องการปลูกสมุนไพรเพื่อการค้า ไปจนถึงการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์สมุนไพรให้แก่ผู้สนใจได้ไปทดลองปลูกด้วย


ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแบบสมาร์ทซิตี้ ที่ว่ากันด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเมืองให้มีความทันสมัย ความสำเร็จของการขับเคลื่อน ‘ปราจีนบุรี สมาร์ทซิตี้สมุนไพร’ ที่อยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตัวเอง พึ่งพาทรัพยากรในท้องถิ่น และภูมิปัญญาอันล้ำค่าของบรรพบุรุษ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะสร้างต้นแบบสมาร์ทซิตี้ในแบบไทยๆ ได้อย่างน่าสนใจ


ที่มา : เอกสารเผยแพร่เรื่อง “เมืองปราจีนบุรี สร้างเมืองสมุนไพร ด้วยแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business)” ที่จัดทำโดย ณัฐธิดา เย็นบำรุง และ ฐิติรัตน์ รู้เสงี่ยม ผู้ช่วยวิจัย ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเมืองสุขภาวะ ด้วยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะ (สสส.)


โมเดลการใช้ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อการพัฒนา ยังมีอีกมาก อ่านกันต่อเลย

Laughing Man Coffee กรุ่นกลิ่นกาแฟเพื่อสังคม ต้นแบบธุรกิจแฟร์เทรด ของ ฮิวจ์ แจคแมน

ส่องเทรนด์ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทางรอดของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21

“กิจจา วงศ์วารี” ยกระดับมาตรฐาน บาริสต้า ไทย ให้เป็นมากกว่าคนชงกาแฟ